สยบแม่ผัวจอมบงการ
เสียงทุบประตูที่ดังราวกับจะพังเข้ามาพร้อมกับเสียงตะโกนด่าทออันแหลมสูงของหม่าชุ่ยฮวา ทำให้ซูหนิงที่กำลังเปี่ยมล้นด้วยความยินดีต้องชะงักงันในทันที สติของนางกลับคืนสู่ความเป็นจริงอันโหดร้ายในชั่วพริบตา
นางเหลือบมองข้าวสารขาวอวบในชามกระเบื้องและเนื้อหมูสามชั้นชิ้นงามบนใบตองอย่างรวดเร็ว นี่คือสมบัติล้ำค่าที่จะช่วยให้นางรอดชีวิต! จะให้ถูกพบเห็นมิได้เด็ดขาด!
ความคิดแล่นเร็วกว่าการกระทำ ซูหนิงรีบคว้าชามข้าวและห่อเนื้อหมูยัดเข้าไปใต้เตียงนอนที่ทำจากแผ่นไม้เก่าๆ แล้วดึงผ้าปูที่นอนขาดๆ รุ่งริ่งมาปิดทับไว้อย่างลวกๆ ทันเวลาพอดีกับที่บานประตูถูกกระแทกเปิดออกดังโครม!
ร่างท้วมใหญ่ของหม่าชุ่ยฮวาปรากฏขึ้นที่หน้าประตู ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความโมโห ดวงตาถลึงจ้องมองมาที่ซูหนิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เบื้องหลังคือลู่เจียวเจียว น้องสาวสามีที่ยืนกอดอกพร้อมรอยยิ้มเยาะหยัน
“นังตัวขี้เกียจ! ตะวันโด่งปานนี้แล้วยังไม่โผล่หัวออกมาอีก! คิดจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงเมื่อไหร่!” หม่าชุ่ยฮวาตวาดลั่น ก้าวฉับๆ เข้ามาในห้องแคบๆ พลางชี้นิ้วไปที่หน้านางสะใภ้ “คนอื่นเขาออกไปทำงานเก็บแต้มกันหมดแล้ว มีแต่เจ้าที่ยังนอนอืดเป็นศพอยู่ในห้อง! คิดว่าตระกูลลู่ของข้ามีข้าวสารเลี้ยงคนไร้ประโยชน์รึ!”
ซูหนิงไม่ได้ลุกขึ้นโวยวายหรือตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวอย่างที่เจ้าของร่างเดิมเคยทำ นางเพียงนั่งนิ่งอยู่บนขอบเตียงอย่างสงบ ยกมือขึ้นป้องปากหาวหวอดหนึ่งอย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ท่านแม่ นี่เพิ่งจะยามซื่อ (9-11 โมงเช้า) ยังไม่ทันถึงยามอู่ (11-13 โมงเที่ยง) เลยด้วยซ้ำ เหตุใดท่านจึงรีบร้อนนักเล่า”
ท่าทีสบายๆ ของซูหนิงยิ่งเหมือนการราดน้ำมันลงบนกองไฟ หม่าชุ่ยฮวาแทบจะกระโจนเข้าตบ “ยังจะมีหน้ามาพูดอีกรึ! ต่อให้ยังไม่เที่ยง เจ้าก็ควรจะลุกไปช่วยงานที่ครัว หรือไม่ก็ออกไปทำความสะอาดบ้าน! ไม่ใช่มานอนอุดอู้อยู่แบบนี้!”
ลู่เจียวเจียวที่ยืนอยู่ข้างหลังรีบผสมโรงขึ้นทันที “ใช่แล้วพี่สะใภ้รอง ท่านพี่เจิ้งซวินทำงานหนักหาเงินอยู่นอกบ้าน ท่านกลับเอาแต่นอนสบาย ช่างไม่รู้จักคิดถึงสามีเอาเสียเลย!”
ซูหนิงเหลือบมองลู่เจียวเจียวด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าแม่สามีอย่างตรงไปตรงมา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก “ท่านแม่พูดถึงเรื่องหาเงินก็ดีแล้ว ข้าเองก็มีเรื่องสงสัยใคร่จะถามท่านอยู่พอดี”
น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไป จากเรียบเรื่อยกลายเป็นจริงจังและคมกริบ “เงินเดือนของพี่เจิ้งซวินเดือนละสี่สิบห้าหยวน พร้อมตั๋วสิ่งของอีกมากมาย ข้าในฐานะภรรยา ไม่เคยได้เห็นแม้แต่เงาของเงินนั้นเลย ได้ยินมาว่าทุกเดือนท่านแม่จะเป็นคนเก็บไปทั้งหมด...ใช่หรือไม่เจ้าคะ”
คำถามนี้เหมือนค้อนหนักๆ ที่ทุบลงกลางแสกหน้าของหม่าชุ่ยฮวา นางชะงักไปทันที สีหน้าเปลี่ยนจากแดงก่ำเป็นซีดเผือด “เจ้า...เจ้าจะพูดอะไร!”
