จับหัวขโมยในบ้าน
เงาร่างที่ปรากฏขึ้น ณ กรอบประตูครัวอย่างเงียบเชียบนั้น คือสะใภ้ใหญ่ของบ้านตระกูลลู่ หวังซี่เอ๋อร์
นางยืนอยู่ที่นั่น สองตาจับจ้องไปยังหมูสามชั้นทอดสีเหลืองอร่ามในชามของซูหนิงอย่างไม่ปิดบังความละโมบ แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดที่ริบหรี่ขับเน้นให้เห็นแววตาอันหิวกระหายของนางชัดเจนยิ่งขึ้น
“โอ้โฮ...น้องสะใภ้รอง ช่างมีวาสนานัก ได้กินของดีๆ อยู่คนเดียวอย่างสบายใจเชียว” น้ำเสียงของหวังซี่เอ๋อร์แฝงไปด้วยความอิจฉาริษยาและเยาะหยัน
ซูหนิงวางตะเกียบในมือลงช้าๆ นางเงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายอย่างเย็นชา การแสดงออกของหวังซี่เอ๋อร์ทำให้นางนึกถึงพวกนักเลงข้างถนนที่คอยรีดไถผู้อื่นไม่มีผิด
“พี่สะใภ้ใหญ่ มีธุระอันใดกับข้าหรือ?” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หวังซี่เอ๋อร์เดินย่างสามขุมเข้ามาในครัว กวาดสายตามองหมูทอดในชามและที่ยังเหลือในกระทะ ก่อนจะแค่นหัวเราะ “ธุระรึ? ไม่มีหรอก ข้าแค่ผ่านมาเห็นคนแอบกินของอร่อยๆ ลำพัง เลยอยากจะเข้ามาทักทายเสียหน่อย”
นางพูดพลางยื่นมือหมายจะหยิบหมูทอดชิ้นหนึ่งจากในกระทะ
เพียะ!
ซูหนิงใช้ตะเกียบในมือฟาดลงบนหลังมือของหวังซี่เอ๋อร์อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แม้จะไม่แรงมากนัก แต่ก็ทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งสุดตัวและชักมือกลับแทบไม่ทัน
“โอ๊ย! เจ้ากล้าตีข้ารึ!” หวังซี่เอ๋อร์ร้องลั่น จ้องซูหนิงตาเขม็ง
“ของของใครก็ของคนนั้น” ซูหนิงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แม้ร่างกายจะผ่ายผอม แต่แววตาของนางกลับคมปลาบดุจใบมีด “หมูพวกนี้ข้าใช้แต้มงานของตัวเองแลกมา ไม่ได้มีไว้เผื่อแผ่คนที่ไม่ทำงาน”
ความจริงแล้วนี่เป็นของที่นางนำออกมาจากมิติ แต่การอ้างเรื่องแต้มงานคือข้ออ้างที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้
หวังซี่เอ๋อร์หน้าเปลี่ยนสีทันที คำพูดของซูหนิงแทงใจดำนางอย่างจัง เพราะในบ้านหลังนี้ นอกจากซูหนิงคนเก่าแล้ว ก็มีนางนี่แหละที่ขี้เกียจตัวเป็นขนและทำงานได้แต้มน้อยที่สุด
“เจ้า...เจ้ามันก็แค่คนขี้เกียจเหมือนกันนั่นแหละ อย่ามาทำเป็นสั่งสอนข้า!” หวังซี่เอ๋อร์เถียงข้างๆ คูๆ “ข้าเป็นถึงสะใภ้ใหญ่ มีสิทธิ์กินของดีๆ ในบ้านนี้!”
