ตอนที่ 5
***บทที่ 5: แปลงเกษตรผืนแรก***
สองพี่น้องเร่งฝีเท้าก้าวข้ามโขดหินและพงหญ้ารกชัฏ มุ่งหน้ากลับสู่กระท่อมท้ายหมู่บ้านสือโถว แม้หลินหว่านเซี่ยจะสัมผัสได้ถึงสายตามาดร้ายที่ยังคงจับจ้องมาจากเงามืดเบื้องหลัง แต่นางก็เพียงหยักยิ้มมุมปากอย่างไม่ยี่หระ ปลายนิ้วเรียวซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อ สัมผัสกับใบหญ้าคันที่เก็บซ่อนไว้เป็นการเตรียมพร้อม หากพวกสุนัขลอบกัดกล้าลงมือในยามนี้ นางก็พร้อมจะมอบบทเรียนที่พวกมันจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต ทว่าดูเหมือนพวกอันธพาลจะยังคงขี้ขลาดเกินกว่าจะจู่โจมซึ่งหน้า จึงทำได้เพียงสะกดรอยตามมาห่างๆ
เมื่อกระท่อมหลังน้อยซอมซ่อปรากฏแก่สายตา หลินหว่านเซี่ยผลักบานประตูไม้ที่ส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดเข้าไป ภาพที่สะท้อนเข้าสู่ดวงตาทำเอาหัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ ภายใต้แสงตะเกียงน้ำมันที่ริบหรี่ราวกับจะดับลงได้ทุกเมื่อ เสิ่นหว่านอิ๋ง อดีตฮูหยินผู้เคยคุ้นชินแต่กับการสวมใส่แพรพรรณเนื้อละเอียดและเครื่องประดับล้ำค่า บัดนี้กำลังนั่งพับเพียบอยู่ริมหน้าต่างไม้พุพัง มือเรียวบางที่เคยจับเพียงพู่กันตวัดวาดภาพทิวทัศน์ กำลังพยายามจับเข็มเล่มเขื่องอย่างเก้ๆ กังๆ
บนตักของมารดาคือเสื้อคลุมตัวเก่าขาดวิ่นของหลินอวี่เฉิน เสิ่นหว่านอิ๋งเพ่งสายตาฝ่าความมืด พยายามเย็บปะรอยขาดเหล่านั้นอย่างทุลักทุเล ปลายเข็มแทงพลาดโดนปลายนิ้วครั้งแล้วครั้งเล่าจนห้อเลือด ทว่าดวงตาที่ทอดมองเสื้อผ้าของบุตรชายกลับเปี่ยมล้นไปด้วยความรักใคร่และความอ่อนโยนอย่างหาที่สุดไม่ได้ แม้ฝีเข็มจะบิดเบี้ยวไม่น่าดู แต่มันคือสายใยแห่งความอาทรที่ผูกพันครอบครัวนี้ไว้ด้วยกัน
"ท่านแม่ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะว่าอย่าหักโหม ถนอมสายตาของท่านไว้เถิด งานเย็บปะพวกนี้ประเดี๋ยวข้าจัดการเอง" หลินหว่านเซี่ยรีบก้าวเข้าไปหา กุมมือที่เต็มไปด้วยรอยแผลของมารดาไว้อย่างทะนุถนอม ความรู้สึกผิดและเอ็นดูตีตื้นขึ้นมาในอก
เสิ่นหว่านอิ๋งเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้มบางๆ มืออีกข้างลูบศีรษะบุตรสาวแผ่วเบา "แม่เพียงอยากแบ่งเบาภาระของพวกเจ้าบ้าง เห็นอวี่เฉินต้องทนหนาวเพราะเสื้อผ้าขาดวิ่น แม่ก็อดใจหายไม่ได้... ว่าแต่พวกเจ้าเถิด ออกไปหาของป่าได้สิ่งใดมาบ้างหรือ?"
