โกดังซูเปอร์มาร์เก็ตค้าส่ง

ซูหนิงสะบัดกายหันหลังกลับอย่างไม่ไยดี ไม่แม้แต่จะชายตามองสามีในนามหรือนางเอกผู้เสแสร้งที่ยังยืนหน้าซีดเผือดอยู่เบื้องหลัง สายตาของชาวบ้านที่เคยมองนางด้วยความรังเกียจ บัดนี้เปลี่ยนเป็นความพิศวงและยำเกรง แต่นางหาได้ใส่ใจไม่

นางก้าวเดินอย่างมั่นคงกลับสู่เรือนพักเล็กๆ ท้ายบ้านตระกูลลู่ แผ่นหลังตั้งตรงดุจต้นสน ทว่ามีเพียงนางผู้เดียวที่รู้ว่าเรี่ยวแรงทั้งหมดแทบจะถูกสูบไปจนหมดสิ้นแล้ว การปะทะคารมและเปิดโปงแผนการร้ายเมื่อครู่นี้ เสมือนการสู้ศึกใหญ่ที่ต้องทุ่มเททั้งพลังกายและพลังใจ

ลู่เจิ้งซวินยืนนิ่งงันมองแผ่นหลังอันบอบบางแต่แฝงด้วยความเด็ดเดี่ยวของภรรยาจนลับสายตาไป คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันอย่างครุ่นคิด สตรีนางนี้...ไม่ใช่ซูหนิงที่เขารู้จัก ซูหนิงคนเดิมนั้นเมื่อถูกเขาเย็นชาใส่หรือพบว่าเขาอยู่กับไป๋เยว่เหลียน นางจะต้องอาละวาดฟูมฟาย ตามมาด่าทอเขาถึงห้อง หรือไม่ก็วิ่งไปร้องไห้ประจานให้ชาวบ้านได้รับรู้ แต่นี่นางเพียงแค่หันหลังเดินจากไปอย่างสงบ...สงบจนน่าประหลาดใจ

“พี่เจิ้งซวิน...ข้า...” ไป๋เยว่เหลียนขยับเข้ามาใกล้ น้ำเสียงสั่นเครือพยายามเรียกความเห็นใจ แต่ลู่เจิ้งซวินกลับถอยห่างหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ” เขากล่าวเสียงเรียบ ดวงตาคมปลาบยังคงจับจ้องไปยังทิศที่ซูหนิงเดินจากไป ไม่มีความอ่อนโยนหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย

กระแสลมอุ่นในฤดูร้อนกลับพัดพาความหนาวเหน็บเข้าสู่กระดูกของไป๋เยว่เหลียน นางกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ มองตามสายตาของเขาด้วยความเคียดแค้นชิงชัง

...

ทันทีที่บานประตูห้องปิดลง เกราะป้องกันอันแข็งแกร่งของซูหนิงก็พังทลายลงในบัดดล ร่างกายที่อ่อนล้าทรุดลงพิงบานประตูอย่างหมดแรง พลังงานที่ใช้ไปกับการแสดงละครฉากใหญ่เมื่อครู่ทำให้นางรู้สึกเวียนศีรษะจนต้องหลับตาลงช้าๆ

ห้องเล็กแคบและอับทึบแห่งนี้คือโลกทั้งใบของนางในฐานะสะใภ้รองตระกูลลู่ มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็งๆ หนึ่งตัว กับตู้เสื้อผ้าเก่าๆ ที่แทบจะพังมิพังแหล่ กลิ่นอับชื้นของยุคสมัยลอยคละคลุ้งตอกย้ำความจริงอันโหดร้าย

ท้องของนางร้องประท้วงเสียงดัง ความหิวโหยกัดกินไปทั่วร่างกายนับตั้งแต่ทะลุมิติมาเมื่อวาน ซูหนิงคนเดิมมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการหาเรื่องสามีจนไม่ใส่ใจเรื่องอาหารการกิน ทำให้ร่างกายนี้ผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก

“หิว...หิวเหลือเกิน” นางพึมพำกับตนเอง เปลือกตาหนักอึ้งราวกับมีหินถ่วง นางอยากกิน...อยากกินข้าวสวยร้อนๆ หอมกรุ่น กับหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วเนื้อนุ่มละลายในปาก เหมือนในนิยายที่นางเพิ่งเขียนค้างไว้ก่อนจะมาอยู่ที่นี่...นิยายที่นางเอกกว้านซื้อของจากซูเปอร์มาร์เก็ตจนเต็มมิติส่วนตัว!

