ตอนที่ 3

***บทที่ 3: ดวงตาประเมินดินและน้ำซุปต่อชีวิต***

สิ้นเสียงตะโกนอันเด็ดขาดของหลินหว่านเซี่ย ร่างสูงโปร่งที่ผ่ายผอมของหลินอวี่เฉินก็ชะงักงันฝีเท้าลงทันที เขาหันกลับมามองน้องสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสนระคนประหลาดใจ บิดาและมารดาที่นั่งอิงแอบกันอยู่บนเตียงเตาอันเย็นเฉียบต่างก็เบิกตากว้าง คาดไม่ถึงว่าบุตรสาวที่เพิ่งฟื้นไข้จะมีเรี่ยวแรงแผดเสียงได้ดังกังวานถึงเพียงนี้

"หว่านเซี่ย... เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ในบ้านเราไม่มีเสบียงเหลือแม้แต่เมล็ดข้าวสารเดียว หากข้าไม่ออกไปตายเอาดาบหน้า พวกเราก็ต้องอดตายกันหมด" หลินอวี่เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ริมฝีปากของเขาแห้งผากจนแตกปริ

หลินหว่านเซี่ยก้าวเท้าเข้าไปหาพี่ชาย นางจับแขนเสื้อที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนของเขาไว้แน่น พลางลอบปาดเหงื่อเย็นเยียบในใจ เมื่อครู่หากนางห้ามไม่ทัน ตัวอักษรสีแดงเตือนภัยจากระบบคงได้กลายเป็นความตายที่แท้จริงของพี่ชายเป็นแน่

"พี่ใหญ่ ท่านเชื่อใจข้าเถิด เมื่อครู่ตอนที่ข้าออกไปตักน้ำที่หลังลานบ้าน ข้าบังเอิญพบรากผักป่าหลงเหลืออยู่ใต้กองหินเล็กน้อย แม้จะไม่มาก แต่มันก็พอที่จะนำมาต้มน้ำแกงประทังชีวิตให้พวกเราได้รอดพ้นคืนนี้ไปก่อน ร่างกายของท่านอ่อนแอเกินกว่าจะต้านทานลมหนาวบนเขาชางหลาง หากท่านล้มลงไปอีกคน... ครอบครัวเราจะอยู่กันอย่างไรเล่าเจ้าคะ" นางพยายามแต่งเรื่องขึ้นมาอย่างแนบเนียน พร้อมกับส่งสายตาอ้อนวอน

เสิ่นหว่านอิ๋งผู้เป็นมารดาน้ำตาคลอเบ้า นางรีบพยุงร่างที่สั่นเทาของตนเองขึ้นมา "อวี่เฉิน เชื่อฟังน้องเถิดลูก แม่ทนเห็นเจ้าเอาชีวิตไปทิ้งไม่ไหวจริงๆ"

หลินจื้อหยวนผู้เป็นบิดาถอนหายใจยาว ไหล่ที่เคยตั้งตรงในชุดขุนนางบัดนี้ลู่ตกลงด้วยความอัปยศและสิ้นหวัง "พักก่อนเถิดลูกเอ๋ย พ่อมันไร้ความสามารถเอง..."

เมื่อเห็นว่าพี่ชายยอมถอยกลับมานั่งพักพิงกำแพงดินที่ผุพัง หลินหว่านเซี่ยก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางหมุนตัวเดินตรงไปยังห้องครัวซอมซ่อที่แยกตัวออกมาจากตัวบ้าน สภาพภายในนั้นชวนให้หดหู่ใจยิ่งนัก มีเพียงเตาดินเหนียวร้าวๆ หม้อดินเผาบิ่นๆ และฟืนเพียงไม่กี่ท่อนที่กองอยู่มุมห้อง นางตักน้ำที่เหลืออยู่ก้นตุ่มลงในหม้อ จุดไฟด้วยความทุลักทุเล ก่อนจะหยิบเอาเศษใบผักป่าสีเหลืองเหี่ยวเฉาที่นางเก็บได้จากริมรั้วสองสามใบโยนลงไป

