ตอนที่ 4

***บทที่ 4: สำรวจตีนเขาชางหลาง***

หลินหว่านเซี่ยย่อตัวลงต่ำโดยสัญชาตญาณ อาศัยพุ่มหญ้าคาที่สูงท่วมหัวช่วยพรางกาย ดวงตาของนางหรี่แคบลงขณะจ้องมองเงาร่างลับๆ ล่อๆ สองสามคนที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ชายป่า แม้ระยะจะห่างไกลจนมองเห็นหน้าไม่ชัด ทว่าท่าทีด้อมๆ มองๆ ราวกับสุนัขจิ้งจอกดมกลิ่นเหยื่อนั้น ทำให้สัญชาตญาณของนางร้องเตือน พวกมันไม่ได้มาหาของป่าเป็นแน่ และการที่พวกมันมุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกับที่ระบบชี้เป้าหมาย ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

'จ้าวต้าฝูคงส่งคนมาจับตาดูความเคลื่อนไหวของครอบครัวข้าสิประหลาด' หญิงสาวคิดในใจอย่างเยือกเย็น นางเพิ่งหักหน้าเศรษฐีหน้าเลือดผู้นั้นไปหมาดๆ ย่อมต้องถูกหมายหัวเป็นธรรมดา หากนางบุ่มบ่ามพุ่งออกไปปะทะด้วยกำลัง ย่อมเสียเปรียบทั้งในแง่ของจำนวนคนและเรี่ยวแรง การใช้สมองและไหวพริบต่างหากคือหนทางเอาชีวิตรอดที่แท้จริง

หลินหว่านเซี่ยค่อยๆ ถอยร่นกลับเข้าไปในเขตรั้วบ้านอย่างเงียบเชียบ นางเดินตรงไปยังลานหลังบ้าน ก่อนจะร้องเรียกผู้เป็นพี่ชายเสียงเบา "พี่รอง! พี่รองอยู่หรือไม่เจ้าคะ"

ชั่วอึดใจเดียว หลินอวี่เฉินก็ก้าวออกมาจากหลังคาเพิงผุพัง ใบหน้าที่เคยซีดเซียวราวกับคนใกล้ตายบัดนี้มีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว ผลจากการได้ดื่มน้ำพุวิญญาณเจือจางที่นางแอบผสมลงในน้ำดื่มทำให้ร่างกายของเขากำลังฟื้นฟูอย่างช้าๆ ชายหนุ่มรีบเดินเข้ามาหาน้องสาว แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย "มีอันใดหรือหว่านเซี่ย เหตุใดจึงทำหน้าตาเคร่งเครียดเช่นนั้น"

"ข้าพบร่องรอยของพืชที่กินได้บริเวณตีนเขาชางหลางเจ้าค่ะ อยากให้พี่รองไปเป็นเพื่อนข้าสักหน่อย" นางเอ่ยพลางยื่นจอบบิ่นๆ ให้เขา นางเลือกที่จะยังไม่บอกเรื่องกลุ่มคนน่าสงสัย เพื่อป้องกันไม่ให้พี่ชายผู้เลือดร้อนบุกไปเอาเรื่องพวกมันจนเสียการใหญ่

หลินอวี่เฉินรับจอบมาพาดบ่า หยิบตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังอย่างแข็งขัน "ได้สิ ภูเขาชางหลางอันตรายนัก เจ้าเป็นสตรีไม่ควรไปคนเดียวอยู่แล้ว ตามหลังพี่มาให้ดีล่ะ"

สองพี่น้องเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางแคบๆ ท้ายหมู่บ้าน แสงแดดแผดเผาลงมาบนผืนดินทรายจนแห้งแตกระแหง ฝุ่นสีเหลืองคลุ้งขึ้นทุกครั้งที่ย่ำเท้าลงไป ทันใดนั้น เสียงยียวนของปัญญาประดิษฐ์ 'เปาจื่อ' ก็ดังขึ้นในหัวของหลินหว่านเซี่ย

*[เจ้านายครับ ดินแถวนี้วิกฤตขั้นสุดยอด ขาดน้ำถึงแปดส่วน แร่ธาตุติดลบ ถ้าท่านคิดจะเอาเมล็ดพันธุ์อะไรมาหว่านทิ้งไว้ตอนนี้ ต่อให้เป็นต้นกระบองเพชรก็คงร้องไห้จนรากเน่านะครับ]*

'หุบปากไปเลยเปาจื่อ ข้ามีแผนของข้าก็แล้วกัน' หลินหว่านเซี่ยตอบกลับในใจ พลางทอดสายตามองไปยังเงาทะมึนของภูเขาชางหลางที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเดินมาถึงบริเวณชายป่าตีนเขา ท่ามกลางดงหญ้าแห้งแล้ง พวกเขาก็พบกับสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังก้มๆ เงยๆ ใช้เสียมขุดคุ้ยบางอย่างอยู่บนพื้น สตรีผู้นั้นสวมอาภรณ์ผ้าหยาบปะชุนหลายจุด ทว่าแผ่นหลังกลับตั้งตรงดูทะมัดทะแมง เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมา หลินหว่านเซี่ยก็จดจำได้ทันทีว่าคือ 'หวังชุ่ยเจียว' หรือท่านป้าหวัง ภรรยาของนายพรานหลี่ เพื่อนบ้านเพียงคนเดียวที่เคยหยิบยื่นน้ำใจให้ครอบครัวหลิน