“ข้าก็แค่จะพูดความจริง” ซูหนิงยังคงยิ้มอย่างเยือกเย็น “เงินเดือนทั้งเดือนของสามีข้าอยู่ในมือท่าน ท่านนำไปใช้จ่ายดูแลคนทั้งบ้าน ข้าไม่เคยปริปากบ่น แต่ในเมื่อท่านเป็นผู้กุมอำนาจทางการเงินของบ้าน เหตุใดข้าที่ร่างกายอ่อนแอเพราะขาดสารอาหาร จึงต้องลากสังขารออกไปทำงานแลกแต้มงานอันน้อยนิด เพื่อหาอาหารมาใส่ท้องตัวเองอีกเล่า”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ปล่อยให้คำพูดของตนเองซึมลึกเข้าไปในโสตประสาทของสองแม่ลูก ก่อนจะกล่าวต่ออย่างไม่ปรานี “หรือว่าเงินเดือนสี่สิบห้าหยวนของลูกชายท่าน ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงดูภรรยาของเขาให้อิ่มท้องได้แม้เพียงมื้อเดียว? หากเป็นเช่นนั้น ข้าคงต้องเขียนจดหมายไปบอกพี่เจิ้งซวินให้รู้ ว่าภรรยาของเขากำลังจะอดตายอยู่ที่บ้าน ท่านแม่ว่าดีหรือไม่เจ้าคะ?”
ทุกถ้อยคำของซูหนิงล้วนเป็นความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้!
ในยุคนี้ อาชีพคนขับรถบรรทุกถือเป็นงานที่น่าอิจฉาอย่างยิ่ง เงินเดือนสี่สิบห้าหยวนถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับชาวนาที่หาได้ไม่กี่หยวนต่อปี แต่ซูหนิงคนเดิมกลับถูกกดขี่จนผอมแห้งราวกับกิ่งไม้ นั่นเป็นเพราะเงินทั้งหมดถูกหม่าชุ่ยฮวายึดไปใช้จ่ายตามอำเภอใจ เหลือเพียงเศษเงินให้ลู่เจิ้งซวินติดตัวเล็กน้อยเท่านั้น
หม่าชุ่ยฮวาอ้าปากค้าง ตัวสั่นระริกด้วยความโกรธระคนอับอาย นางไม่เคยคาดคิดว่าสะใภ้รองที่เคยแต่ก้มหน้ายอมรับคำด่าทอ จะกล้าตอกกลับนางด้วยเหตุผลเช่นนี้ได้!
“เจ้า...นังลูกอกตัญญู! กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับข้า!” นางเค้นเสียงออกมาได้เพียงเท่านั้น
ลู่เจียวเจียวเห็นมารดาตกเป็นรองก็ทนไม่ไหว ก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมตวาดแว้ด “พี่สะใภ้รอง! ท่านพูดจาแบบนี้หมายความว่าอย่างไร! เงินของพี่ชายข้า ก็ต้องให้แม่เป็นคนเก็บสิถูกแล้ว! ท่านเป็นแค่สะใภ้ที่แต่งเข้ามา จะมีสิทธิ์อะไรมาเรียกร้อง!”
ซูหนิงหรี่ตามองน้องสาวสามีอย่างเย็นชา ในความทรงจำของร่างเดิม เด็กสาวคนนี้มักจะคอยยุยงส่งเสริมมารดา และแอบหยิบฉวยของเล็กๆ น้อยๆ จากหีบสินเดิมของนางไปใช้เสมอ
“เจียวเจียว” ซูหนิงเอ่ยเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “โบผูกผมสีชมพูเส้นใหม่บนหัวเจ้าน่ะ...สวยดีนะ”
ลู่เจียวเจียวชะงักไปตามสัญชาตญาณ ยกมือขึ้นกุมผมเปียของตนเองโดยไม่รู้ตัว
ซูหนิงยิ้มหยัน “ดูคุ้นตาพิกล ราวกับเป็นเส้นเดียวกับที่หายไปจากหีบสินเดิมของข้าเมื่อเดือนก่อนไม่มีผิด...สงสัยข้าคงจะตาฝาดไปเองกระมัง”
ใบหน้าของลู่เจียวเจียวซีดขาวเป็นกระดาษในทันที! นางขโมยโบเส้นนั้นมาจริงๆ! นางคิดว่าซูหนิงโง่เง่าไม่ทันสังเกตเห็น แต่นางไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกทวงถามขึ้นมาต่อหน้ามารดาเช่นนี้!
“ขะ...ข้า...ข้าเปล่านะ!” เด็กสาวปฏิเสธเสียงสั่น แต่ดวงตาที่หลุกหลิกลอกแลกไปมานั้นคือหลักฐานชั้นดี
หม่าชุ่ยฮวาไม่ใช่คนโง่ นางมองปฏิกิริยาของลูกสาวก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่ซูหนิงพูดเป็นความจริง นางรู้สึกเสียหน้าอย่างรุนแรงที่ลูกสาวตนเองถูกจับได้ว่ามีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย แต่ก็ไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ได้
“พอได้แล้ว!” หม่าชุ่ยฮวาตวาดกลบเกลื่อน “เรื่องไร้สาระ! ซูหนิง! ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง รีบไสหัวออกไปทำงานซะ! ไม่อย่างนั้นมื้อเที่ยงนี้ก็ไม่ต้องกิน!”
