ตอนที่ 8

***บทที่ 8: อดีตขุนนางจับจอบ***

ทว่า... เสียงดังกังวาน ‘เคร้ง!’ สะท้อนก้องไปทั่วลานกว้างพร้อมกับประกายไฟเล็กๆ ที่แลบแปลบขึ้นมาจากหน้าดิน

จอบเหล็กขึ้นสนิมปะทะเข้ากับชั้นหินแข็งใต้ผืนดินทรายอย่างจัง แรงสะท้อนกลับอันมหาศาลตีกลับขึ้นมาตามด้ามไม้ สั่นสะเทือนไปถึงท่อนแขนที่ผอมบางของหลินจื้อหยวน อดีตขุนนางใหญ่เบิกตากว้าง ร่างกายโอนเอนเสียหลักจนเกือบจะล้มหงายหลัง จอบที่หนักอึ้งหลุดจากมือหล่นกระแทกพื้นเสียงดังตุบ

ความเจ็บปวดชาหนึบแล่นปราดตั้งแต่ง่ามนิ้วลามไปจนถึงหัวไหล่ หลินจื้อหยวนก้มมองฝ่ามือของตนเอง มือคู่ที่เคยจับเพียงพู่กันขนหมาป่าชั้นดี บัดนี้แดงเถือกและมีรอยถลอกจนเห็นผิวเนื้อสีอ่อน ตุ่มน้ำใสขนาดเล็กเริ่มผุดพรายขึ้นมาให้เห็นจากการเสียดสีอย่างรุนแรงเพียงครั้งเดียว ความรู้สึกสมเพชตนเองตีตื้นขึ้นมาในอก ชายวัยกลางคนสูดลมหายใจลึก ริมฝีปากสั่นระริก

*‘โฮสต์ขอรับ...’* เสียงยียวนของ ‘เปาจื่อ’ ระบบผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ทรงก้อนแป้งสีขาว ดังแทรกขึ้นมาในห้วงความคิดของหลินหว่านเซี่ย *‘ปล่อยให้บิดาผู้บอบบางของท่านทำเช่นนี้ต่อไป กระดูกแขนคงได้ร้าวเข้าสักวัน นี่มาขุดดินหรือมารับทัณฑ์ทรมานกันแน่ขอรับ? กระผมแนะนำให้ท่านรีบห้ามก่อนที่ครอบครัวหลินจะต้องเสียค่ายาเพิ่มนะขอรับ’*

หลินหว่านเซี่ยไม่ได้สนใจคำค่อนขอดของเปาจื่อ นางรีบก้าวเข้าไปประคองบิดาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความอาทร มือเรียวเล็กหยิบผ้าสะอาดที่ชุบน้ำผสมน้ำพุวิญญาณเจือจางซับลงบนฝ่ามือที่พองแดงของเขาอย่างแผ่วเบา ความเย็นซ่านจากน้ำวิญญาณช่วยบรรเทาความแสบร้อนได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ท่านพ่อ ท่านใจร้อนเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงไปด้วยความหนักแน่น “แผ่นดินรกร้างท้ายหมู่บ้านหินผานี้ จับตัวกันแน่นราวกับศิลา หากใช้เพียงกำลังกายเข้าปะทะอย่างหักโหม ย่อมต้านทานแรงสะท้อนกลับไม่ไหว ต่อให้ท่านมีเรี่ยวแรงดั่งม้าศึก ก็อาจบาดเจ็บได้เจ้าค่ะ”

หลินจื้อหยวนทอดถอนใจอย่างขมขื่น แววตาที่เพิ่งจุดประกายความหวังเมื่อครู่หม่นแสงลงเล็กน้อย “พ่อช่างไร้ค่ายิ่งนัก หว่านเซี่ย... ตอนเป็นขุนนาง พ่อเคยคิดว่าตนเองเข้าใจความทุกข์ยากของราษฎร แต่พอต้องมาจับจอบด้วยตนเอง พ่อกลับไม่อาจเอาชนะได้แม้กระทั่งดินก้อนเดียว”

“มิใช่เช่นนั้นเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ” หลินหว่านเซี่ยยิ้มบาง นางก้มลงหยิบจอบเหล็กด้ามนั้นขึ้นมาถือไว้ในมือ “การเกษตรมิใช่เพียงการใช้แรงงานเยี่ยงปศุสัตว์ แต่ต้องอาศัย ‘ปัญญา’ และ ‘ความสอดคล้องกับธรรมชาติ’ ต่างหากเล่าเจ้าค่ะ”

