ตอนที่ 35
**ตอนที่ 35: บุปผาข้าวโพดอ่อน**
ครอบครัวท่านอาใหญ่ ปกติกินอยู่หลับนอนล้วนอยู่ในร้านค้า มิพักต้องกังวลเรื่องอาหารการกิน หากแต่ยามนี้ มิอาจนำเสบียงมาใช้ได้โดยพลัน กระนั้น
ทว่าบ้านเดิมของหลี่ซื่อ ตั้งอยู่ในตัวเมือง แม้นเป็นเพียงครอบครัวชนชั้นกลาง มิมีไร่นา เดิมทีนับว่าเป็นผู้มีอันจะกิน ทว่าคราวประสบภัยพิบัติ ราคาสินค้าพุ่งสูง ครอบครัวมิมีเงินทองเหลือมากนักที่จะซื้อหาเสบียง
ยามนี้จึงต้องอดมื้อกินมื้อ อาศัยธิดาคอยช่วยเหลือ ทว่าท่านอาใหญ่หยุน ก็ทำงานรับจ้างให้แก่เถ้าแก่ ค่าจ้างมีจำกัด ยามที่ราคาสินค้าแพงลิ่วเช่นนี้ ทำได้เพียงประคองมิให้คนในครอบครัวอดตายเท่านั้น
มันเทศและมันฝรั่งสองกระสอบนี้ จึงนับว่าช่วยเหลือได้อย่างใหญ่หลวง หลี่ซื่อไฉนเลยจะไม่ยินดี
เมื่อส่งครอบครัวท่านอาใหญ่จากไป เหอซื่อก็นั่งเหม่อลอยอยู่ในห้อง เมื่อคิดถึงว่าหลี่ซื่อสามารถกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมได้ ทว่าบ้านเกิดของนางกลับอยู่ห่างไกลเกินไป หลังจากแต่งงานกับหยุนเหล่าซานมานานปี จึงได้กลับไปเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ยามนี้เกิดภัยแล้ง มิรู้ว่าทางบ้านเป็นอย่างไรบ้าง แม้ที่นั่นจะมีไร่นา ทว่ากลับมิมีแม่น้ำตัวเป่าเฉิน เช่นหมู่บ้านเป่าเหอ ภัยแล้งย่อมต้องรุนแรงกว่าที่นี่เป็นแน่
เหมยเหนียงกล่าวปลอบประโลมสองสามคำ นางเองก็รู้ว่าสถานการณ์มิสู้ดี ทว่าร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์ ในยามที่ทุกคนต่างเอาตัวรอดเช่นนี้ พวกเขาคงมิอาจบุกป่าฝ่าดงไปสืบข่าวคราวได้
ในเมืองมีทหารรักษาการณ์ ยังปรากฏเหตุการณ์แย่งชิงอาหารและฆ่าคนตาย แล้วบ้านเดิมของเหอซื่อจะเป็นเช่นไรเล่า ใครจะล่วงรู้ได้
เหอซื่อก็ล่วงรู้ถึงข้อนี้ดีเช่นกัน ถอนหายใจไปชั่วครู่ก็แล้วไป
เหมยเหนียงกลับมายังห้องของตน กำในมือแน่นด้วยเงินสามตำลึงกว่าที่หยุนเซวียนมอบให้ หยุนเซวียนเกรงว่าท่านอาสามจะรู้แล้วไม่ยอมรับเงินนี้ จึงบอกให้เหมยเหนียงอย่าเพิ่งบอกกล่าว รอซื้อวัวเสียก่อน เหมยเหนียงจึงเก็บเงินไว้
คิดว่าหลังปีใหม่จะแอบไปซื้อเมล็ดพันธุ์หรือปศุสัตว์กลับมาเลี้ยง เมื่อเติบใหญ่แล้วจึงขายเปลี่ยนเป็นเงินมาซื้อวัวก็ยังไม่สาย อย่างไรเสียเงินจำนวนนี้ก็ซื้อได้เพียงวัวตัวเล็ก ปีนี้คงมิอาจหวังผลจากที่ดินได้ อีกทั้งในมิติของนางก็ต้องการวัวมาไถนา
ผลผลิตในมิติเติบโตเร็ว จำเป็นต้องพลิกหน้าดินเสมอ แม้ว่าดินจะร่วนซุยเพียงใด นี่ก็เป็นงานที่ต้องใช้กำลัง มิอาจให้วัวหายตัวไปเป็นพักๆ ได้ นานวันเข้าย่อมต้องทำให้ผู้อื่นสงสัย สู้เลี้ยงวัวไว้ในมิติเสียดีกว่า
สองสามวันนี้ นอนร่วมห้องกับเยว่เหนียง จึงมิมีโอกาสเข้าไปดูในมิติ ยามนี้ว่างพอดี เข้าไปดูเสียหน่อยก็ดี บางทีอาจได้กินข้าวโพดปิ้งร้อนๆ ก็เป็นได้
จ้องมองแหวนหยกโบราณ แสงสีเบื้องหน้าก็แปรเปลี่ยน เหมยเหนียงปรากฏกายในมิติ
เมื่อมองไปโดยพลัน เหมยเหนียงถึงกับตะลึงงัน
ก่อนหน้านี้ฝักข้าวโพดที่ยาวเพียงครึ่งฉื่อ เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วัน กลับเติบโตขึ้นกว่าเท่าตัว แต่ละฝักยาวเกือบครึ่งเมตร อวบอ้วนแขวนอยู่บนต้น ดูแล้วชวนให้ยินดี
แต่ละต้นอย่างน้อยก็มีสี่ฝัก มากที่สุดยังมีหกเจ็ดฝัก ข้าวโพดยุคนี้ให้ผลผลิตสูงเช่นนี้เชียวหรือ
เมื่อค้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เหมยเหนียงเหมือนจะไม่เคยเห็นข้าวโพดบ้านใครให้ผลผลิตได้มากขนาดนี้ แถมยังลูกใหญ่เช่นนี้ กล่าวโดยสรุปยังคงเป็นเพราะคุณงามความดีของมิติ
หักมาสองฝัก ปอกเปลือกออกเล็กน้อย เมล็ดข้าวโพดด้านในใหญ่และอวบอิ่ม ยังส่งกลิ่นหอมหวาน
เหมยเหนียงเลียริมฝีปาก กินขนมปังข้าวโพดและมันเทศถั่วแดงมานาน ข้าวโพดอ่อนจึงดึงดูดนางเป็นพิเศษ
ชั่วขณะมิอาจอดใจไหว จึงกัดกินข้าวโพดดิบเข้าไป
ต้องบอกว่า น้ำนมหวานฉ่ำไหลเข้าปาก มิเพียงแต่ไม่รู้สึกว่าไม่อร่อย ยังหอมติดฟันอีกด้วย
ทว่าเหมยเหนียงก็มิได้กินมากนัก นางยังคงชอบกินแบบต้มหรือปิ้งมากกว่า
เพียงแต่เสียดายที่ยามนี้ นางมิอาจบอกแหล่งที่มาของข้าวโพดได้ จึงมิอาจนำออกไปแบ่งปันให้หยุนเหล่าซานและเหอซื่อได้
เฮ้อ นี่ก็โทษนางกินคนเดียวมิได้ ไม่ว่าเมื่อใด นางก็มิคิดจะเปิดเผยเรื่องมิติให้ใครรู้