ตอนที่ 29

## ตอนที่ 29: แม้สุขสบาย จงอย่าประมาท

หากวันหนึ่งโชคชะตานำพาให้ต้องพึ่งพามิติเพียงอย่างเดียว หยุนเหล่าซานคงมิลังเลที่จะเปิดเผยความลับนี้แก่หยุนเหล่าไท่ไท่อย่างแน่นอน หากเป็นเช่นนั้น สกุลของหยุนเอ้อร์ย่อมต้องล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของมิติเป็นแน่ ทว่าน้ำใจของคนในสกุลนั้นเล่า หาได้สำนึกในบุญคุณที่เหมยเหนียงนำพาความหวังมาให้ไม่ แต่กลับคิดหาหนทางช่วงชิงมิตินั้นไป หากมิอาจแย่งชิงได้ ก็คงมิปล่อยให้เหมยเหนียงอยู่อย่างเป็นสุข

โธ่เอ๋ย! หากมิอาจใช้มิติปกป้องหยุนเหล่าซานและฮือซื่อได้ หากพวกเขาต้องเผชิญความยากลำบาก หรือถึงขั้นสูญเสียชีวิต หยุนเหมยเหนียงคงต้องเศร้าเสียใจ แต่มิอาจเสียใจได้ นางมิอาจทำทุกสิ่งให้ดีพร้อมได้ ทำได้เพียงช่วยเหลือพวกเขาเท่าที่กำลังตนมี มิให้ต้องอดอยากทุกข์ทรมานเฉกเช่นผู้อื่น

เมื่อกลับถึงบ้าน ฮือซื่อก็เร่งเร้าให้หยุนเหล่าซานขนฝักข้าวโพดจากยุ้งฉางด้านนอก เข้าไปเก็บไว้ในห้องใต้ดินหลังบ้าน ส่วนที่เหลือจากห้องใต้ดิน ก็ให้กองไว้ในบ้านเสียให้สิ้น เพราะรั้วบ้านเป็นเพียงไม้ระแนง หากมีผู้ร้ายบุกรุกเข้ามา ก็คงมิอาจต้านทานได้ ทางที่ดีควรทำตามคำของเหมยเหนียง ให้ช่างตีเหล็กทำรั้วเหล็กหนา ๆ ติดตั้งที่ประตูและหน้าต่าง ความปลอดภัยจักได้เพิ่มพูนขึ้น

ช่างตีเหล็กผู้ซึ่งปกติทำเพียงเครื่องมือเกษตรในช่วงว่างเว้นจากงานไร่นา กลับมีฝีมือมิเลว เพียงสองวันก็ทำรั้วเหล็กตามที่เหมยเหนียงต้องการจนสำเร็จ รูปลักษณ์มิได้งดงาม เป็นเพียงท่อนเหล็กหนาเท่าไม้คลึงแป้ง ยึดติดกับโครงเหล็กที่ประตูและหน้าต่าง ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีพวกโจรผู้ร้ายบุกเข้ามาในหมู่บ้าน เพียงปิดประตูหน้าต่างจากด้านใน ก็คงมิอาจเปิดออกได้ในชั่วพริบตา

เมื่อทราบถึงสถานการณ์ในเมือง ชาวบ้านที่เหลือต่างก็พากันทำตามอย่างบ้านของเหมยเหนียง เสริมความแข็งแกร่งให้แก่ประตูหน้าต่างของตนเอง ในชั่วพริบตา ช่างตีเหล็กในหมู่บ้านก็งานยุ่งขึ้นมา แม้แต่ช่วงตรุษจีนก็มิได้หยุดพัก ทำงานจนถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิจึงค่อยได้หายใจหายคอบ้าง

แม้ภายนอกจะขาดแคลนอาหาร แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในหมู่บ้านก็ยังคงพอใช้ได้ ตรุษจีนปีนี้มิได้แตกต่างจากปีอื่น ๆ มากนัก เมื่อใกล้ถึงวันปีใหม่ ครอบครัวที่เลี้ยงหมูไว้ต่างก็พากันฆ่าหมู

ในปีก่อน ๆ การฆ่าหมูจะต้องนัดหมายวันกัน เมื่อบ้านใดฆ่าหมู ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านก็จะมาร่วมรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนาน นำเนื้อหรือเครื่องในเพียงเล็กน้อยมาปรุงเป็นอาหารหม้อใหญ่ ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็อิ่มหนำสำราญ แต่ในปีนี้กลับไม่มีใครเชิญแขก ครอบครัวที่เลี้ยงหมูไว้ ต่างก็ฆ่าหมูอย่างเงียบ ๆ นำเนื้อไปทำเป็นเนื้อเค็ม ส่วนเครื่องในก็เก็บไว้รับประทานก่อน

หากผู้ใดต้องการซื้อเนื้อหมู ก็ต้องนำอาหารมาแลก ข้าวโพดหรือถั่วเหลืองสองจิน แลกเนื้อหมูได้หนึ่งจิน ซึ่งเป็นราคาในเมือง เหมยเหนียงแลกเนื้อหมูมาได้ยี่สิบจินจากบ้านของเฉิงซานซู่ ครึ่งหนึ่งเป็นเนื้อติดมัน อีกครึ่งหนึ่งเป็นเนื้อแดง เนื้อแดงนำไปผัด ส่วนเนื้อติดมันนำไปเจียวเอาน้ำมันหมูมาผัดอาหารก็อร่อยล้ำ

ในเวลานี้ เนื้อติดมันมีราคาสูงกว่าเนื้อแดง เฉิงซานซู่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับบ้านของเหมยเหนียง จึงยอมแลกให้ หากเป็นคนอื่น เฉิงซานซู่คงมิยอมแลกให้เป็นแน่ เพราะหมูทั้งตัวที่ทำเป็นเนื้อเค็ม สามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ในยุคที่ผู้คนอดอยากเช่นนี้ ปีหน้าคงมีคนเลี้ยงหมูน้อยลงไปอีก เมื่อรับประทานเนื้อเหล่านี้หมดแล้ว ก็มิรู้ว่าจะได้ลิ้มรสเนื้ออีกหรือไม่

เฉิงซานเสิ่นยังมอบกระดูกหมูมาให้อีกสองสามท่อน ซึ่งในยุคนั้นมิได้มีราคาค่างวดอันใด แต่สำหรับเหมยเหนียงแล้ว นับเป็นของล้ำค่าหายาก เมื่อกลับถึงบ้าน เหมยเหนียงก็เสนอตัวนำกระดูกหมูมาทำอาหาร

นางทุบกระดูกหมูให้แตก แล้วนำไปต้มในหม้อใหญ่ ได้น้ำซุปหม้อโต จากนั้นก็นำไปใส่ไว้ในไหที่ล้างสะอาด เมื่อนำไปปรุงอาหาร จะใส่ลงไปเล็กน้อย แม้จะเป็นอาหารที่ไม่มีเนื้อ ก็กลับกลายเป็นอาหารรสเลิศ

ในค่ำคืนวันที่ยี่สิบสี่เดือนสิบสอง ตามปฏิทินจันทรคติ เหมยเหนียงรับประทานขนมปังข้าวโพดกับอาหารที่มีรสชาติของเนื้อ นางพลันนึกถึงเมื่อไม่กี่วันก่อน ที่ซิ่วไฉเหนียงส่งไก่มาให้ทุกสองสามวัน