"อ้าว นั่นหลินอวี่เฉินกับนังหนูหว่านเซี่ยมิใช่หรือ" ท่านป้าหวังเอ่ยทักทาย เสียงของนางค่อนข้างดังและห้วนจัดตามประสาชาวบ้าน ทว่าแววตาไม่ได้มีความรังเกียจเดียดฉันท์เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆ "พวกเจ้ามาทำอะไรแถวนี้ ร่างกายเพิ่งจะฟื้นไข้แท้ๆ ลมพัดแรงหน่อยก็แทบจะปลิวแล้วมั้งนั่น"

หลินหว่านเซี่ยยิ้มบางๆ ก้าวเข้าไปหาพร้อมประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "คารวะท่านป้าหวังเจ้าค่ะ ข้ากับพี่รองออกมาหาของป่าประทังชีวิต ท่านป้าหวังพอจะชี้แนะได้หรือไม่เจ้าคะว่าบริเวณนี้มีผักป่าชนิดใดที่พอกินได้บ้าง"

หวังชุ่ยเจียวเห็นกิริยามารยาทที่งดงามและวาจาฉะฉานต่างจากคุณหนูขี้ขลาดคนเดิม ก็อดเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจไม่ได้ ทว่านางก็ถอนหายใจยาว ชี้มือไปยังตะกร้าของตนที่มีเพียงใบผักสีเขียวคล้ำอยู่ก้นตะกร้า "ปีนี้แล้งนัก ผักจี้ไช่ที่เคยขึ้นตามชายป่าก็แห้งตายไปเสียครึ่ง ขุดหามาค่อนวันได้เพียงเท่าที่เห็นนี่แหละ... พวกเจ้ามาก็ดีแล้ว ข้าจะแบ่งให้พวกเจ้าสักกำมือ นำไปต้มกับน้ำข้าวซาวก็พอประทังหิวได้"

"ขอบพระคุณท่านป้าหวังมากเจ้าค่ะ" หลินหว่านเซี่ยรับผักป่ามาด้วยความซาบซึ้งใจ การผูกมิตรกับชาวบ้านท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญในการตั้งรกราก

ป้าหวังมองเลยเข้าไปในเขตป่าลึกของภูเขาชางหลาง สีหน้าฉายแววหวาดหวั่น "นังหนู เจ้าจำไว้นะ หาของป่าอยู่แค่ตีนเขาก็พอ อย่าได้ล่วงล้ำเข้าไปในเขตป่าชั้นกลางเด็ดขาด ภัยแล้งเมื่อหลายปีก่อนโหดร้ายนัก ชาวบ้านอดอยากจนต้องกินเปลือกไม้กินดินขาว สัตว์ป่าเองก็หิวโหยคลุ้มคลั่งไม่ต่างกัน ในป่าลึกนั้นมีทั้งหมาป่าและหมูป่าดุร้าย หากหลงเข้าไป ต่อให้มีสิบชีวิตก็ไม่พอกลับออกมา"

"ข้าจะจดจำคำเตือนของท่านป้าหวังไว้ให้ขึ้นใจเจ้าค่ะ" หลินหว่านเซี่ยรับคำอย่างว่าง่าย ป้าหวังพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนจะสะพายตะกร้าเดินแยกไปขุดหาผักอีกทางหนึ่ง

เมื่ออยู่กันตามลำพัง หลินหว่านเซี่ยก็ไม่รอช้า นางลอบเปิดใช้งานทักษะ 'ดวงตาประเมินดิน' ทันที ภาพเบื้องหน้าแปรเปลี่ยนไป หน้าต่างแสงโปร่งใสปรากฏขึ้นทับซ้อนกับทัศนียภาพจริง ข้อมูลวิเคราะห์สภาพดินไหลเลื่อนผ่านสายตา

บริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายที่ขาดความชื้นอย่างหนัก ทว่าเมื่อกวาดสายตาไปยังกอพุ่มไม้เตี้ยๆ ที่มีเถาวัลย์แห้งเหี่ยวพันเกี่ยวอยู่ หน้าต่างแสงสีเขียวอ่อนก็สว่างวาบขึ้นพร้อมเสียงแจ้งเตือน

*[ตรวจพบ: เถามันเทศป่า (อายุ 1 ปี) ซ่อนตัวอยู่ใต้ดินลึก คุณสมบัติ: ทนความแล้งระดับสูง อดทนต่อดินทราย สามารถนำหัวมาเป็นเสบียงและนำเถาไปเพาะปลูกเพื่อยึดเกาะหน้าดินได้]*

