ทะลุมิติมาตบดอกบัวขาว
เสียงด่าทอสาปแช่งระคนเสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นดังระงมอยู่ข้างหู ประหนึ่งมโหรีในงานอวมงคลที่บรรเลงไม่หยุดหย่อน ซูหนิงรู้สึกเจ็บแปลบที่แก้มซ้ายราวกับถูกฟาดด้วยเหล็กร้อน ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือภาพหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ยังค้างอยู่บนไฟล์นิยาย ก่อนที่ทุกอย่างจะดับววูบลงเพราะความเหนื่อยล้าสะสม
ทว่าความเจ็บปวดที่ปรากฏขึ้นในตอนนี้กลับสมจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝัน
เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้น ภาพเบื้องหน้าพร่าเลือนในตอนแรก ก่อนจะค่อยๆ รวมตัวกันเป็นภาพลานดินหน้าบ้านอิฐเก่าซอมซ่อหลังหนึ่ง รายล้อมด้วยชาวบ้านในชุดสีเทาหม่นที่กำลังชี้หน้าด่าทอมาที่เธอเป็นตาเดียว
“นางสารเลวซูหนิง! ดูสิ่งที่เจ้าทำลงไปสิ! เยว่เหลียนเป็นถึงยุวชนความรู้ผู้มีการศึกษา เจ้ากล้าลงไม้ลงมือกับนางได้อย่างไร!”
“ใช่แล้ว! จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิตเช่นนี้ ไม่คู่ควรจะเป็นสะใภ้ตระกูลลู่!”
ซูหนิงกะพริบตาปริบๆ พยายามประมวลผลสถานการณ์ ความเจ็บปวดบนใบหน้ายังคงอยู่ แต่ที่น่าสับสนกว่าคือภาพความทรงจำที่ไม่ใช่ของตนเองหลั่งไหลเข้ามาในหัวดุจสายน้ำเชี่ยวกราก
ร่างนี้ก็ชื่อซูหนิง...สะใภ้รองของตระกูลลู่แห่งหมู่บ้านซวงเหอ หญิงสาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องความขี้เกียจสันหลังยาว ปากคอเราะราย และชอบใช้กำลังเป็นที่หนึ่ง
และเมื่อครู่นี้... ‘เธอ’ เพิ่งจะตบหน้าไป๋เยว่เหลียน ‘ดอกบัวขาว’ นางเอกของเรื่องไปฉาดใหญ่!
หัวใจของซูหนิงแทบหยุดเต้น นี่มัน...พล็อตนิยายยุค 70 เรื่อง ‘บุปผาเหล็กแห่งยุคปฏิวัติ’ ที่เธอเพิ่งสาปส่งไปเมื่อคืนก่อนไม่ใช่หรือ! นิยายที่เธอวิจารณ์ว่าตัวร้ายโง่เขลาเบาปัญญาจนน่าสมเพช และจุดจบของสะใภ้ตัวร้ายที่ชื่อซูหนิงก็คือถูกสามีหย่าและตายอย่างน่าอนาถ
สวรรค์! นี่ท่านเล่นตลกอะไรกับข้า!
ในขณะที่ซูหนิงกำลังตกตะลึงกับชะตากรรมของตนเอง หญิงสาวร่างบอบบางในชุดผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนก็โผเข้าซบที่อกของหญิงวัยกลางคนคนหนึ่ง ใบหน้างามสะคราญเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตา วงพักตร์ด้านซ้ายปรากฏรอยแดงจางๆ เป็นริ้วนิ้ว
“ฮือ...ท่านป้า ข้า...ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่สะใภ้รองคงไม่ได้ตั้งใจ เป็นข้าเองที่ไม่ดี พูดจาไม่เข้าหูพี่สะใภ้...” ไป๋เยว่เหลียนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เรียกคะแนนความสงสารจากคนรอบข้างได้อย่างท่วมท้น
ซูหนิงเบ้ปากในใจ สมแล้วที่เป็นนางเอกต้นฉบับ การแสดงระดับนี้หาตัวจับยากนัก
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้นจากทางเข้าลานบ้าน ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อเชิ้ตสีเขียวทหารก้าวเข้ามา พร้อมกับรัศมีเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจนทำให้เสียงจอแจโดยรอบเงียบลงในบัดดล
ลู่เจิ้งซวิน...สามีของร่างนี้ คนขับรถบรรทุกผู้มีใบหน้าหล่อเหลาคมคายแต่เย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี!
ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขากวาดมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว หยุดลงที่รอยแดงบนใบหน้าของไป๋เยว่เหลียน ก่อนจะตวัดกลับมามองซูหนิงด้วยแววตาที่ทั้งผิดหวังและรังเกียจ
“ซูหนิง” น้ำเสียงของเขาเรียบสนิท แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดที่น่าหวาดหวั่น “เราหย่ากันเถอะ”
คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวกลับทรงพลังราวกับค้อนยักษ์ที่ทุบลงมากลางใจฝูงชน ชาวบ้านต่างอ้าปากค้าง ส่วนไป๋เยว่เหลียนก็เบิกตากว้างอย่างตกใจระคนยินดี แม้จะซ่อนมันไว้ภายใต้ท่าทีเป็นห่วงเป็นใยก็ตาม
ตามพล็อตเดิม ‘ซูหนิง’ จะต้องกรีดร้องโวยวาย ทึ้งผมตัวเอง ฉีกเสื้อผ้า และทิ้งตัวลงไปนอนดิ้นกับพื้นเพื่อปฏิเสธการหย่าร้าง แต่ซูหนิงคนใหม่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่
ในฐานะนักเขียนนิยายสายดราม่าที่คลุกคลีกับตัวละครดอกบัวขาวมานับไม่ถ้วน ความคิดของเธอพลันสว่างวาบขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ประหนึ่งมีบทละครชั้นเลิศปรากฏขึ้นในใจ มันคือสัญชาตญาณที่สั่งสมมาจากการเขียนพล็อตตบหน้าตัวร้ายนับร้อยนับพันครั้ง ความรู้และความเชี่ยวชาญจากโลกเก่าได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตวิญญาณของเธอในวินาทีนี้!
หญิงสาวเชิดใบหน้าที่ยังคงเจ็บแปลบขึ้นเล็กน้อย ยืดหลังตรงอย่างทระนง และมองสบตาที่เย็นชาของลู่เจิ้งซวินอย่างไม่เกรงกลัว
“หย่า?” เธอแค่นเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ “ได้สิ แต่ก่อนจะหย่า ข้าขอชำระความเรื่องนี้ให้กระจ่างก่อน”
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงของซูหนิงทำให้ทุกคนตกตะลึง จากหญิงขี้โวยวายกลายเป็นคนสงบนิ่งและมีเหตุผล ลู่เจิ้งซวินถึงกับขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ซูหนิงไม่รอช้า หันไปยังไป๋เยว่เหลียนที่กำลังยืนตัวสั่นทำท่าอ่อนแอ “สหายยุวชนไป๋ ท่านบอกว่าข้าตบหน้าท่านใช่หรือไม่?”
ไป๋เยว่เหลียนสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ น้ำตาคลอหน่วย “ใช่...แต่ข้าไม่ถือสาพี่สะใภ้หรอกเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องเสแสร้ง” ซูหนิงกล่าววาจาเชือดเฉือน “ข้าถามหน่อยเถอะ ปกติแล้วข้าทำงานในนาได้วันละสองแต้ม แรงก็น้อยกว่าไก่เสียอีก ท่านลองคิดดูสิว่าหากข้าตบหน้าท่านสุดแรงจริงๆ ใบหน้าของท่านจะมีแค่รอยแดงจางๆ เช่นนี้หรือ? เผลอๆ ฟันของท่านคงร่วงไปแล้วกระมัง”
คำพูดของเธอทำให้ชาวบ้านเริ่มหันมามองหน้ากันอย่างลังเล สิ่งที่ซูหนิงพูดก็มีเหตุผล ความขี้เกียจและอ่อนแอของนางเป็นที่รู้กันทั่วหมู่บ้าน
ไป๋เยว่เหลียนหน้าซีดเผือด “ข้า...ข้า...”