"วันนี้พวกเราได้สมบัติล้ำค่ามาเลยละเจ้าค่ะ!" หลินหว่านเซี่ยปรับน้ำเสียงให้ร่าเริง หันไปพยักหน้าให้พี่ชาย หลินอวี่เฉินจึงวางตะกร้าไม้ไผ่ลงบนพื้น ก่อนจะจัดการเทหัวมันเทศป่าหัวอวบอ้วนออกมาจัดเรียงไว้มุมห้องเพื่อเก็บเป็นเสบียงล้ำค่าสำหรับผ่านพ้นฤดูแล้งนี้
ในขณะเดียวกัน หลินหว่านเซี่ยกลับประคองกองเถาและยอดมันเทศที่นางจงใจเก็บมาด้วยความระมัดระวัง วางลงบนโต๊ะไม้อย่างเบามือ ราวกับมันเป็นหยกชั้นเลิศ
"น้องหญิง เถาพวกนี้เจ้านำกลับมาทำไมกัน หรือจะนำมาหั่นต้มเป็นน้ำแกงกินประทังหิว?" หลินอวี่เฉินเอ่ยถามด้วยความฉงน พลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก
"นี่คือความหวังที่จะช่วยให้ครอบครัวเราลืมตาอ้าปากได้ต่างหากเล่าเจ้าคะพี่รอง ข้าจะนำเถาพวกนี้ไปปลูก!" หญิงสาวประกาศก้อง ดวงตาเป็นประกายมุ่งมั่น
"ปลูกหรือ?" เสิ่นหว่านอิ๋งเบิกตากว้าง มองออกไปยังลานหน้าบ้านที่แห้งแล้ง "แต่ดินรอบกระท่อมเรามีแต่ทรายกับกรวดหิน รดน้ำลงไปไม่ทันไรก็ซึมหายไปสิ้น ชาวบ้านเขาลือกันว่าดินที่นี่ปลูกได้แต่หญ้าแห้ง พืชผักอันใดล้วนไม่ยอมเติบโต เจ้าจะเสียแรงเปล่าหรือไม่หว่านเซี่ย?"
"ท่านแม่โปรดวางใจ ข้ามีวิธีของข้าเจ้าค่ะ" หลินหว่านเซี่ยส่งยิ้มกว้าง ก่อนจะคว้าจอบบิ่นๆ ที่วางอยู่มุมห้อง เดินออกไปยังลานกว้างหน้ากระท่อมท่ามกลางแสงจันทร์สลัว
นางสูดลมหายใจลึก เพ่งสมาธิเรียกใช้ทักษะ 'ดวงตาประเมินดิน' ที่ติดตัวมาจากมิติลับ หน้าต่างโฮโลแกรมโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นในห้วงสายตา บ่งบอกสถานะของผืนดินเบื้องหน้า
*[ดินทราย: ขาดน้ำร้อยละแปดสิบห้า, ขาดแร่ธาตุรุนแรง, โครงสร้างดินร่วนซุยเกินไป ไม่สามารถกักเก็บธาตุอาหาร]*
ทันใดนั้น เสียงยียวนของ 'เปาจื่อ' ผู้ช่วยทรงปัญญาในรูปแบบก้อนแป้งสีขาวก็ดังก้องขึ้นในจิตสำนึก *"โฮสต์ครับ สภาพดินอนาถถดถอยเยี่ยงนี้ ปลูกหินยังไม่ขึ้นเลยกระมัง หากท่านดันทุรังปลูกเถามันเทศลงไป มีหวังได้กินทรายอบแห้งแทนมันเผาเป็นแน่แท้"*
*"หุบปากไปเลยเปาจื่อ ข้ามีวิธีจัดการก็แล้วกัน คอยดูฝีมือปรมาจารย์ด้านการเกษตรเสียเถอะ"* หลินหว่านเซี่ยโต้ตอบในใจอย่างไม่ยอมแพ้
หญิงสาวลงมือใช้จอบบิ่นขุดพรวนดินทรายอย่างขะมักเขม้น นางขุดร่องดินตื้นๆ เป็นแนวยาว การปลูกมันเทศจากเถานั้นไม่อาจปักลงไปตรงๆ ได้ แต่ต้องวางเถาทำมุมเอียงเล็กน้อยและฝังข้อปล้องลงในดิน เพื่อให้รากแตกออกและเจริญเป็นหัวมันใต้ดินได้ง่ายขึ้น ความรู้ด้านการเกษตรที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน บัดนี้ได้ถูกนำมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ
การจะพลิกฟื้นผืนดินที่ตายแล้วให้กลับมามีชีวิตในชั่วข้ามคืน ย่อมไม่อาจใช้เพียงแรงกาย หลินหว่านเซี่ยเดินไปตักน้ำจากโอ่งเก่าริมรั้วมาหนึ่งถังไม้ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต นางเพ่งจิตเข้าไปในมิติห้างสรรพสินค้า ดึงเอา 'น้ำพุวิญญาณ' บริสุทธิ์ออกมาเพียงไม่กี่หยด แล้วแอบหยดผสมลงไปในถังน้ำ