*[ตรวจพบ: สมุนไพรพื้นฐาน 'หญ้าห้ามเลือด' และ 'หญ้าคัน' บริเวณใกล้เคียง]*

ดวงตาของหลินหว่านเซี่ยเบิกกว้างด้วยความยินดี นางรีบสาวเท้าเข้าไปใกล้กอพุ่มไม้นั้นทันที "พี่รอง! ขุดตรงนี้เจ้าค่ะ ขุดลงไปให้ลึกสักหน่อย ระวังอย่าให้โดนรากของมันนะเจ้าคะ"

หลินอวี่เฉินแม้จะงุนงงที่เห็นน้องสาวชี้ไปยังพื้นดินที่ดูว่างเปล่าและมีเพียงเศษหญ้าแห้ง ทว่าเขาเชื่อใจนางอย่างเต็มเปี่ยม ชายหนุ่มลงมือใช้จอบบิ่นๆ ค่อยๆ แซะดินทรายที่แข็งกระด้างออกอย่างระมัดระวัง ขุดลงไปได้เพียงครึ่งคืบ ปลายจอบก็กระทบเข้ากับวัตถุบางอย่างใต้ดิน

"นี่มัน..." หลินอวี่เฉินอุทาน เมื่อเขาใช้มือคุ้ยดินออก เผยให้เห็นหัวมันเทศป่าเปลือกสีม่วงอมแดงขนาดเท่ากำปั้นซุกซ่อนอยู่เป็นพวงใหญ่!

"สวรรค์! มันเทศป่ากอใหญ่ถึงเพียงนี้เชียวหรือ!" ชายหนุ่มมือสั่นเทาขณะค่อยๆ ดึงหัวมันเทศขึ้นมา ความหวังที่จะรอดพ้นจากความอดอยากสว่างไสวขึ้นในใจ

"พี่รอง เบามือหน่อยเจ้าค่ะ อย่าให้เถาของมันขาด ข้าจะนำเถาพวกนี้กลับไปเพาะเป็นต้นกล้าที่บ้าน" หลินหว่านเซี่ยกล่าวพลางช่วยพี่ชายเก็บมันเทศใส่ตะกร้า หัวมันเหล่านี้คือเสบียงชั้นยอด ส่วนเถาของมันคือกุญแจสำคัญที่จะพลิกฟื้นดินทรายที่บ้านของนาง!

ทว่าในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังปีติยินดีอยู่นั้น หูของหลินหว่านเซี่ยก็แว่วเสียงฝีเท้าเหยียบกิ่งไม้แห้งดังมาจากพงหญ้าด้านหลัง นางปรายตามองผ่านหางตาอย่างระแวดระวัง เงาร่างลับๆ ล่อๆ ที่นางเห็นเมื่อครู่ บัดนี้ได้ตามมาซุ่มดูพวกนางถึงที่นี่แล้ว!

จากช่องโหว่ของกอหญ้า นางมองเห็นชายฉกรรจ์สองคนสวมชุดสีมอๆ กำลังจ้องมองมาที่ตะกร้ามันเทศด้วยสายตาละโมบ หนึ่งในนั้นคือลูกสมุนหน้าบากของจ้าวต้าฝูที่นางจำหน้าได้แม่นยำ พวกมันคงกะจะรอให้พวกนางหาเสบียงจนเต็มตะกร้า แล้วค่อยหาจังหวะดักปล้นชิงไปเป็นแน่

'คิดจะชุบมือเปิบงั้นหรือ ฝันไปเถอะ' หลินหว่านเซี่ยแค่นเสียงในใจ นางไม่แสดงอาการตื่นตระหนกให้พี่ชายเห็นแม้แต่น้อย แต่กลับค่อยๆ ขยับตัวไปยังพงหญ้าใกล้ๆ ที่ระบบเพิ่งชี้เป้าหมายให้เมื่อครู่ นางสวมถุงมือผ้าหยาบที่พกมาด้วย แสร้งทำเป็นเก็บผักป่า ทว่าแท้จริงแล้วนางกำลังเด็ด 'หญ้าคัน' สมุนไพรที่มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังปวดแสบปวดร้อนและคันคะเยออย่างรุนแรงมาซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างมิดชิด

รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว นางได้เสบียงและพันธุ์พืชตามที่ต้องการแล้ว แถมยังได้ของเล่นชิ้นใหม่มาจัดการกับพวกสุนัขลอบกัดอีกด้วย

"พี่รอง พวกเราได้ของพอสมควรแล้ว รีบกลับบ้านกันเถอะเจ้าค่ะ ข้าแทบจะอดใจรอสร้างแปลงปลูกผักแปลงแรกของเราไม่ไหวแล้ว" หลินหว่านเซี่ยเอ่ยเสียงใส ชักชวนพี่ชายให้ก้าวเดินกลับสู่กระท่อม โดยมีสายตามาดร้ายของกลุ่มอันธพาลจ้องมองตามหลังไปอย่างไม่คลาดสายตา

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แปลงเกษตรผืนแรก]**