“เช่นนั้นก็ไปบอกท่านแม่ให้หามาให้ท่านกินสิ” ซูหนิงสวนกลับทันควัน “ส่วนนี่เป็นของข้า ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง”
นางพูดจบก็ตักหมูทอดที่เหลือทั้งหมดใส่ชามของตนเอง ไม่เหลือไว้ในกระทะแม้แต่ชิ้นเดียว จากนั้นจึงเดินเลี่ยงผ่านร่างของหวังซี่เอ๋อร์ออกจากครัวไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้สะใภ้ใหญ่ยืนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นและอัปยศอดสู
สายตาของหวังซี่เอ๋อร์ไล่ตามแผ่นหลังของซูหนิงไปจนลับตา ริมฝีปากของนางเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง ในใจพลันนึกถึงอีกสิ่งหนึ่งที่นางปรารถนา...
หลายวันก่อน นางแอบเห็นซูหนิงหยิบตลับกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ใบหนึ่งออกมาทาหน้า กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่โชยมาแตะจมูกทำให้นางรู้ได้ทันทีว่ามันต้องเป็นของดีราคาแพงแน่ๆ ทั้งยังเห็นว่าผิวของซูหนิงที่เคยหยาบกร้านกลับดูผุดผ่องขึ้นเล็กน้อยในช่วงสองวันนี้ ความอิจฉาริษยาจึงยิ่งสุมแน่นในอก
‘ดีล่ะ! เจ้าไม่ให้ข้ากินหมู ข้าก็จะไปเอาครีมหอมของเจ้ามาใช้แทน!’
เมื่อกลับถึงห้อง ซูหนิงกลับไม่รู้สึกอยากอาหารอีกต่อไป การปะทะกับหวังซี่เอ๋อร์ทำให้นางตระหนักว่าชัยชนะเหนือหม่าชุ่ยฮวาเมื่อตอนกลางวันเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ในบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรดที่จ้องจะขย้ำนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
นางวางชามข้าวไว้บนโต๊ะเล็กๆ ข้างเตียง ก่อนจะหันไปตรวจสอบหีบไม้ใบเก่าที่ใช้เก็บของใช้ส่วนตัว ความรู้สึกสังหรณ์ใจบางอย่างแล่นปราดขึ้นมาในหัวใจ
ของสำคัญที่สุดที่นางนำออกมาจากมิติในตอนนี้คือครีมบำรุงผิวชั้นดี นางแอบตักมันออกมาจากกระปุกแบรนด์ดังในยุคปัจจุบัน ใส่ลงในตลับกระเบื้องเคลือบดินเผาราคาถูกที่หาซื้อได้ทั่วไป เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย นี่คือสมบัติล้ำค่าเพียงไม่กี่ชิ้นที่ช่วยเยียวยาผิวพรรณและจิตใจของนางในโลกที่โหดร้ายใบนี้
นางตั้งใจจะกินข้าวให้เสร็จแล้วค่อยไปอาบน้ำ แต่ความรู้สึกไม่สบายใจกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นางจึงตัดสินใจเดินกลับไปที่ครัวรวมเพื่อล้างถ้วยชามเสียก่อน ระหว่างทางนางเห็นเงาคนแวบหนึ่งหายเข้าไปทางห้องของตน แต่เพราะความมืดจึงมองเห็นไม่ชัดเจน
ใจของซูหนิงกระตุกวูบ!
นางรีบสาวเท้าก้าวยาวๆ ไปยังห้องพักของตนอย่างรวดเร็ว บานประตูที่นางปิดไว้แง้มออกเล็กน้อย นางหยุดชะงักอยู่หน้าประตู กลั้นหายใจและเงี่ยหูฟัง...เสียงรื้อค้นเบาๆ ดังลอดออกมาจากข้างใน!
โทสะแล่นพล่านขึ้นสู่สมอง ซูหนิงไม่ร้องตะโกนให้เสียเวลา นางผลักประตูเข้าไปอย่างเงียบกริบ ภาพที่เห็นทำให้เลือดในกายของนางเดือดพล่าน
หวังซี่เอ๋อร์กำลังคุกเข่าอยู่หน้าหีบไม้ของนาง มือของหล่อนกำลังรื้อค้นข้าวของอย่างบ้าคลั่ง และในมืออีกข้างที่กำแน่นอยู่นั้น...คือตลับกระเบื้องเคลือบใบเล็กของนาง!