น้ำในหม้อเริ่มเดือดปุดๆ ส่งเสียงดังฟู่ๆ หลินหว่านเซี่ยหลับตาลง เพ่งสมาธิเข้าไปในมิติช่องว่างแห่งจิตวิญญาณ ทันใดนั้น ขวดหยกจิ๋วที่บรรจุ 'น้ำพุวิญญาณ' ก็ลอยเด่นขึ้นมาเบื้องหน้าจิตสำนึกของนาง นางรู้ดีว่าร่างกายของคนในครอบครัวตอนนี้อ่อนแอถึงขีดสุด หากได้รับสารอาหารที่เข้มข้นเกินไป ร่างกายอาจจะรับไม่ไหวและเกิดผลตีกลับ นางจึงควบคุมจิต สกัดเอาน้ำพุวิญญาณออกมาเพียงหนึ่งหยดถ้วน

หยดน้ำสีเขียวมรกตเปล่งประกายเรืองรอง ร่วงหล่นลงสู่น้ำแกงผักป่าใสแจ๋วในหม้อดินเผา

*หยด...*

พริบตาเดียวที่น้ำพุวิญญาณผสานเข้ากับน้ำเดือด กลิ่นหอมหวานบริสุทธิ์ระลอกหนึ่งก็พวยพุ่งขึ้นมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นของเนื้อสัตว์หรืออาหารเลิศรส แต่มันคือกลิ่นอายแห่งชีวิตที่สดชื่นราวกับป่าหลังฝนตก สรรพคุณของน้ำพุวิญญาณในมิติห้างสรรพสินค้าเกษตรอัจฉริยะนั้นเลื่องลือด้านการชะล้างพิษและฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพ น้ำแกงใสๆ ที่มีเพียงเศษผักเหี่ยว บัดนี้กลับดูมีประกายใสกระจ่างราวกับน้ำค้างสวรรค์

หลินหว่านเซี่ยประคองชามดินเผาที่บรรจุน้ำซุปต่อชีวิตสี่ใบออกมายังห้องโถงหลัก กลิ่นหอมจางๆ ทำให้ท้องของทุกคนร้องครวญครางโดยไม่ได้นัดหมาย

"ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่ รีบดื่มตอนที่ยังร้อนเถิดเจ้าค่ะ" นางแจกจ่ายชามน้ำซุปให้ทุกคน

หลินอวี่เฉินรับชามมาด้วยมือที่สั่นเทา เขายกขึ้นจิบเพียงคำแรก ดวงตาที่เคยหม่นหมองก็พลันเบิกกว้าง ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลทะลักจากลำคอลงสู่กระเพาะอาหาร ก่อนจะแผ่ซ่านไปตามเส้นประสาทและจุดชีพจรทั่วร่าง ความรู้สึกหิวโหยจนเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดเมื่อครู่ มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยเรี่ยวแรงที่ค่อยๆ ฟื้นคืนมาอย่างน่าอัศจรรย์ใจ

"นี่มัน... น้ำแกงผักป่าเหตุใดจึงมีรสชาติหวานชุ่มคอเช่นนี้?" หลินจื้อหยวนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ สีหน้าซีดเซียวของเขาเริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย อาการไอเรื้อรังที่ทรมานมาหลายวันก็ดูเหมือนจะทุเลาลง

"คงเป็นเพราะผักป่าชนิดนี้มีสรรพคุณทางยาซ่อนอยู่กระมังเจ้าคะ ข้าเองก็ต้มไปตามมีตามเกิด" หลินหว่านเซี่ยตอบเลี่ยงๆ พลางก้มหน้าจิบน้ำซุปในชามของตนเอง นางลอบมองหน้าต่างสถานะโฮโลแกรมเหนือศีรษะของหลินอวี่เฉิน ตัวอักษรสีแดงเตือนภัยว่า *[เสี่ยงต่อการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน]* ค่อยๆ จางหายไป เปลี่ยนเป็นสีเหลืองที่บ่งบอกถึงสถานะ *[อ่อนเพลียปานกลาง แต่พ้นขีดอันตราย]*

