ตอนที่ 6

***บทที่ 6: ผงคันปราบอันธพาล***

เสียงมีดสั้นสอดผ่านร่องประตูไม้เก่าคร่ำคร่าดังสะท้อนแผ่วเบาในความเงียบงันของรติกาล บานประตูห้องครัวที่ทรุดโทรมของกระท่อมตระกูลหลินค่อยๆ แง้มออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างทะมึนของบุรุษสองคนที่แทรกตัวเข้ามาประดุจสุนัขจิ้งจอกลอบขโมยไก่ แสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องผ่านรอยรั่วของหลังคาคาบเกี่ยวลงบนใบหน้าหยาบกร้าน เผยให้เห็นรอยยิ้มละโมบของลูกสมุนปลายแถวที่จ้าวต้าฝูส่งมาสอดแนมและหมายจะปล้นชิงเสบียงเฮือกสุดท้ายของครอบครัวผู้ยากไร้

"ตะกร้ามันเทศอยู่นั่นไงเล่า!" หนึ่งในนั้นกระซิบเสียงพร่า พลางชี้นิ้วไปยังมุมมืดของครัว

ทว่าก่อนที่มือหยาบโลนของพวกมันจะได้สัมผัสกับตะกร้าสาน เงาร่างสูงโปร่งที่ซูบผอมทว่าหยัดยืนอย่างมั่นคงก็ก้าวพรวดออกมาจากมุมมืดของโถงทางเดิน หลินอวี่เฉินในชุดผ้าป่านสีซีดปะชุนกำท่อนไม้ท่อนตะพดไว้ในมือแน่น แววตาของชายหนุ่มที่เพิ่งฟื้นคืนจากเส้นแบ่งความเป็นความตายวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความโกรธา แม้ลมหายใจจะยังหอบถี่และหน้าอกยังสะท้อนขึ้นลงอย่างยากลำบาก ทว่าจิตวิญญาณแห่งผู้เป็นพี่ชายที่ต้องปกป้องครอบครัวกลับแกร่งกล้าดั่งศิลาผา

"พวกเจ้าคิดจะทำอันใด! ถอยห่างจากเสบียงของครอบครัวข้าเดี๋ยวนี้!" เสียงของหลินอวี่เฉินตวาดกร้าว แม้จะแหบพร่าแต่ก็เปี่ยมไปด้วยอำนาจแห่งความเด็ดเดี่ยว

อันธพาลทั้งสองสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะแค่นเสียงหัวเราะเย้ยหยันเมื่อเห็นสภาพของผู้ขัดขวาง "ฮ่าฮ่าฮ่า! นึกว่าใคร ที่แท้ก็ไอ้หนุ่มขี้โรคตระกูลหลินที่เพิ่งฟื้นจากหลุมศพนี่เอง ร่างกายอ่อนปวกเปียกยืนยังจะล้ม ยิ่งกว่ากิ่งไม้แห้งเสียอีก ยังมีหน้ามาทำอวดเก่งขวางทางพวกข้าหรือ? ไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะสงเคราะห์ส่งเจ้ากลับไปปรโลกอีกรอบ!"

พวกมันก้าวสามขุมเข้าหา หมายจะใช้กำลังผลักไสชายหนุ่มให้ล้มคว่ำ หลินอวี่เฉินกัดฟันกรอด สองมือกระชับท่อนไม้แน่น เตรียมพร้อมแลกด้วยชีวิตเพื่อปกป้องหยาดเหงื่อแรงกายของน้องสาว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความขัดแย้งกำลังจะปะทุเป็นความรุนแรง น้ำเสียงใสกระจ่างทว่าเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีก็ดังกังวานขึ้นจากเบื้องหลัง

"พี่ใหญ่ หลบไป!"

หลินหว่านเซี่ยก้าวออกมาจากเงามืด เรือนผมสีดำขลับปลิวไสวตามแรงลมที่พัดผ่านช่องหน้าต่าง แววตาของนางสงบนิ่งทว่าแฝงแววอำมหิตลึกล้ำราวกับสระน้ำไร้ก้น หญิงสาวตวัดมือเรียวบางที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างรวดเร็วและงดงามดุจร่ายรำ ผงละเอียดสีเขียวหม่นที่บดสกัดมาจาก 'หญ้าหนามอัคคี' พืชป่าบนภูเขาชางหลางที่นางเก็บเกี่ยวและตระเตรียมไว้ ถูกสาดกระจายออกไปในอากาศราวกับม่านหมอกพิษ คลี่คลุมร่างของอันธพาลทั้งสองอย่างแม่นยำ

ผงหญ้าป่าร่วงหล่นลงบนผิวหนังและซึมผ่านเนื้อผ้าของแขกไม่ได้รับเชิญ พวกมันชะงักงันไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะเยาะ "นังหนู! นี่เจ้าเล่นปาฝุ่นใส่พวกข้าหรือ นึกว่าเล่นขายของอยู่หรือไร..."