“ข้าไม่ไป” ซูหนิงตอบกลับอย่างเด็ดเดี่ยว ดวงตาของนางทอประกายกล้าแข็งไม่ยอมอ่อนข้อ “ในเมื่อข้าไม่ได้ใช้เงินของตระกูลลู่แม้แต่เฟินเดียว ข้าก็มีสิทธิ์ที่จะพักผ่อนในห้องของตัวเอง ท่านแม่ไม่มีสิทธิ์มาบังคับข้า”
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่สามี “และถ้าท่านยังคิดจะหาเรื่องข้าไม่เลิก ข้าก็จะถือว่าท่านกำลังบีบคั้นให้ข้าไปตายจริงๆ ถึงตอนนั้น ข้าจะไปร้องเรียนที่หน่วยงานของพี่เจิ้งซวิน ให้หัวหน้าของเขารับรู้ว่าทหารในสังกัดปล่อยให้ภรรยาอดอยากจนร่างกายทรุดโทรมอยู่ที่บ้าน ดูสิว่าใครกันแน่ที่จะต้องเดือดร้อน!”
คำขู่สุดท้ายนี้ได้ผลชะงัด!
ชื่อเสียงของลู่เจิ้งซวินคือทุกสิ่งทุกอย่างของตระกูลลู่ หากเรื่องนี้ไปถึงหูหัวหน้าหน่วยงานจริง อนาคตของลูกชายสุดที่รักของนางต้องมืดมนลงเป็นแน่! หม่าชุ่ยฮวาตระหนักได้ในที่สุดว่าสะใภ้รองผู้นี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว นางไม่ใช่ลูกไก่ในกำมือที่นางจะบีบก็ตายจะคลายก็รอดอีกต่อไป แต่กลายเป็นเม่นที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม พร้อมจะทิ่มแทงทุกคนที่เข้าใกล้!
ความกลัวฉายชัดขึ้นมาในแววตาของหม่าชุ่ยฮวา นางจ้องซูหนิงเขม็งราวกับเห็นปีศาจ ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอ พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“ดี! ดีมาก!” ในที่สุดนางก็เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาได้ สะบัดหน้าอย่างแรง “ข้าจะคอยดูว่าเจ้าจะปากแข็งไปได้อีกกี่น้ำ!”
พูดจบนางก็หมุนตัวกระทืบเท้าเดินออกจากห้องไปอย่างหัวเสีย ลู่เจียวเจียวที่หน้าซีดเผือดรีบวิ่งตามมารดาไปติดๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองซูหนิงอีก
เมื่อบานประตูว่างเปล่าไร้เงาของสองแม่ลูก ซูหนิงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ร่างที่เคยตั้งตรงอย่างท้าทายอ่อนยวบลงเล็กน้อย การเผชิญหน้าเมื่อครู่ต้องใช้พลังใจอย่างมหาศาล แต่นางก็ทำสำเร็จ...นางชนะศึกแรกในบ้านหลังนี้แล้ว!
รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏขึ้นบนใบหน้าซูบตอบของนาง นางไม่รอช้า รีบก้มลงไปหยิบชามข้าวและห่อเนื้อหมูออกมาจากใต้เตียง ความหิวโหยแล่นปราดขึ้นมาจนแสบท้องไปหมด
ซูหนิงถือสมบัติล้ำค่าของนางเดินตรงไปยังครัวรวมของบ้านตระกูลลู่ ซึ่งเป็นเพียงโรงเรือนเล็กๆ ที่มีเตาดินสามเตาตั้งเรียงกัน ในยามนี้ไม่มีใครอยู่ นางจึงรีบก่อไฟ หุงข้าว และนำเนื้อหมูสามชั้นลงไปเจียวในกระทะเหล็กเก่าๆ จนน้ำมันเดือดพล่านส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ
ไม่นานนัก ข้าวสวยร้อนๆ ควันฉุย และหมูสามชั้นทอดเกลือสีเหลืองกรอบก็พร้อมสำหรับนาง
ซูหนิงตักข้าวใส่ชาม วางชิ้นหมูลงไปสองสามชิ้น ก่อนจะคีบหมูชิ้นที่หอมกรุ่นที่สุดเข้าปาก...ความร้อนและรสชาติเค็มมันของเนื้อหมูที่แทรกซึมไปทั่วทุกอณูของลิ้น ทำให้น้ำตาของนางแทบจะไหลรินออกมา นี่คือรสชาติของชีวิต! รสชาติของการมีชีวิตรอด!
ทว่า...ขณะที่นางกำลังจะคีบชิ้นที่สองเข้าปากอย่างมีความสุขนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่กรอบประตูครัวอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมาที่ชิ้นหมูในชามของนางด้วยความโลภอย่างไม่ปิดบัง