พลัน! ในห้วงความคิดที่กำลังจะดับวูบไปนั้นเอง จิตสำนึกของนางก็ถูกกระชากเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง!

ซูหนิงสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ภาพที่เห็นกลับไม่ใช่ห้องไม้ซอมซ่ออีกต่อไป!

เบื้องหน้าของนางคือแสงไฟนีออนสว่างจ้าสาดส่องลงมาจากเพดานที่สูงลิบลิ่ว อากาศเย็นสบายและบริสุทธิ์พัดผ่านผิวกายจนรู้สึกสดชื่น กลิ่นอายของยุคสมัยใหม่ที่นางคุ้นเคยอบอวลอยู่รอบตัว!

นางกำลังยืนอยู่กลางทางเดินกว้างขวางของโกดังสินค้าขนาดมหึมา! ชั้นวางเหล็กสูงตระหง่านตั้งเรียงรายเป็นทิวแถวสุดลูกหูลูกตา บนชั้นวางนั้นอัดแน่นไปด้วยลังกระดาษสีน้ำตาลขนาดใหญ่ที่ปิดผนึกอย่างดี มีป้ายตัวอักษรจีนตัวย่อที่นางคุ้นเคยแปะอยู่ด้านข้าง ‘ข้าวหอมมะลิคัดพิเศษ’, ‘น้ำมันถั่วเหลืองบริสุทธิ์’, ‘บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสต้มยำกุ้ง’...

หัวใจของซูหนิงเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ที่สุดปลายทางเดินคือโซนห้องเย็นขนาดใหญ่ ประตูกระจกใสเผยให้เห็นซากหมู ซากวัว ที่ถูกชำแหละแขวนเรียงราย เนื้อสัตว์สดใหม่ยังมีไอเย็นเกาะพราวราวกับเพิ่งออกมาจากโรงเชือด

นี่มัน...นี่มันโกดังซูเปอร์มาร์เก็ตค้าส่งชัดๆ! และมันคือฉากที่นางใช้เวลาทั้งคืนเขียนรายละเอียดก่อนจะประสบอุบัติเหตุ!

“หรือว่า...” ซูหนิงลองเพ่งสมาธิไปที่ลังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่อยู่บนชั้นสูงสุด ในใจพลันเกิดความคิดว่า ‘อยากให้มันลงมา’

พรึ่บ! ลังบะหมี่ลังนั้นก็ลอยลงมาวางตรงหน้าอย่างนุ่มนวล!

นางทดลองอีกครั้ง โดยคิดถึงข้าวสารหนึ่งกระสอบและเนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามที่อยู่ในห้องเย็น เพียงชั่วพริบตา กระสอบข้าวสารสีขาวสะอาดและเนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ที่ห่อด้วยพลาสติกอย่างดีก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า!

สวรรค์! นี่คือมิติลับของนาง! คือตัวช่วยโกงที่ติดตัวนางมาจากโลกเดิม!

ซูหนิงดีใจจนแทบอยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ แต่นางก็ยังมีความเป็นนักเขียนนิยายผู้รอบคอบอยู่ นางเริ่มสำรวจมิตินี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน พบว่าสินค้าทุกอย่างเป็นของจากยุคปัจจุบันที่นางจากมา ทุกชิ้นยังคงความสดใหม่และอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบราวกับเวลาได้หยุดนิ่งลง แต่หลังจากเดินสำรวจจนทั่ว นางก็ค้นพบข้อจำกัดสำคัญข้อหนึ่ง...