เมื่อเห็นว่าครอบครัวพ้นวิกฤตความตายไปได้เปลาะหนึ่ง หลินหว่านเซี่ยจึงปล่อยให้พวกเขาได้นอนพักผ่อนเพื่อดูดซับพลังงานจากน้ำพุวิญญาณ ส่วนตัวนางนั้นค่อยๆ ก้าวเท้าออกมายืนที่ลานหน้ากระท่อม เพื่อเผชิญหน้ากับความเป็นจริงอันโหดร้ายของ 'หมู่บ้านหินผา' แห่งนี้

สายลมแห้งแล้งพัดหอบเอาฝุ่นทรายสีเหลืองหม่นมาปะทะใบหน้า หลินหว่านเซี่ยหรี่ตาลง ทักษะ 'ดวงตาประเมินดิน' ถูกกระตุ้นการทำงานขึ้นอีกครั้ง คราวนี้นางตั้งใจกวาดสายตามองออกไปให้กว้างไกลที่สุด ครอบคลุมพื้นที่รกร้างรอบกระท่อมที่ทางการจัดสรรให้ครอบครัวขุนนางต้องโทษ

ทันใดนั้น ภาพเบื้องหน้าก็ถูกซ้อนทับด้วยตารางข้อมูลโฮโลแกรมสีฟ้าโปร่งแสง ตัวเลขและกราฟประเมินค่าวิ่งกะพริบอยู่เหนือผิวดินที่แตกระแหง

*[รายงานการประเมินสภาพดิน: พื้นที่หมู่บ้านหินผา]*

*[ประเภท: ดินร่วนปนทรายเสื่อมโทรมขั้นวิกฤต]*

*[อัตราการอุ้มน้ำ: ร้อยละ 10 (แห้งแล้งรุนแรง)]*

*[ปริมาณอินทรียวัตถุและแร่ธาตุ: ร้อยละ 0 (ไร้ความอุดมสมบูรณ์)]*

*[โครงสร้างดิน: อัดแน่นไปด้วยกรวดหินชั้นบาดาล ขาดจุลินทรีย์ที่มีชีวิต]*

*[ข้อสรุป: สภาพดินระดับขยะ ไม่อาจเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรทั่วไปได้ หากฝืนเพาะปลูก อัตราการรอดชีวิตของเมล็ดพันธุ์คือศูนย์]*

ข้อความเหล่านั้นแทงใจดำอดีตพนักงานออฟฟิศสายทำฟาร์มอย่างนางจนแทบกระอักเลือด สภาพดินเช่นนี้ ต่อให้มีเมล็ดพันธุ์สวรรค์ก็ยากที่จะเติบโต มันคือดินทรายสีเหลืองซีดที่แห้งร่วนจนจับตัวเป็นก้อนไม่ได้ แค่ลมพัดแรงๆ หน้าดินก็ปลิวหายไปหมด แถมยังเต็มไปด้วยก้อนกรวดหินแหลมคมที่คอยกีดขวางการหยั่งรากของพืช

"ติ๊ง! โฮสต์ครับ... นี่มันไม่ใช่ที่ดินทำกินแล้ว นี่มันลานประหารพืชชัดๆ!"

เสียงยียวนกวนประสาทดังขึ้นในห้วงความคิด พร้อมกับการปรากฏตัวของก้อนแป้งสีขาวกลมดิ๊กที่มีตาและปากเล็กๆ 'เปาจื่อ' เอไอผู้ช่วยระบบลอยวนไปมารอบหัวนางด้วยท่าทางจับผิด

"โฮสต์ครับ สภาพดินแบบนี้ เอาไปให้หมูขุด หมูยังร้องไห้จนน้ำตาเหือดแห้งเลยนะครับ! ขืนโฮสต์เอาเมล็ดพันธุ์ในห้างสรรพสินค้าของผมมาหว่านลงไป มีหวังได้กลายเป็นฟอสซิลแห้งตายตั้งแต่ยังไม่ทันงอกรากแน่ๆ ช่างเป็นดินแดนที่สิ้นหวังอะไรเช่นนี้" เปาจื่อพูดจาถากถางตามนิสัย แต่สายตาที่เป็นหน้าจอพิกเซลของมันก็กำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว