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก จัดระเบียบร่างกายตามหลักทฤษฎีสรีรวิทยาและการใช้เครื่องมือทุ่นแรงที่นางเคยศึกษามาอย่างถ่องแท้ในโลกก่อน นางขยับเท้าทั้งสองข้างให้กว้างเท่าช่วงไหล่เพื่อสร้างฐานที่มั่นคง ย่อเข่าลงเล็กน้อยเพื่อลดจุดศูนย์ถ่วงของร่างกาย

“ท่านพ่อ โปรดดูข้าให้ดี” หลินหว่านเซี่ยอธิบายพลางสาธิต “มือขวาของท่านต้องจับที่ปลายด้ามเพื่อควบคุมทิศทาง ส่วนมือซ้ายจับร่นลงมาตรงกลางเพื่อใช้เป็นจุดหมุน นี่คือหลักการของคานงัด เหมือนเวลาที่เราใช้ไม้คานงัดก้อนหินใหญ่ หากท่านจับผิดตำแหน่ง ย่อมต้องออกแรงมากกว่าเดิมหลายเท่า”

จากนั้นนางก็ยกจอบขึ้น ไม่ได้ยกด้วยกำลังแขนเพียงอย่างเดียว แต่นางใช้จังหวะยืดตัวขึ้นส่งแรงจากปลายเท้า ผ่านลำตัว และส่งต่อไปยังท่อนแขน จอบเหล็กถูกยกขึ้นสูงจรดเหนือศีรษะ ก่อนที่นางจะปล่อยให้มันตกลงมาตามน้ำหนักของเหล็ก โดยใช้เพียงมือบังคับทิศทางให้แม่นยำ

ฉับ!

คมจอบสับลงบนหน้าดินที่แข็งกระด้างอย่างแม่นยำ ไร้ซึ่งเสียงสะท้อนกลับอันรุนแรง ดินก้อนใหญ่ถูกงัดแตกออกเป็นร่วนซุยอย่างง่ายดายราวกับสับเต้าหู้

หลินจื้อหยวนเบิกตากว้างมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตะลึง บุตรสาวของเขาที่บอบบางยิ่งกว่ากิ่งหลิว กลับสามารถพลิกหน้าดินที่เขาไม่อาจทำได้ด้วยท่วงท่าที่งดงามและลื่นไหลไร้รอยต่อ

“การทำจอบขุดดิน ก็เฉกเช่นการตวัดพู่กันเขียนอักษรเจ้าค่ะท่านพ่อ” หลินหว่านเซี่ยส่งจอบคืนให้บิดาพร้อมรอยยิ้ม “การเขียนอักษรที่ทรงพลัง มิได้อยู่ที่การกดขยี้ปลายพู่กันลงบนกระดาษ แต่อยู่ที่การถ่ายเทน้ำหนักจากข้อมือและการไหลเวียนของลมปราณ การขุดดินก็เช่นกัน อาศัยการทิ้งน้ำหนักของจอบและการผ่อนปรนของร่างกาย ผสมผสานความแข็งกร้าวและความนุ่มนวลเข้าด้วยกัน”

คำอธิบายที่ลึกซึ้งราวกับปรัชญาเซียน ทำให้เปลือกตาของหลินจื้อหยวนกระตุก อดีตขุนนางบุ๋นผู้เคยยึดติดในศักดิ์ศรีของบัณฑิต บัดนี้ราวกับได้รับการเบิกเนตร ทิฐิความเย่อหยิ่งที่เคยมีต่อชนชั้นผู้ใช้แรงงานมลายหายไปสิ้น เขาตระหนักแล้วว่า วิถีแห่งชาวนาก็มี ‘เต๋า’ และความล้ำลึกในแบบของมัน หาได้ต่ำต้อยกว่าการนั่งอ่านตำราในหอสมุดไม่

ชายวัยกลางคนรับจอบกลับมากำไว้ในมือแน่น เขาสลัดชายแขนเสื้อที่ยาวรุ่มร่ามของชุดบัณฑิตเก่าๆ ขึ้นผูกมัดไว้กับเอวอย่างทะมัดทะแมง ไม่หลงเหลือเค้าโครงของคุณชายตระกูลใหญ่ผู้รักความสะอาดอีกต่อไป

เขาขยับเท้าแยกออก ย่อเข่าลง และจัดวางตำแหน่งมือตามที่บุตรสาวสอนทุกประการ หลินจื้อหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก ดึงสมาธิทั้งหมดมารวมไว้ที่จุดศูนย์ถ่วง ยกจอบขึ้นด้วยแรงส่งจากลำตัว และทิ้งน้ำหนักจอบลงสู่พื้นดิน

ฉับ!