“หัวขโมย!”
ซูหนิงคำรามลั่นราวกับนางเสือที่ถูกบุกรุกถ้ำ นางไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัวแม้แต่วินาทีเดียว ร่างที่ผอมบางพุ่งปราดเข้าไปด้านหลัง กระชากกลุ่มผมของหวังซี่เอ๋อร์อย่างแรงจนหน้าหงาย!
“กรี๊ดดด! ปล่อยข้านะ!” หวังซี่เอ๋อร์ร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดและตื่นตระหนก ตลับกระเบื้องในมือหลุดลอยขึ้นกลางอากาศ
ซูหนิงอาศัยจังหวะนั้นคว้าตลับของนางกลับคืนมาได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะออกแรงลากร่างของหวังซี่เอ๋อร์ที่กำลังดิ้นรนขัดขืนออกจากห้องไปอย่างไม่ปรานี
“ทุกคน! มาดูกันเร็ว! มาดูโฉมหน้าหัวขโมยในบ้านเรา!” ซูหนิงตะโกนก้องไปทั่วลานบ้าน เสียงของนางดังและชัดเจน ปลุกให้บ้านตระกูลลู่ที่กำลังจะเข้าสู่ความสงบต้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง
ลู่เจี้ยนกั๋ว ผู้เป็นสามีของหวังซี่เอ๋อร์และพี่ชายคนโตของลู่เจิ้งซวิน รีบวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้องนอนของตน เมื่อเห็นสภาพภรรยาที่ถูกน้องสะใภ้จิกหัวลากออกมาประจานกลางลานบ้าน ใบหน้าของเขาก็พลันมืดครึ้มด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว
“ซูหนิง! นี่เจ้าทำบ้าอะไร! ปล่อยพี่สะใภ้เจ้าเดี๋ยวนี้!” เขาตวาดลั่น พยายามจะเข้ามาแกะมือของซูหนิงออก
“ปล่อยรึ?” ซูหนิงแค่นเสียงเย็น “พี่ใหญ่ถามภรรยาของท่านดูสิว่านางทำอะไร! นางแอบย่องเข้าห้องข้าไปขโมยของ! นี่คือหลักฐานคาตา!” นางชูตลับกระเบื้องในมือขึ้นสูง
ลู่เจี้ยนกั่วมองตลับในมือซูหนิงสลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดของภรรยา เขากัดฟันกรอด “ก็แค่ของเล็กๆ น้อยๆ ทำไมต้องทำเรื่องให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย! คนในครอบครัวเดียวกันแท้ๆ!”
“เล็กน้อยหรือ?” ซูหนิงหัวเราะหยัน “วันนี้ขโมยของเล็กน้อย พรุ่งนี้ก็คงขโมยเงิน ขโมยตั๋วอาหาร! พี่ใหญ่จะบอกว่าการลักทรัพย์เป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างนั้นรึ! เรื่องนี้ข้าไม่ยอมจบง่ายๆ แน่! ในเมื่อคนในบ้านจัดการกันเองไม่ได้ ข้าจะไปแจ้งหัวหน้ากองทหารรักษาดินแดนให้มาจัดการ! ให้คนทั้งหมู่บ้านซวงเหอได้รู้กันไปเลยว่าสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลลู่มีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย!”