คำเย้ยหยันยังไม่ทันจบประโยค สีหน้าของพวกมันก็พลันบิดเบี้ยวด้วยความตื่นตระหนก ความรู้สึกแสบร้อนและคันคะเยออย่างรุนแรงปะทุขึ้นจากใต้ผิวหนังราวกับมีมดคันไฟนับหมื่นตัวกำลังกัดกินและชอนไชไปตามเส้นเลือด ยิ่งพวกมันยกมือขึ้นปัดป่ายและเกาตามท่อนแขนและลำคอ อาการคันก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ ความรู้สึกทรมานแผ่ซ่านจนแทบเสียสติ

"อ๊าก! คัน! คันเหลือเกิน! นี่มันผงบ้าอันใดกัน!" หนึ่งในอันธพาลกรีดร้องเสียงหลง ทรุดเข่าลงกับพื้นพลางใช้เล็บตะกุยตะกายผิวหนังของตนเองจนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย มีดสั้นในมือร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังแกร๊ง

หลินหว่านเซี่ยยืนกอดอกมองภาพเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นชา มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน "นี่คือผงจากหญ้าหนามอัคคีบนเขาชางหลาง ยิ่งพวกเจ้าเกา พิษคันก็ยิ่งซึมลึกเข้าสู่กระดูก หากไม่อยากทรมานจนไม่ได้หลับไม่ได้นอนไปเจ็ดวันเจ็ดคืน ก็จงรีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า และจงจำไว้... หากพวกเจ้าหรือจ้าวต้าฝูกล้าย่างกรายเข้ามาในอาณาเขตของตระกูลหลินอีก คราวหน้าข้าจะใช้สมุนไพรที่ทำให้พวกเจ้าต้องคลานกลับไปแทนการเดิน!"

ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมจิตใจของอันธพาลทั้งสอง พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากด่าทอ ได้แต่ส่งเสียงร้องโอดครวญอย่างน่าสมเพช ก่อนจะตะเกียกตะกายพยุงร่างกันและกัน วิ่งเตลิดเปิดเปิงฝ่าความมืดออกไปจากรั้วบ้านตระกูลหลินราวกับสุนัขจนตรอกที่ถูกน้ำร้อนลวก

ในห้วงคำนึงของหลินหว่านเซี่ย เสียงของ 'เปาจื่อ' ก้อนแป้งปัญญาประดิษฐ์ผู้ช่วยสุดกวนก็ดังแทรกขึ้นมาทันที *[โฮสต์ช่างร้ายกาจและเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก! นำพืชป่าธรรมดามาประยุกต์ใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้อย่างหมดจดงดงาม ซาลาเปาน้อยขอคารวะสามจอก! แต่ระวังไว้เถิด ผงนั่นหากปลิวเข้าตาโฮสต์เอง ระบบไม่มีบริการล้างตากลางดึกหรอกนะครับ]*

หญิงสาวลอบกลอกตาในใจ เมินเฉยต่อคำค่อนขอดของระบบ ก่อนจะหันกลับมามองผู้เป็นพี่ชาย หลินอวี่เฉินค่อยๆ ลดท่อนไม้ในมือลง ชายหนุ่มมองตามแผ่นหลังของพวกอันธพาลที่หายลับไปในความมืด ก่อนจะก้มลงมองมือที่ยังคงสั่นเทาเล็กน้อยของตนเอง ความรู้สึกผิดและเจ็บใจในความอ่อนแอของตนเองตีตื้นขึ้นมาในอก จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความตระหนักรู้... หากค่ำคืนนี้น้องสาวของเขาไม่มีสติปัญญาและไหวพริบในการนำพืชป่ามาป้องกันตัว เขาในสภาพร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้ ย่อมไม่อาจต้านทานพวกมันได้เป็นแน่

"หว่านเซี่ย... พี่ช่างไร้ความสามารถนัก ไม่อาจเป็นกำแพงปกป้องเจ้าและเสบียงของครอบครัวเราได้เลย" น้ำเสียงของชายหนุ่มเจือไปด้วยความขมขื่น