ที่นี่ไม่มีระบบเติมของอัตโนมัติ ไม่มีภารกิจให้ทำเพื่อแลกของรางวัล มันคือโกดังสินค้าที่มีของอยู่เท่าที่เห็น ของทุกชิ้นเมื่อนำออกไปใช้แล้วก็จะหมดไป ไม่มีการงอกเงยขึ้นมาใหม่

“ไม่เป็นไร แค่นี้ก็ดีเกินพอแล้ว” ซูหนิงพึมพำกับตนเองอย่างพอใจ นางไม่ได้โลภมาก ขอเพียงมีสิ่งนี้เป็นทุนรอนในการเอาชีวิตรอดในยุค 70 ที่แร้นแค้นนี้ นางก็ไม่ขออะไรอีกแล้ว

นางมองข้าวสารเม็ดสวยกับเนื้อหมูสามชั้นมันแทรกเนื้อแดงน่ารับประทานตรงหน้า น้ำลายก็สอขึ้นมาทันที ร่างกายนี้ต้องการสารอาหารอย่างเร่งด่วนที่สุด

“ต้องรีบเอาของออกไปทำอาหาร แต่...บรรจุภัณฑ์พวกนี้ใช้ไม่ได้” ความคิดของนักเขียนที่ละเอียดอ่อนทำงานทันที ถุงข้าวพลาสติกทันสมัย หรือเนื้อที่ห่อแรปพลาสติกใส หากมีคนมาเห็นเข้า นางคงตอบคำถามไม่ถูกเป็นแน่

ซูหนิงใช้ความคิดเพียงครู่เดียวก็ตัดสินใจได้ นางเพ่งสมาธิอีกครั้ง ตั้งใจว่าจะนำเพียงข้าวสารและเนื้อหมูออกไป โดยให้มันไปปรากฏในชามเก่าๆ และห่อด้วยใบตองที่นางจินตนาการขึ้นในหัว

นางหลับตาลง ตั้งสมาธิ... ‘ออกไป’

วูบ!

สติของนางกลับคืนสู่ห้องไม้แคบๆ อีกครั้ง กลิ่นอับชื้นและอากาศร้อนอบอ้าวกลับมาปะทะร่าง แต่สิ่งที่ต่างไปคือ บนโต๊ะไม้เก่าๆ กลางห้อง บัดนี้มีชามกระเบื้องบิ่นๆ ที่ใส่ข้าวสารสีขาวนวลจนเต็มพูน และข้างๆ กันคือเนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามวางอยู่บนใบตองสีเขียวสด!

สำเร็จ! นางทำสำเร็จแล้ว!

ซูหนิงยิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยยิ้มมาก่อนในรอบสองวันที่มาอยู่ที่นี่ นางมองสมบัติล้ำค่าตรงหน้าด้วยความตื้นตันใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นเพื่อเตรียมนำของไปที่ครัวรวมของบ้านเพื่อทำอาหารบำรุงร่างกายที่ผอมโซนี้

ทว่า...ยังไม่ทันที่นางจะได้ก้าวเท้าออกจากห้อง เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดที่คุ้นเคยในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ดังขึ้นจากหน้าประตู พร้อมกับเสียงทุบประตูอย่างรุนแรง!

ปัง! ปัง! ปัง!

“ซูหนิง! นังลูกสะใภ้ขี้เกียจ! กลางวันแสกๆ ยังมุดหัวอยู่ในห้องรึ! ออกมาเดี๋ยวนี้! คิดจะอู้งานไปถึงเมื่อไหร่!”

เป็นเสียงของหม่าชุ่ยฮวา...แม่สามีจอมบงการของนางนั่นเอง!

ซูหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่เคยอ่อนล้ากลับมาทอประกายคมปลาบอีกครั้ง นางเหลือบมองเนื้อหมูสามชั้นบนโต๊ะ ก่อนจะหันไปมองบานประตูที่สั่นสะเทือนตามแรงทุบ...ดูเหมือนว่ามื้ออาหารมื้อแรกของนางในโลกใบนี้ คงจะไม่ได้เริ่มต้นอย่างสงบสุขเสียแล้ว