ตอนที่ 7
***บทที่ 7: ปาฏิหาริย์แห่งน้ำพุวิญญาณ***
เถาวัลย์สีเขียวอมม่วงเลื้อยทอดตัวไปตามหน้าดินที่เพิ่งถูกพลิกฟื้น ราวกับมีจิตวิญญาณซุกซ่อนอยู่ภายใน ใบไม้รูปหัวใจผลิกางออกรับแสงจันทร์นวลผ่อง เปล่งประกายแห่งชีวิตชีวาอันหาได้ยากยิ่งในหมู่บ้านชายแดนที่แห้งแล้ง ท่ามกลางความเงียบสงัด หลินหว่านเซี่ยเบิกตากว้างมองผลลัพธ์อันน่าตื่นตะลึงของหยดน้ำพุวิญญาณที่ถูกเจือจางแล้ว นางไม่คาดคิดเลยว่าเพียงแค่เสี้ยวหยดของมัน จะกระตุ้นพลังชีวิตของมันเทศป่าได้รุนแรงถึงเพียงนี้
“ติ๊ง! โฮสต์ครับ ถึงภาพตรงหน้าจะดูน่าประทับใจ แต่ข้าน้อยต้องขอเตือนด้วยความหวังดีนะขอรับ” เสียงยียวนของ 'เปาจื่อ' ก้อนแป้งสีขาวผู้เป็นระบบผู้ช่วย ดังแทรกขึ้นมาในห้วงคำนึง “น้ำพุวิญญาณมีสรรพคุณล้ำเลิศเกินไป หากโฮสต์ปล่อยให้พืชผลเติบโตพรวดพราดชั่วข้ามคืนเช่นนี้บ่อยครั้ง มีหวังชาวบ้านหินผาได้แห่กันมาดูปาฏิหาริย์จนเหยียบย่ำแปลงผักพังพินาศแน่ และยิ่งไปกว่านั้น พวกคนพาลอย่างจ้าวต้าฝูที่คอยจับตาดูอยู่ต้องเกิดความสงสัยเป็นแน่แท้ ถึงตอนนั้นโฮสต์จะอธิบายอย่างไรขอรับ ว่าเหตุใดดินปนทรายที่ปลูกหญ้ายังตาย ถึงกลายเป็นดินแดนเซียนไปได้?”
คำเตือนของเปาจื่อราวกับน้ำเย็นที่สาดรดลงบนความตื่นเต้นของหญิงสาว หลินหว่านเซี่ยสูดลมหายใจลึก ดึงสติกลับมาพิจารณาถึงความเป็นจริง “เจ้าพูดถูก เปาจื่อ หากความลับเรื่องมิติและน้ำพุวิญญาณรั่วไหลออกไป ครอบครัวเราที่ไร้ซึ่งอำนาจคุ้มหัว ย่อมตกเป็นเป้าหมายของการแย่งชิง คราวหน้าข้าจะต้องระมัดระวัง เจือจางน้ำพุให้เจือจางลงกว่านี้อีกหลายสิบเท่า และใช้เพื่อปรับสภาพดินเป็นหลักแทนการเร่งโตโดยตรง”
เมื่อตระหนักได้ดังนั้น นางจึงจัดการกลบเกลื่อนร่องรอยรอบแปลงดินให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ก่อนจะเร้นกายกลับเข้าไปพักผ่อนในกระท่อมหลังน้อย ปล่อยให้สายลมยามวิกาลพัดพาความลับของราตรีนี้จางหายไป
รุ่งอรุณมาเยือน แสงทองเรืองรองทาบทาบขอบฟ้าเหนือภูเขาชางหลาง ขับไล่ความหนาวเหน็บของยามค่ำคืน หลินจื้อหยวน อดีตขุนนางผู้เคยมีชีวิตสุขสบาย บัดนี้สวมชุดผ้าหยาบที่ผ่านการปะชุน เดินก้าวเท้าออกมาจากลานบ้านเพื่อตักน้ำล้างหน้า อาการไอเรื้อรังของเขาทุเลาลงมากแล้ว อันเป็นผลจากการแอบลอบหยดน้ำพุวิญญาณลงในน้ำดื่มโดยฝีมือของบุตรสาว
ทว่า ทันทีที่สายตาของชายวัยกลางคนทอดมองไปยังแปลงดินว่างเปล่าข้างรั้วไม้ อ่างน้ำไม้ในมือก็ร่วงหล่นลงกระแทกพื้นเสียงดังขลุกขลัก น้ำสะอาดสาดกระเซ็นเปียกชายเสื้อ ทว่าเขาหาได้ใส่ใจไม่ ดวงตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้เบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกขณะจ้องมองดงใบไม้สีเขียวชอุ่มที่ปกคลุมพื้นดินผืนเล็กๆ นั้น
“สวรรค์... นี่... นี่มันเรื่องอันใดกัน?” เสียงอุทานของหลินจื้อหยวนดังพอที่จะปลุกคนที่เหลือในบ้าน
หลินหว่านเซี่ยผลักบานประตูไม้เก่าๆ ออกมาทันที นางแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินเข้าไปประคองบิดา “ท่านพ่อ มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ เหตุใดจึงทำอ่างน้ำหล่นเช่นนี้”
“หว่านเซี่ย เจ้าดูนั่น!” เขายกมืออันสั่นเทาชี้ไปยังแปลงมันเทศป่า “เมื่อวานตรงนั้นยังเป็นเพียงผืนดินแห้งผากที่เจ้าเพิ่งลงแรงขุด แต่เช้านี้... เช้านี้กลับมีต้นไม้เติบโตงอกงามถึงเพียงนี้! หรือว่าสวรรค์จะเมตตาประทานปาฏิหาริย์ให้แก่ตระกูลหลินของเรา?”