หลินหว่านเซี่ยก้าวเข้าไปหาพลางแตะแขนพี่ชายเบาๆ "พี่ใหญ่ ท่านเพิ่งฟื้นตัว ร่างกายยังไม่สมบูรณ์พร้อม ทว่าจิตใจที่กล้าหาญก้าวออกมายืนหยัดขวางหน้าพวกมันเพื่อครอบครัวต่างหากที่สำคัญที่สุด ความแข็งแกร่งทางกายนั้นฝึกฝนได้ ข้าเชื่อมั่นว่าเมื่อท่านบำรุงร่างกายจนกลับมาแข็งแรง ท่านจะเป็นเสาหลักที่ไม่มีผู้ใดโค่นล้มได้อย่างแน่นอน"

คำพูดของน้องสาวราวกับสายน้ำชโลมจิตใจที่แห้งผาก หลินอวี่เฉินกำหมัดแน่น แววตาที่เคยหม่นหมองบัดนี้ลุกโชนด้วยปณิธานอันแรงกล้า เขาตั้งมั่นสลักไว้ในใจ... นับจากรุ่งสางเป็นต้นไป เขาจะกินให้มาก ทำงานให้หนัก และฟื้นฟูพละกำลังของตนเองให้จงได้ เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งจนไม่มีอันธพาลหน้าไหนกล้ามารังแกตระกูลหลินได้อีก

เมื่อเหตุการณ์สงบลง หลินหว่านเซี่ยเดินเข้าไปตรวจดูตะกร้ามันเทศป่าที่นางหอบหิ้วมาจากภูเขา โชคดีที่พวกมันยังอยู่ครบถ้วนและไม่บอบช้ำ หญิงสาวทอดถอนใจเบาๆ ก่อนจะช้อนสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง แสงจันทร์สาดส่องลงบนแปลงดินผืนเล็กที่นางเพิ่งลงแรงพลิกฟื้นเอาไว้เมื่อช่วงกลางวัน ในเมื่อค่ำคืนนี้ไม่อาจข่มตาหลับได้ลงอีกแล้ว นางจึงตัดสินใจลงมือสานต่อแผนการเพาะปลูกให้เสร็จสิ้น

หญิงสาวจัดการแบ่งหัวมันเทศป่าที่มีตาแตกยอดอ่อน นำออกไปฝังลงในแปลงดินร่วนซุยอย่างเบามือและระมัดระวัง แม้ว่าดินของหมู่บ้านหินผาจะแห้งแล้งและขาดแร่ธาตุ แต่ด้วยทักษะดวงตาประเมินดิน นางจึงเว้นระยะห่างได้อย่างเหมาะสมที่สุด ทว่าเพียงแค่นี้ยังไม่พอ หากหวังผลผลิตที่รวดเร็วเพื่อประทังชีวิตครอบครัว นางต้องพึ่งพาสิ่งวิเศษจากห้วงมิติลับ

หลินหว่านเซี่ยเพ่งสมาธิ เชื่อมต่อกับมิติห้างสรรพสินค้าเกษตรอัจฉริยะ นางรองรับน้ำจาก 'บ่อน้ำพุวิญญาณ' เพียงไม่กี่หยด ออกมาผสมเจือจางกับน้ำบ่อธรรมดาในถังไม้เก่าๆ หยาดน้ำที่ได้รับการเจือจางยังคงแผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์จางๆ ที่ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกปลอดโปร่ง นางค่อยๆ ตักน้ำวิญญาณรดลงบนดินที่เพิ่งฝังหัวมันเทศลงไปอย่างทะนุถนอม

ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี ทันทีที่หยดน้ำชุ่มฉ่ำซึมซาบลงสู่ผืนธรณี ปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นเบื้องหน้า... ดินทรายที่เคยแห้งผากกลับดูดซับน้ำวิญญาณอย่างตะกละตะกลาม ก่อนที่ยอดอ่อนสีเขียวอมม่วงของมันเทศป่าที่เพิ่งฝังลงไป จะเริ่มขยับไหวเบาๆ ราวกับมีชีวิต มันค่อยๆ แทงยอดทะลุผิวดินขึ้นมารับแสงจันทร์ อาบย้อมไปด้วยประกายแสงสีมรกตจางๆ ที่มองเห็นได้เพียงครู่เดียว ทอดตัวยืดขยายออกไปอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติจนน่าตื่นตะลึง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปาฏิหาริย์แห่งน้ำพุวิญญาณ]**