แต้มงานที่แสนเหนื่อยล้า
เสียงตวาดกึกก้องของหม่าชุ่ยฮวาเปรียบดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางลานบ้าน ทุกสายตาพลันจับจ้องไปยังร่างท้วมที่ยืนหอบหายใจด้วยความโมโหอยู่ตรงทางเข้าเรือนใหญ่ ใบหน้าของนางแดงก่ำ ดวงตาถลึงมองซูหนิงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
พายุลูกใหม่โหมกระหน่ำเข้ามาเร็วกว่าที่คิด แต่ซูหนิงเพียงแค่ปรายตามองอย่างเย็นชา นางยังคงยืนหยัดด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกออกมาแม้แต่น้อย
“ท่านแม่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” ซูหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับผู้ที่ถูกจ้องเขม็งไม่ใช่ตนเอง
“ซูหนิง! นังสารเลว!” หม่าชุ่ยฮวากระโจนเข้ามาประจันหน้า แยกเขี้ยวคำราม “เจ้ากล้าดียังไงมารังแกพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าถึงเพียงนี้! บ้านนี้ยังเห็นข้าเป็นแม่ผัวอยู่หรือไม่!”
หวังซี่เอ๋อร์ที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่กับพื้น พอเห็นแม่สามีกลับมาก็รีบคลานเข้าไปกอดขาฟ้อง “ท่านแม่...ฮือ...น้องรอง...นาง...นางจะถอนผมข้าเจ้าค่ะ!”
เพลิงโทสะในใจของหม่าชุ่ยฮวายิ่งลุกโชนเมื่อเห็นสภาพน่าเวทนาของสะใภ้ใหญ่คนโปรด นางชี้หน้าซูหนิงอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้ามันใจดำอำมหิต! วันนี้ข้าจะต้องสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึก!”
พูดจบนางก็เงื้อมือขึ้นสูงหมายจะฟาดลงบนใบหน้าของซูหนิง แต่ซูหนิงกลับไม่หลบ นางเพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นว่า “ท่านแม่จะตบข้าหรือ? ถ้าเช่นนั้นก็ตบให้แรงเถิด ตบให้ข้าบาดเจ็บจนไปทำงานพรุ่งนี้ไม่ไหวไปเลยยิ่งดี ข้าจะได้มีเหตุผลดีๆ ไปบอกสหายทหารที่มาส่งของที่บ้าน หรือไม่ก็เขียนจดหมายไปฟ้องลู่เจิ้งซวินที่หน่วยงาน ว่าข้าถูกแม่สามีทุบตีจนล้มป่วย ไม่สามารถทำแต้มงานช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้”
มือของหม่าชุ่ยฮวาชะงักค้างกลางอากาศ คำขู่ของซูหนิงแทงใจดำนางอย่างจัง หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงของตระกูลลู่จะป่นปี้ แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของลู่เจิ้งซวิน บุตรชายที่นางภาคภูมิใจที่สุดอีกด้วย
“เจ้า...เจ้าขู่ข้างั้นรึ!” หม่าชุ่ยฮวากัดฟันกรอด ลดมือลงอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าหาได้ขู่ไม่ เพียงแค่พูดความจริง” ซูหนิงยิ้มมุมปาก “ในเมื่อข้าแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้บ้านลู่แล้ว ก็ย่อมต้องทำหน้าที่ของตนเอง แต่ก่อนหน้านี้ร่างกายข้าไม่สู้ดีนักจึงไม่ได้ลงนา แต่ตอนนี้ข้าหายดีแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปทำแต้มงานกับทุกคนเอง ท่านแม่จะได้ไม่ต้องครหาว่าข้าเป็นสะใภ้ขี้เกียจอีกต่อไป”
คำประกาศของซูหนิงทำให้ทุกคนตกตะลึงไปตามๆ กัน โดยเฉพาะหม่าชุ่ยฮวาที่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ซูหนิงคนเดิมที่เกลียดการทำงานยิ่งกว่าสิ่งใด บัดนี้กลับขันอาสาจะไปลงนาด้วยตนเอง?
ทว่าเมื่อคิดดูอีกที หม่าชุ่ยฮวาก็แสยะยิ้มออกมา นังเด็กนี่คงคิดว่าการทำงานในนามันง่ายนักกระมัง! ดี! ในเมื่ออยากลำบากนัก นางก็จะสนองให้!
“ดี! ในเมื่อเจ้าพูดเองนะ!” หม่าชุ่ยฮวาเชิดหน้าขึ้น “พรุ่งนี้เจ้าต้องไปลงนาพร้อมทุกคน ห้ามอิดออดแม้แต่คำเดียว! หากสิ้นวันเจ้าทำแต้มงานได้ไม่ถึงห้าแต้มล่ะก็...มื้อเย็นก็ไม่ต้องกิน!”