หญิงสาวลอบยิ้มในใจ แต่ภายนอกกลับแสดงท่าทีสงบนิ่งและมีเหตุมีผล นางประคองมือบิดาให้เดินเข้าไปใกล้แปลงเพาะปลูก ก่อนจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านพ่อใจเย็นๆ ก่อนเจ้าค่ะ หาใช่ปาฏิหาริย์จากสวรรค์ที่ไหนหรอก นี่คือหัวมันเทศป่าจากส่วนลึกของภูเขาชางหลางที่ข้าเสี่ยงภัยไปขุดมาเมื่อวานต่างหาก”
หลินจื้อหยวนขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ “แต่มันจะเติบโตชั่วข้ามคืนได้อย่างไรกัน? พ่อแม้จะไม่เคยทำนา แต่ก็พอรู้ตำราเกษตรอยู่บ้าง ไม่มีพืชชนิดใดเติบโตเร็วปานนี้”
“ท่านพ่อลืมไปแล้วหรือว่า พืชพรรณบนภูเขาสูงนั้นแตกต่างจากพืชผลในไร่นา” หลินหว่านเซี่ยหยิบยกทฤษฎีที่เตรียมไว้ออกมาอ้างอิงอย่างลื่นไหล “พวกมันต้องต่อสู้ดิ้นรนกับสภาพอากาศอันเลวร้ายบนยอดเขา ทั้งความหนาวเย็นและความแห้งแล้ง ทำให้มันเทศป่าเหล่านี้มีพลังชีวิตและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่สูงล้ำนัก เมื่อวานข้าเลือกเฉพาะหัวที่มีตาแตกยอดอ่อนมาปลูก ประจวบเหมาะกับข้าพยายามรดน้ำจนชุ่ม และเมื่อคืนก็มีน้ำค้างตกหนัก เมื่อพวกมันได้สัมผัสกับดินร่วนซุยและหยาดน้ำที่เพียงพอ พวกมันจึงระเบิดพลังชีวิตที่สะสมไว้ แทงยอดทะลุผิวดินขึ้นมาอย่างรวดเร็วเพื่อช่วงชิงแสงแดดในการเอาชีวิตรอด... นี่คือความวิเศษของธรรมชาติเจ้าค่ะ หาใช่เรื่องเหนือมนุษย์อันใดไม่”
คำอธิบายที่ฟังดูมีหลักการและเหตุผล ประกอบกับความรู้เรื่องพืชป่าที่หลินจื้อหยวนไม่เคยศึกษาอย่างถ่องแท้ ทำให้บัณฑิตเช่นเขาเริ่มคล้อยตาม เขาค่อยๆ ย่อเข่าลง ลูบไล้ใบมันเทศป่าที่อวบอิ่มด้วยความทะนุถนอม ความรู้สึกอุ่นวาบสายหนึ่งแล่นปราดเข้าสู่หัวใจที่เคยด้านชาและสิ้นหวัง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้... ความเข้มแข็งของธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่นัก” น้ำตาแห่งความปีติเอ่อคลอเบ้าตาของอดีตขุนนางผู้ต้องโทษ เขาเงยหน้ามองบุตรสาวด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความหวังใหม่ “หว่านเซี่ย... บ้านเรามีความหวังแล้ว หากผืนดินจืดชืดท้ายหมู่บ้านนี้ ยังสามารถหล่อเลี้ยงพืชพรรณที่แข็งแกร่งเช่นนี้ให้งอกงามได้ ครอบครัวของเราย่อมไม่อดตาย! สวรรค์ยังไม่ทอดทิ้งพวกเราจริงๆ!”
รอยยิ้มบริสุทธิ์ผุดขึ้นบนใบหน้าของหลินหว่านเซี่ย เมื่อได้เห็นประกายชีวิตที่กลับคืนมาในดวงตาของบิดา การพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อหาเลี้ยงชีพ แต่มันคือการรดน้ำพรวนดินให้กับจิตวิญญาณของคนในครอบครัวที่บอบช้ำให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง
“ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ หากเราร่วมแรงร่วมใจกัน ดินรกร้างผืนนี้จะต้องกลายเป็นไร่นาที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในหมู่บ้านหินผาได้อย่างแน่นอน”
คำพูดของบุตรสาวราวกับปลุกเร้าเลือดร้อนในกายของหลินจื้อหยวน เขาผุดลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้าที่มุ่งมั่น สายตาจับจ้องไปยังพื้นที่ลานกว้างข้างบ้านที่ยังคงเต็มไปด้วยหินและดินแข็งเกรอะกรัง ในฐานะหัวหน้าครอบครัว เขาจะปล่อยให้บุตรสาวผู้บอบบางแบกรับภาระหนักอึ้งนี้เพียงลำพังได้อย่างไร!
หลินจื้อหยวนก้าวยาวๆ ไปยังมุมรั้ว มือที่เคยจับแต่พู่กันวาดอักษรเอื้อมไปคว้าด้ามจอบเหล็กขึ้นสนิมที่หนักอึ้ง “ตั้งแต่รุ่งอรุณนี้เป็นต้นไป พ่อจะไม่ยอมเป็นเพียงผู้เฝ้ามองอีกต่อไป พ่อจะช่วยเจ้าพลิกหน้าดินที่เหลือเอง!”
กล่าวจบ เขาเงื้อจอบหนักอึ้งขึ้นสุดแขนด้วยท่วงท่าที่เก้ๆ กังๆ ไร้ซึ่งหลักการถ่ายเทน้ำหนัก ก่อนจะทิ้งจอบฟาดลงผืนดินอย่างแรงด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี ทว่า...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: อดีตขุนนางจับจอบ]**