ตอนที่ 9
***บทที่ 9: ตลาดชิงสุ่ยและพ่อค้าหน้าเลือด***
เฉียนว่านเฉียนลูบเคราแพะใต้คางของตนเบาๆ ดวงตาที่หยีเล็กจนแทบเป็นเส้นตรงของเขากำลังจับจ้องไปยังตะกร้าสานบนหลังของดรุณีน้อยตรงหน้า ภายนอกเขาแสร้งทำเป็นเมินเฉย ทว่าภายในใจกลับลอบตื่นตะลึง สมุนไพรป่าและผักป่าในตะกร้านั้นดูเผินๆ อาจเหมือนของที่หาได้ทั่วไปตามตีนเขาชางหลาง แต่หากพิจารณาให้ถ่องแท้ จะพบว่าใบของมันเขียวชอุ่มอวบน้ำ รากสมบูรณ์ไร้รอยแมลงกัดกิน ทั้งยังแผ่กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของตัวยาออกมาจางๆ ชนิดที่ว่าสมุนไพรชั้นดีในร้านของเขายังไม่อาจเทียบเคียงได้
ชายร่างท้วมแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ แผนการกดราคาอย่างโหดเหี้ยมผุดขึ้นในหัว เขากระแอมไอเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยิ่งยโส "แม่หนู ดูจากเสื้อผ้าหน้าผมของเจ้า คงตกระกำลำบากมาไม่น้อย สมุนไพรป่าพวกนี้... หน้าตาพอใช้ได้ แต่ใบช้ำไปบ้าง รากก็มีรอยขุดที่ไม่ประณีต หากนำไปตากแห้งทำยา คงเสียสรรพคุณไปกว่าครึ่ง เอาเถิด! ถือว่าข้าเฉียนว่านเฉียนทำทานสวดมนต์ เห็นแก่ความลำบากของเจ้า ข้าจะเหมาหมดนี่ในราคาสิบอีแปะก็แล้วกัน"
สิบอีแปะ!
หลินหว่านเซี่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางเย็นเยียบลงทันที เงินเพียงสิบอีแปะในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ซื้อแป้งหยาบได้ไม่ถึงครึ่งชั่งด้วยซ้ำ อย่าว่าแต่จะนำไปซื้อเมล็ดพันธุ์มันเทศเปลือกแดงตามที่นางตั้งใจไว้เลย นี่มิใช่การกดราคา แต่เป็นการปล้นชิงกันซึ่งหน้า!
หญิงสาวไม่ได้แสดงความเกรี้ยวกราด นางเพียงระบายยิ้มบางๆ ที่คล้ายจะไม่เป็นยิ้ม หยิบต้นสมุนไพรขึ้นมาหนึ่งก้านแล้วหมุนให้เถ้าแก่หน้าเลือดดู "เถ้าแก่เฉียน ท่านล้อข้าเล่นแล้วกระมัง ท่านเปิดร้านรับซื้อของป่ามานานนับสิบปี ย่อมมีสายตาแหลมคมกว่าผู้ใด สมุนไพรของข้าต้นนี้ ก้านอวบน้ำ ใบไร้รอยตำหนิ กลิ่นยาสะอาดบริสุทธิ์ทะลวงจมูก หากข้าเดาไม่ผิด เพียงต้นนี้ต้นเดียว ท่านนำไปขายต่อให้โรงหมอในตัวเมือง ก็ได้กำไรไม่ต่ำกว่าห้าสิบอีแปะแล้ว ท่านกลับเสนอเงินสิบอีแปะเพื่อเหมาทั้งตะกร้า... ไม่คิดว่ากำไรขูดรีดเช่นนี้ จะทำให้บรรพชนของท่านสะดุ้งตื่นในหลุมศพหรือเจ้าคะ?"
