ตอนที่ 3

## ตอนที่ 3 มีมารดาช่างดีจริงหนอ

ดูท่าจะเป็นนางที่คิดมากไปเองกระมัง แต่เพียงแค่มีมิติพิศวงนี้ ก็มากพอจะทำให้นางปิติยินดีจนแทบคลั่ง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงปลา เพาะปลูกพืชผัก หรือแม้แต่เลี้ยงสัตว์น้อยใหญ่ ล้วนแล้วแต่เป็นรายได้อันมหาศาล

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคสมัยที่ภายนอกเต็มไปด้วยความโกลาหลเช่นนี้ สิ่งเหล่านั้นกลับล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำและเงินตราเสียอีก

เพียงแต่ถึงแม้จะใจร้อนอยากทดสอบว่ามิติพิศวงนี้สามารถเลี้ยงดูสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นได้หรือไม่ นางก็ต้องรักษาอาการบาดเจ็บให้หายดีเสียก่อน

ในยามนี้ถึงแม้นางจะมิได้มีอาการบาดเจ็บทางสมองอันใดหลงเหลืออยู่ ทว่าหากขยับเขยื้อนมากเกินไปก็จะรู้สึกอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปทั่วร่าง ปวดศีรษะจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด

อีกทั้งนางก็ยังมิอาจทราบได้ว่าสิ่งที่เข้าไปในมิติพิศวงนั้นเป็นร่างจริงหรือเพียงจิตสำนึก หากเป็นร่างจริงเข้าไปแล้วแม่นางเฮ่อซื่อและอวิ๋นเหล่าซานที่กำลังเคี่ยวโอสถอยู่ภายนอกเข้ามาไม่พบนางเข้า พวกเขาคงต้องร้อนใจจนแทบเป็นบ้าเป็นหลังเป็นแน่

ส่วนปัญหาอีกมากมายที่ยังต้องพิสูจน์นั้น ก็มิได้รีบร้อนจนเกินไป

เมื่อคิดได้ดังนั้น อวิ๋นเหมยเหนียงก็รำพึงในใจว่า "ข้าจะออกไป!"

เป็นดังเช่นที่ปรากฏในนิยายทั้งปวง อวิ๋นเหมยเหนียงปรากฏกายขึ้นอีกครั้งบนเตียงที่นางใช้พักฟื้น กลิ่นโอสถขมขื่นยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

ก่อนหน้านี้นางยังรู้สึกว่าการดื่มโอสถเช่นนี้ไปจนกว่าอาการบาดเจ็บจะหายดีนั้น มิสู้ให้ปลิดชีพนางเสียยังดีกว่า แต่ในยามที่จิตใจเบิกบานเช่นนี้ นางกลับมิได้รู้สึกว่ากลิ่นโอสถนั้นขมขื่นแต่อย่างใด

มิช้านานนัก แม่นางเฮ่อซื่อก็ถือชามโอสถเข้ามา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นอวิ๋นเหมยเหนียงกำลังกระพริบตาจ้องมองนางอยู่

ธิดาที่หมดสติไปหลายวันฟื้นคืนสติขึ้นมาอย่างกะทันหัน แม่นางเฮ่อซื่อตื่นเต้นจนชามโอสถในมือร่วงลงสู่พื้น

"โธ่เอ๋ย! ลูกข้า ลูกของแม่ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว"

มิได้ใส่ใจว่ารองเท้าบนเท้าจะเปียกชุ่มไปด้วยน้ำโอสถ แม่นางเฮ่อซื่อก้าวเท้าเข้าไปประคองร่างนางไว้ น้ำตาคลอเบ้า ดวงตาเต็มไปด้วยความห่วงใยและความกังวล ทำให้อวิ๋นเหมยเหนียงอดที่จะสะเทือนใจมิได้

"เจ้าหนูน้อย เลือดของเจ้าไหลออกไปมากมายจนทำให้แม่ตกใจแทบแย่ ศีรษะของเจ้ายาดยังปวดอยู่หรือไม่? เวียนศีรษะหรือไม่? คลื่นไส้หรือไม่..."

คำถามมากมายถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อวิ๋นเหมยเหนียงอ้าปากค้างอยู่นานก่อนจะกล่าวออกมาประโยคหนึ่งว่า "ท่านแม่ ลูกสบายดี เพียงแต่หิวแล้ว"

แม่นางเฮ่อซื่อชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปาดน้ำตาแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ดูแม่สิ ลืมไปเสียสนิทว่าลูกหมดสติไปทั้งวัน คงจะหิวแล้ว แม่จะไปอุ่นโจ๊กให้เจ้าเดี๋ยวนี้ เจ้าจงนอนพักผ่อนเสียก่อนเถิด"

กล่าวพลางปาดน้ำตาพลางเดินออกไปยังห้องด้านนอก อวิ๋นเหมยเหนียงยกยิ้มขึ้น ดวงตาเป็นประกาย

มีมารดาช่างดีจริงหนอ!

ในชาติก่อนหลังจากมารดาเสียชีวิตไปเมื่อนางอายุได้ห้าขวบ นางก็มิได้สัมผัสถึงความรักจากมารดาอีกเลย ทุกครั้งที่เห็นน้องสาวต่างมารดานางออดอ้อนอยู่ในอ้อมกอดของมารดา นางก็อดที่จะอิจฉามิได้

ถึงแม้วันคืนในวันนี้จะยากลำบากไปบ้าง แต่ก็ยังมีบิดามารดาอยู่พร้อมหน้า

นอกบ้าน อวิ๋นเหล่าซานที่กำลังนั่งสูบกล้องยาสูบอยู่ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย เมื่อได้ยินเสียงจากด้านในก็โยนกล้องยาสูบลงบนเตาแล้วรีบพุ่งเข้าไปข้างใน เกือบจะชนเข้ากับแม่นางเฮ่อซื่อที่กำลังเดินออกมา

"ออกไป อย่ามาเดินเพ่นพ่านแถวนี้" แม่นางเฮ่อซื่อจ้องเขม็งใส่เขาอย่างดุดัน ขวางทางมิให้เขาเข้าไปดูธิดา

นับตั้งแต่อวิ๋นเหมยเหนียงถูกหามกลับมาเมื่อวานนี้ แม่นางเฮ่อซื่อก็มิได้แสดงสีหน้าดีๆ ให้เขาได้เห็นเลย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาถูกครอบครัวพี่ชายคนที่สองเอารัดเอาเปรียบสารพัด ถูกแม่สามีกดขี่ข่มเหงต่างๆ นานา นางก็มิได้ปริปากบ่นอันใด

ใครจะคาดคิดว่าครอบครัวพี่ชายคนที่สองจะยิ่งได้ใจ ยิ่งกำเริบเสิบสาน ถึงขั้นมาแย่งคู่หมั้นของธิดา นางจะใจกว้างเพียงใดก็มิอาจกล้ำกลืนความขุ่นเคืองนี้ลงไปได้

ก็แค่บัณฑิตยากจนคนหนึ่งกระนั้นหรือ? ด้วยรูปโฉมงดงามหมดจดของเหมยเหนียง ทั้งยังมีชื่อเสียงเลื่องลือในหมู่บ้านใกล้เคียงว่าเป็นสตรีที่ขยันขันแข็งที่สุด ผู้ที่คู่ควรกับนางย่อมมีมากกว่าบัณฑิตยากจนผู้นั้นเป็นแน่

อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่บัณฑิตยากจนผู้นั้นมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอวิ๋นสี่เหนียงแล้ว เขาก็เป็นคนไร้คุณธรรม ต่อให้สอบได้เป็นขุนนางในภายภาคหน้าก็คงเป็นขุนนางที่คดโกง นางจะมิยอมให้เหมยเหนียงแต่งงานไปทนทุกข์ทรมานและถูกผู้คนนินทาว่าร้ายอย่างเด็ดขาด