คำขู่ของซูหนิงได้ผลชะงัด! ใบหน้าของลู่เจี้ยนกั่วแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวราวกับกระดาษ ในยุคสมัยนี้ ข้อหาลักขโมยไม่ใช่เรื่องเล่นๆ การถูกทหารรักษาดินแดนจับไปสอบสวนหรือนำตัวไปวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะนั้นเป็นเรื่องน่าอัปยศอดสูอย่างที่สุด ไม่เพียงแต่หวังซี่เอ๋อร์ที่จะต้องเสื่อมเสีย แต่ชื่อเสียงของบ้านตระกูลลู่ทั้งหลังก็จะป่นปี้ไม่มีชิ้นดี
“ซี่เอ๋อร์!” ลู่เจี้ยนกั่วหันไปตวาดภรรยาเสียงสั่นด้วยความโกรธ “ยังไม่รีบคืนของให้น้องแล้วขอโทษนางอีก! อยากให้ข้าหมดอนาคตไปกับเจ้าด้วยรึไง!”
หวังซี่เอ๋อร์ตัวสั่นเทาด้วยความกลัวและความอัปยศ นางจ้องมองซูหนิงด้วยสายตาเคียดแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นชาไม่ยอมอ่อนข้อของน้องสะใภ้ ประกอบกับแรงกดดันจากสามี ในที่สุดนางก็จำต้องก้มหัวลงอย่างไม่เต็มใจ
“ข้า...ข้าขอโทษ”
ซูหนิงแสยะยิ้มเย็นชา นางยังไม่ปล่อยมือออกจากผมของอีกฝ่าย “ข้าไม่ได้ยิน”
“ข้าขอโทษ!” หวังซี่เอ๋อร์ตะโกนออกมาทั้งน้ำตา
ซูหนิงจึงสะบัดมือนางออกอย่างแรงจนหวังซี่เอ๋อร์เซล้มลงไปกองกับพื้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินอย่างชัดเจน “จำไว้! นี่เป็นครั้งแรกและต้องเป็นครั้งสุดท้าย! ของของข้าทุกชิ้น ต่อให้เป็นแค่เศษด้ายเส้นเดียว ถ้าข้าไม่อนุญาต ก็ห้ามใครแตะต้อง! หากมีครั้งหน้า ข้าไม่ไปแจ้งแค่ทหารรักษาดินแดน แต่จะเขียนจดหมายไปฟ้องลู่เจิ้งซวินที่หน่วยงานของเขาโดยตรง ให้เขารับรู้ด้วยว่าครอบครัวของเขาสอนสะใภ้กันมาแบบไหน!”
คำประกาศกร้าวของนางไม่เพียงแต่ข่มขวัญหวังซี่เอ๋อร์ แต่ยังเป็นการตบหน้าลู่เจี้ยนกั่วและส่งสารเตือนไปยังสมาชิกทุกคนในบ้านหลังนี้...นางไม่ใช่ซูหนิงคนเดิมที่ใครจะมารังแกหรือเอาเปรียบได้อีกต่อไป!
ความตึงเครียดแขวนอยู่กลางอากาศ ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ของหวังซี่เอ๋อร์เท่านั้นที่ดังขึ้นมาเป็นระยะ
ทว่า...ในขณะที่ซูหนิงคิดว่าศึกครั้งนี้จบลงแล้วนั่นเอง เสียงหนึ่งที่เต็มไปด้วยโทสะอันเดือดดาลก็ดังกระหึ่มขึ้นจากทางเข้าเรือนใหญ่
“พวกเจ้ากำลังทำเรื่องบัดซบอะไรกัน!!!”
หม่าชุ่ยฮวาปรากฏตัวขึ้น ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธจัด ดวงตาจ้องเขม็งมาที่ซูหนิงราวกับจะแผดเผาให้เป็นเถ้าถ่าน นางเพิ่งจะพ่ายแพ้ให้กับสะใภ้รองไปเมื่อตอนกลางวัน มาตอนนี้กลับต้องมาเห็นภาพที่สะใภ้ใหญ่ผู้เป็นหน้าเป็นตาของนางถูกหยามเกียรติจนไม่เหลือชิ้นดี...โดยฝีมือของคนๆ เดียวกัน!
พายุลูกใหม่ที่ใหญ่และรุนแรงกว่าเดิม กำลังจะโหมกระหน่ำเข้าใส่ซูหนิงในไม่ช้า