วาจาฉะฉานและตรงไปตรงมาของดรุณีน้อยทำเอาเฉียนว่านเฉียนหน้าเปลี่ยนสี รอยยิ้มจอมปลอมบนใบหน้าอันตรธานหายไปทันควัน เขาไม่คิดว่าเด็กสาวชาวบ้านท่าทางซอมซ่อจะมีสายตาเฉียบแหลมและวาจากล้าแข็งถึงเพียงนี้
"สามหาว! นังเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำหาญกล้ามาสั่งสอนข้าเชียวหรือ!" เฉียนว่านเฉียนตบโต๊ะเสียงดังลั่น "ในตำบลชิงสุ่ยแห่งนี้ ร้านของข้าใหญ่ที่สุด หากข้าไม่รับซื้อสมุนไพรของเจ้า ข้าอยากจะรู้นักว่าจะมีสุนัขตัวใดกล้าควักเงินซื้อ! เจ้าคิดว่าตนเองถือทองคำอยู่หรืออย่างไร มันก็แค่วัชพืชริมทาง!"
ราวกับเป็นการตอกย้ำคำพูดของเถ้าแก่หน้าเลือด ชายชราหลังค่อมผู้หนึ่งที่ยืนต่อแถวอยู่ด้านหลังหลินหว่านเซี่ย เดินตัวสั่นเทาเข้ามาพร้อมกับตะกร้าเห็ดหลินจือป่าดอกเล็กๆ ที่เขาเสี่ยงตายปีนหน้าผาไปเก็บมา ชายชราวางมันลงบนโต๊ะพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เถ้าแก่เฉียน เมตตาด้วยเถิด เห็ดหลินจือนี้ข้าได้มาด้วยความยากลำบาก ท่านให้ราคาสักห้าสิบอีแปะได้หรือไม่ ที่บ้านข้าไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ หลานชายก็กำลังป่วยหนัก..."
เฉียนว่านเฉียนปรายตามองเห็ดหลินจือดอกนั้น ก่อนจะแค่นเสียงหยัน "เห็ดดอกเล็กแค่นี้ สภาพก็แห้งแก่น ข้าให้เต็มที่ยี่สิบอีแปะ จะขายหรือไม่ขาย? หากไม่ขายก็ไสหัวไป!"
ชายชราน้ำตาคลอเบ้า มือสั่นเทากำหมัดแน่น แต่สุดท้ายด้วยความสิ้นไร้ไม้ตอกและไร้ทางเลือกในตลาดที่ถูกผูกขาดแห่งนี้ เขาก็จำต้องพยักหน้ายอมรับเงินยี่สิบอีแปะที่ถูกโยนลงบนโต๊ะราวกับให้ทานสุนัข ชาวบ้านคนอื่นๆ ที่รอคิวอยู่ต่างก้มหน้าถอนหายใจ ไม่มีผู้ใดกล้าปริปากโต้แย้ง แม้จะรู้เต็มอกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบเพียงใดก็ตาม
เฉียนว่านเฉียนหันกลับมามองหลินหว่านเซี่ยด้วยสายตาเย้ยหยัน "เห็นหรือไม่แม่หนู? กฎของตลาดนี้ ข้าคือผู้กำหนด หากเจ้าดื้อดึง วันนี้เจ้าจะไม่ได้เงินกลับไปแม้แต่อีแปะเดียว"
"เช่นนั้นข้าก็ขอตัว" หลินหว่านเซี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความลังเล นางคว้าตะกร้าสมุนไพรขึ้นสะพายหลัง หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเถ้าแก่หน้าเลือดอีก
"คอยดูเถอะ! ประเดี๋ยวเจ้าก็ต้องคลานกลับมาอ้อนวอนข้า!" เสียงตะโกนสาปแช่งของเฉียนว่านเฉียนดังไล่หลังมา แต่หญิงสาวหาได้ใส่ใจไม่
หลินหว่านเซี่ยเดินลัดเลาะเข้าไปในส่วนลึกของตลาดชิงสุ่ย นางเลือกทำเลบริเวณหัวมุมถนนที่ผู้คนพลุกพล่าน แม้จะไม่มีแผงลอยเป็นของตนเอง แต่นางก็ปูผ้าฝ้ายผืนเก่าที่ซักจนสะอาดสะอ้านลงบนพื้นดิน ก่อนจะค่อยๆ นำสมุนไพรและผักป่าในตะกร้าออกมาจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ แบ่งแยกตามประเภทอย่างชัดเจน ทำให้ผลผลิตที่ดูธรรมดากลับดูมีราคาขึ้นมาทันตาเห็น