“อีกอย่าง” ซูหนิงไม่ปล่อยให้มีช่องว่าง “ท่านเป็นยุวชนความรู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน เหตุใดจึงมาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้สามีของผู้อื่นตลอดเวลา? เมื่อครู่ท่านกระซิบกระซาบอะไรกับสามีข้าที่รั้วหลังบ้าน? กล้าพูดให้ทุกคนที่นี่ได้ยินหรือไม่? อย่าบอกนะว่าท่านแค่มาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ เพราะบ้านของท่านอยู่คนละฟากของหมู่บ้าน!”
ทุกประโยคที่ซูหนิงเอ่ยออกมาล้วนเป็นตรรกะที่ปฏิเสธไม่ได้ มันทิ่มแทงเข้าจุดตายของไป๋เยว่เหลียนอย่างจัง จนหญิงสาวผู้เสแสร้งได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ อ้าปากพะงาบๆ แต่ไร้ซึ่งคำแก้ตัวใดๆ
ซูหนิงหรี่ตามองนางเอกจอมปลอมอย่างเย็นชา “ข้ายอมรับว่าข้าเป็นคนอารมณ์ร้อน ปากร้าย แต่ข้าไม่เคยหาเรื่องใครก่อน การที่ท่านมาทำลับๆ ล่อๆ กับสามีข้า ทำให้ชาวบ้านนินทาจนเข้าหูข้า นี่ไม่ใช่การยั่วยุโมโหหรอกหรือ? หรือว่า...แท้จริงแล้วท่านจงใจทำให้ข้าโกรธ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้น่าสงสาร และทำให้สามีข้าเกลียดชังข้ามากยิ่งขึ้น!”
“ไม่ใช่นะ! ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น!” ไป๋เยว่เหลียนร้องเสียงหลง ในที่สุดก็คุมสีหน้าอันอ่อนหวานไว้ไม่อยู่ ดวงตาฉายแววตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด
บัดนี้ กระแสลมได้เปลี่ยนทิศแล้ว ชาวบ้านที่เคยเข้าข้างไป๋เยว่เหลียนเริ่มมองนางด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย ท่าทีลนลานของนางยิ่งเป็นเครื่องยืนยันคำพูดของซูหนิงได้เป็นอย่างดี
ซูหนิงไม่สนใจนางเอกที่หน้าแตกยับเยินอีกต่อไป เธอหันกลับมาเผชิญหน้ากับลู่เจิ้งซวินอีกครั้ง แววตาของนางทั้งท้าทายและเด็ดเดี่ยว
“ส่วนท่าน...สหายลู่เจิ้งซวิน ในฐานะสามี ท่านเคยใส่ใจข้าบ้างหรือไม่? เคยถามไถ่สักคำไหมว่าทำไมข้าถึงเปลี่ยนไป หรือเอาแต่ฟังความข้างเดียวจาก ‘สหายต่างเพศ’ ที่แสนดีของท่าน?”
ลู่เจิ้งซวินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาคมปลาบของเขาสั่นไหวเล็กน้อยกับคำว่า ‘สหายต่างเพศที่แสนดี’ ที่ภรรยาของเขาจงใจเน้นเสียง เขาไม่เคยเห็นซูหนิงในมุมนี้มาก่อน...นางดูฉลาดหลักแหลมและมีเหตุผลจนน่าประหลาดใจ
“เรื่องหย่า...ข้าไม่คัดค้าน” ซูหนิงประกาศกร้าวท่ามกลางความเงียบงัน น้ำเสียงของเธอชัดเจนดังกังวาน “แต่ในเมื่อข้าแต่งเข้ามาในตระกูลลู่อย่างถูกต้องตามธรรมเนียม การจะหย่าก็ต้องมีเหตุผลที่สมควร ไม่ใช่ข้อกล่าวหาลอยๆ จากสตรีอื่นที่คิดไม่ซื่อ!”
เธอกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างไม่เกรงกลัวผู้ใด ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้ายที่ทำให้ทุกคนต้องหยุดหายใจ
“จำไว้ให้ดี...นับจากวันนี้ไป ซูหนิงคนนี้จะไม่ยอมให้ใครมารังแกฝ่ายเดียวอีกแล้ว!”