คมจอบฝังลึกลงไปในเนื้อดิน ดินร่วนซุยแตกกระจายออกโดยที่แขนของเขาแทบไม่รู้สึกถึงแรงสะท้านกลับ

“ข้าทำได้แล้ว... หว่านเซี่ย พ่อทำได้แล้ว!” ใบหน้าเปื้อนฝุ่นของหลินจื้อหยวนเบิกบานด้วยรอยยิ้มกว้างที่สุดนับตั้งแต่ถูกเนรเทศ มันคือรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจที่แท้จริง ไม่ใช่ในฐานะขุนนาง แต่ในฐานะลูกผู้ชายที่สามารถบุกเบิกผืนดินเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวได้

สองพ่อลูกช่วยกันผลัดเปลี่ยนขุดพลิกหน้าดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แม้เหงื่อกาฬจะไหลโทรมกาย แต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกลับเบ่งบานในลานดินแคบๆ แห่งนี้ จนกระทั่งดวงตะวันคล้อยต่ำ ลานดินที่เคยแข็งกระด้างก็ถูกพลิกฟื้นจนกลายเป็นแปลงเกษตรขนาดย่อมที่พร้อมสำหรับการเพาะปลูก

คืนนั้น หลินหว่านเซี่ยนั่งมองแปลงดินผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ที่ผุพัง นางรู้ดีว่าดินเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ นางต้องการ ‘เมล็ดพันธุ์’ ที่ทนทานต่อสภาพแล้งอย่างมันเทศเปลือกแดง และต้องการเสบียงอาหารมาบำรุงร่างกายคนในครอบครัว ทว่าในระบบห้างสรรพสินค้าเกษตรอัจฉริยะ นางยังมี ‘แต้มความสำเร็จ’ ไม่เพียงพอที่จะแลกของเหล่านั้น

หญิงสาวหันไปมองตะกร้าสานที่มุมห้อง ภายในบรรจุสมุนไพรป่าและผักป่าที่นางและหวังชุ่ยเจียวช่วยกันเก็บมาจากตีนเขาชางหลาง สมุนไพรเหล่านี้ได้รับการรดด้วยน้ำพุวิญญาณเจือจางอย่างลับๆ ทำให้ใบของมันอวบอิ่ม แผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์ของตัวยาออกมาจางๆ แตกต่างจากสมุนไพรป่าทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

“พรุ่งนี้ข้าจะต้องนำสมุนไพรพวกนี้ไปขายที่ตลาดตำบลชิงสุ่ย เพื่อนำเงินก้อนแรกมาต่อยอดให้จงได้” นางพึมพำกับตนเองด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว

รุ่งอรุณของวันใหม่ หลินหว่านเซี่ยแบกตะกร้าสมุนไพรขึ้นหลัง เดินเท้ารอนแรมกว่าสิบลี้มุ่งหน้าสู่ตำบลชิงสุ่ย ศูนย์กลางการค้าที่คึกคักที่สุดในละแวกนี้ บรรยากาศของตลาดเต็มไปด้วยเสียงร้องเร่ขายสินค้าและผู้คนที่เดินขวักไขว่

นางมุ่งหน้าไปยังหน้าร้านรับซื้อของป่าและสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ทว่าทันทีที่นางวางตะกร้าลง ชายร่างท้วมสวมชุดผ้าไหมมันขลับ ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มจอมปลอมและดวงตาที่กลอกกลิ้งราวกับจิ้งจอกเฒ่า ก็เดินแหวกผู้คนเข้ามา สายตาอันแหลมคมและเต็มไปด้วยความโลภของ ‘เฉียนว่านเฉียน’ เถ้าแก่หน้าเลือดแห่งตลาดชิงสุ่ย กวาดมองเสื้อผ้าซอมซ่อของเด็กสาว ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นคุณภาพสมุนไพรในตะกร้า รอยยิ้มเย้ยหยันและแผนการกดราคาอย่างโหดเหี้ยมผุดขึ้นในใจของเขาทันที

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ตลาดชิงสุ่ยและพ่อค้าหน้าเลือด]**