[ติ๊ง! โฮสต์ครับ ถึงท่าทางตอนสะบัดหน้าหนีตาแก่หน้าเลือดนั่นจะดูเท่บาดใจสุดๆ ไปเลยก็เถอะ แต่ผมขอเตือนด้วยความหวังดีนะครับว่า หากวันนี้ขายของไม่ออก ระวังโฮสต์และครอบครัวจะได้กินลมชมวิวแทนมื้อเย็นนะครับ]
เสียงยียวนของ 'เปาจื่อ' ระบบผู้ช่วยส่วนตัวดังขึ้นในหัว หลินหว่านเซี่ยลอบกลอกตาเบาๆ ก่อนจะตอบกลับในใจ 'หุบปากไปเลยเปาจื่อ ของดีเยี่ยงนี้ หากไม่มีผู้ใดตาถึง ก็ถือว่าคนในตำบลนี้ตาบอดกันหมดแล้ว'
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนดวงอาทิตย์ลอยเด่นกลางหัว อากาศร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเรื่องที่น่าอัศจรรย์ก็คือ สมุนไพรและผักป่าของหลินหว่านเซี่ยกลับไม่มีทีท่าว่าจะเหี่ยวเฉาลงแม้แต่น้อย หยาดน้ำค้างบนใบยังคงเกาะตัวแน่น แผ่กลิ่นไอความสดชื่นและกลิ่นหอมของตัวยาออกมาอย่างต่อเนื่อง นี่คือผลลัพธ์ของน้ำพุวิญญาณเจือจางที่นางใช้รดพวกมันอย่างลับๆ เมื่อคืนนี้
แม้จะมีผู้คนเดินผ่านไปมาและหยุดมองด้วยความสนใจในความสดใหม่ แต่เมื่อเห็นว่าผู้ขายเป็นเพียงเด็กสาวแปลกหน้าในชุดซอมซ่อ ไร้ซึ่งป้ายชื่อร้านรับรองความน่าเชื่อถือ พวกเขาก็พากันส่ายหน้าและเดินจากไป เฉียนว่านเฉียนถึงกับส่งลูกจ้างในร้านให้มาลอบสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ พร้อมกับหัวเราะเยาะเมื่อเห็นว่าแผงของนางยังขายไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว
หลินหว่านเซี่ยนั่งหลังตรง แววตายังคงสงบนิ่งและเยือกเย็น นางรู้ดีว่าการทำธุรกิจไม่สามารถใจร้อนได้ สิ่งที่นางต้องการไม่ใช่ลูกค้าทั่วไปที่ซื้อของราคาถูก แต่เป็น 'ผู้รู้' ที่สามารถประเมินมูลค่าของแท้ได้ต่างหาก
และแล้ว ในจังหวะที่ลูกจ้างของร้านเฉียนกำลังจะเดินกลับไปรายงานเจ้านายด้วยความสะใจนั้นเอง เงาร่างสูงโปร่งของผู้หนึ่งก็หยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแผงลอยของหลินหว่านเซี่ย ชายผู้นั้นสวมชุดผ้าไหมสีครามเรียบหรู กลิ่นอายสมุนไพรชั้นดีโชยออกมาจากเสื้อผ้าของเขา มือที่ขาวสะอาดดุจหยกเอื้อมลงมาหยิบก้านสมุนไพรบนผ้าฝ้ายขึ้นมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง
ดวงตาของชายผู้นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำซึ่งเจือไปด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิดจะดังขึ้น
"ช้าก่อน... สมุนไพรที่เปี่ยมไปด้วยปราณยาบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ แม่หนู... ของเหล่านี้นี่เจ้าปลูกมันขึ้นมาเองหรือ?"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การพบพานที่หอไป๋เช่า]**