พริบตาเดียว น้ำตักธรรมดาในถังไม้ก็พลันใสกระจ่างดุจผลึกแก้ว แผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์จางๆ ที่ทำให้ผู้สูดดมรู้สึกปลอดโปร่ง หลินหว่านเซี่ยใช้กระบวยค่อยๆ ตักน้ำพุวิญญาณเจือจาง รดลงบนแปลงดินที่เพิ่งปักเถามันเทศลงไปอย่างทะนุถนอม
ทันทีที่หยาดน้ำล้ำค่าซึมซาบลงสู่ผืนดิน ปรากฏการณ์อัศจรรย์ก็บังเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบภายใต้เงามืดของยามราตรี โครงสร้างดินทรายที่เคยแห้งผากและร่วนซุย ค่อยๆ สมานตัวเกาะเกี่ยวกันแน่นขึ้น สีของหน้าดินเปลี่ยนจากสีเหลืองซีดเป็นสีน้ำตาลเข้มชุ่มชื้น ราวกับได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังแห่งชีวิตอันไพศาล เถามันเทศที่เดิมทีมีสภาพเหี่ยวเฉาจากการถูกเด็ดทิ้งไว้เป็นเวลานาน กลับค่อยๆ เต่งตึงขึ้น ใบที่ลู่ตกลงพลิกฟื้นกลับมาชูช่อรับสายลมหนาวอย่างน่าประหลาดใจ
หลินหว่านเซี่ยปาดเหงื่อบนหน้าผาก ยืนเท้าสะเอวมองผลงานด้วยความภาคภูมิใจ ในที่สุด 'แปลงเกษตรผืนแรก' บนโลกใบนี้ของนางก็ถือกำเนิดขึ้นแล้ว! นี่คือก้าวแรกแห่งการพลิกฟื้นชะตากรรมของตระกูลเสิ่น
ค่ำคืนเคลื่อนคล้อย ลมชายแดนพัดโชยมาพาให้บรรยากาศรอบกระท่อมท้ายหมู่บ้านสงัดเงียบ ครอบครัวตระกูลหลินดับตะเกียงและเข้าสู่นิทราเพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรง ทว่าโสตประสาทของหลินหว่านเซี่ย หญิงสาวผู้เคยก้าวข้ามเส้นแบ่งความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง กลับตื่นตัวอย่างเต็มที่ นางนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงเตาที่เย็นเยียบ ผ้าห่มผืนบางไม่อาจปกปิดรอยยิ้มเย็นเยียบที่ประดับอยู่บนมุมปาก มือเรียวเล็กสอดเข้าไปในแขนเสื้อ กำใบหญ้าคันและผงพิษสงของมันไว้แน่น
โสตประสาทของนางจับเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่กำลังย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งนอกรั้วไม้อย่างชัดเจน ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบของบุรุษสองคนที่ดังแทรกผ่านรอยแตกของแผ่นไม้กระดาน
"ตะกร้ามันเทศอยู่ในครัวแน่ๆ... ข้าเห็นนังเด็กนั่นเอาไปเก็บไว้ รีบเข้าไปงัดประตูหยิบมาแล้วเผ่นเร็วเข้า ก่อนที่ไอ้หนุ่มนั่นจะตื่น"
เงาดำทะมึนสองร่างทาบทับลงบนบานประตูห้องครัวนอกกระท่อม ค่อยๆ สอดใบมีดสั้นเข้าปลดสลักประตูอย่างเงียบเชียบ หลินหว่านเซี่ยลุกขึ้นยืนในความมืดมิดของห้องนอน แววตาของนางวาวโรจน์ดุจพยัคฆ์ร้ายที่รอคอยเหยื่อมาเนิ่นนาน แขกไม่ได้รับเชิญรนหาที่ตายมาเยือนถึงหน้าประตูบ้านแล้ว... คืนนี้นางจะสอนให้พวกลูกสุนัขลอบกัดของจ้าวต้าฝูได้รู้ซึ้งกระดูกดำ ว่าการแหย่รังแตนที่ชื่อหลินหว่านเซี่ยนั้น จะต้องพบเจอกับจุดจบที่ทรมานเจียนตายเช่นไร!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ผงคันปราบอันธพาล]**