"หยุดบ่นสักประเดี๋ยวเถอะเปาจื่อ ข้ารู้แล้วว่ามันเลวร้าย หากเจ้าว่างนักก็ช่วยเสนอวิธีแก้ปัญหามา ไม่ใช่มาซ้ำเติมข้า" หลินหว่านเซี่ยตอบกลับทางจิตด้วยความหงุดหงิด นางย่อตัวลง ใช้มือขุดคุ้ยดินทรายแห้งๆ ขึ้นมาสัมผัส มันสากและไร้ความชื้นโดยสิ้นเชิง

เปาจื่อหยุดลอยไปมา ก่อนจะเปลี่ยนหน้าจอพิกเซลเป็นรูปแว่นตานักวิชาการ "อะแฮ่ม! ในเมื่อโฮสต์ขอร้อง ระบบก็จะให้คำแนะนำเบื้องต้นครับ ดินทรายที่ไม่อุ้มน้ำเช่นนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการ 'ปรับโครงสร้างพื้นฐาน' โฮสต์ต้องหาอินทรียวัตถุมาคลุกเคล้าเพื่อเพิ่มความชื้นและสร้างแหล่งอาหารให้จุลินทรีย์ แต่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ โฮสต์ต้องหา 'พืชเบิกนำ' ที่มีความทนทานต่อความแห้งแล้งสูง มีรากชอนไชลึก และเจริญเติบโตได้แม้ในดินเลว มาปลูกเพื่อยึดหน้าดินเสียก่อนครับ"

"พืชเบิกนำที่ทนแล้งและรากหยั่งลึก..." หลินหว่านเซี่ยพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของนางทอประกายแห่งความหวังขึ้นมาวาบหนึ่ง ในหัวของนางนึกถึงพืชชนิดหนึ่งที่ตอบโจทย์นี้ได้สมบูรณ์แบบที่สุด แถมยังสามารถนำมาเป็นเสบียงอาหารให้ครอบครัวได้ในระยะยาว

เถามันเทศป่า!

หากนางสามารถหาหัวมันเทศป่ามาเพาะเป็นต้นกล้า และใช้เถาของมันปลูกคลุมดินทรายผืนนี้ได้ มันจะไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงดิน แต่ยังแก้ปัญหาความอดอยากได้อย่างชะงัดนัก

หลินหว่านเซี่ยเงยหน้าขึ้น สายตาของนางทอดมองข้ามหลังคาปอมแฝกผุพัง พุ่งตรงไปยังเงาทะมึนของยอดเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล 'ภูเขาชางหลาง' ภูเขาอันกว้างใหญ่ที่อุดมไปด้วยของป่า แต่ก็เต็มไปด้วยอันตรายที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัว

ทันใดนั้นเอง ระบบ 'ดวงตาประเมินดิน' ก็ทำงานประสานกับหน้าต่างโฮโลแกรมของระบบห้างสรรพสินค้า ปรากฏเรดาร์สีเขียวอ่อนกะพริบเตือนเป็นเส้นนำทาง พุ่งตรงไปยังบริเวณตีนเขาชางหลางทางทิศตะวันตก

*[แจ้งเตือนภารกิจ: ตรวจพบร่องรอยของพืชตระกูลหัว ทนแล้งระดับสูง บริเวณชายป่าตีนเขาชางหลาง รัศมีห่างออกไปหนึ่งลี้]*

ริมฝีปากของหลินหว่านเซี่ยกระตุกยิ้ม โอกาสมาถึงแล้ว! นางขยับตัวเตรียมจะกลับเข้าไปหยิบตะกร้าและจอบบิ่นๆ ในครัว ทว่าในวินาทีที่นางกำลังจะละสายตาจากชายป่าตีนเขานั้นเอง ดวงตาของนางก็ปะทะเข้ากับความผิดปกติบางอย่าง

ท่ามกลางพงหญ้าคาที่สูงท่วมหัวบริเวณชายป่า มีเงาร่างของคนสองสามคนกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่บริเวณเขตพื้นที่ของหมู่บ้านอย่างลับๆ ล่อๆ พวกมันไม่ได้มาหาของป่า แต่ทิศทางที่พวกมันซุ่มซ่อนอยู่ กลับเป็นเส้นทางเดียวกับที่ระบบชี้เป้าหมายให้หลินหว่านเซี่ยเดินทางไป!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สำรวจตีนเขาชางหลาง]**