นางจงใจตั้งเป้าหมายที่สูงเกินจริงสำหรับคนที่ไม่เคยทำงานหนักมาก่อนอย่างซูหนิง หวังจะใช้วิธีนี้ดัดสันดานสะใภ้รองให้สิ้นฤทธิ์
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอรุโณทัยยังไม่ทันจับขอบฟ้า ซูหนิงก็ถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปทำงานในนา นางสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่พอจะหาได้ เดินตามหลังคนอื่นๆ ในครอบครัวไปยังทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน
ภาพทุ่งนาสีเขียวขจีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาอาจดูงดงามในสายตาของคนเมือง แต่สำหรับซูหนิงในตอนนี้ มันคือขุมนรกดีๆ นี่เอง อากาศร้อนอบอ้าว ดวงอาทิตย์แผดเผาอย่างไร้ความปรานี โคลนเลนเหนียวหนืดดูดเท้าของนางจนแทบก้าวไม่ออก
งานของวันนี้คือการดำนา ทุกคนก้มหน้าก้มตาปักต้นกล้าลงในผืนนาอย่างขะมักเขม้น มีเพียงซูหนิงที่ทำอะไรไม่ถูก นางพยายามเลียนแบบท่าทางของคนอื่น แต่กลับทำได้อย่างเชื่องช้าและเงอะงะ หลังที่ต้องก้มโค้งตลอดเวลาปวดร้าวไปหมด หยาดเหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม
เวลาผ่านไปเนิ่นนานราวกับชั่วนิรันดร์ ซูหนิงรู้สึกราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น นางเงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ที่ลอยอยู่กลางศีรษะ พลางคำนวณในใจ...ผ่านมาครึ่งวันแล้ว แต่นางปักดำนาไปได้เพียงหย่อมเล็กๆ เท่านั้น อย่างมากคงได้แค่สองแต้มงาน!
นี่มันไม่ใช่ทางรอด! ต่อให้ทำจนหลังหัก ก็ยังไม่พอเลี้ยงปากท้องตัวเองด้วยซ้ำ!
ขณะที่นางกำลังท้อแท้สิ้นหวัง เสียงหวานใสแต่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่างก็ดังขึ้นข้างๆ
“พี่สะใภ้รอง เหนื่อยหรือไม่เจ้าคะ? ดื่มน้ำก่อนเถิด”
ไป๋เยว่เหลียนนั่นเอง นางยื่นกระบอกน้ำมาให้ซูหนิงด้วยรอยยิ้มที่ดูราวกับนางฟ้าผู้เมตตา ท่ามกลางสายตาชื่นชมของชาวบ้านคนอื่นๆ ที่พักเหนื่อยอยู่ใกล้ๆ
“ดูสิ คุณหนูไป๋ช่างจิตใจดีงามจริงๆ”
“ใช่ๆ ขนาดพี่สะใภ้รองร้ายกาจกับนางถึงเพียงนั้น นางยังอุตส่าห์มีน้ำใจให้”
ซูหนิงเหลือบมองใบหน้าเสแสร้งของไป๋เยว่เหลียนแล้วแค่นเสียงในลำคอ นางรับกระบอกน้ำมา แต่ไม่ได้ดื่ม กลับพูดด้วยน้ำเสียงดังพอให้ทุกคนได้ยินว่า “ขอบใจในความหวังดีของเจ้า แต่มิต้องลำบากหรอก ข้าไม่อยากถูกกล่าวหาว่าแย่งของของยุวชนความรู้อีก”
คำพูดของนางทำเอาใบหน้าของไป๋เยว่เหลียนเจื่อนลงทันที นางกำลังจะเอ่ยแก้ตัว แต่ซูหนิงไม่เปิดโอกาสให้
“อีกอย่าง...หากเจ้าห่วงใยข้าจริง ตอนที่ข้าถูกพี่สะใภ้ใหญ่ใส่ร้ายว่าขโมยของ ทำไมเจ้าถึงเอาแต่ยืนมองดูละครเงียบๆ เล่า หรือว่าการแสดงความห่วงใยต่อหน้าคนเยอะๆ มันสำคัญกว่าการช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ให้ข้า?”
ไป๋เยว่เหลียนหน้าซีดเผือด อ้ำๆ อึ้งๆ พูดไม่ออก ชาวบ้านที่เมื่อครู่ยังชื่นชมนางอยู่ บัดนี้กลับเริ่มมองนางด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
ซูหนิงไม่สนใจนางอีกต่อไป ในสมองของนางมีแผนการใหม่ปรากฏขึ้นมาแล้ว...ในเมื่อสู้ด้วยแรงกายไม่ได้ ก็ต้องสู้ด้วยสมอง!
นางแสร้งทำเป็นก้มหน้าทำงานต่อไปอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ...ถึงเวลาแสดงละครแล้ว!
“โอ๊ย!”
ซูหนิงร้องออกมาเสียงดัง พร้อมกับทิ้งตัวลงไปในนาโคลนอย่างแรง ดวงตาของนางเหลือกขึ้น ร่างกายกระตุกเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนจะแน่นิ่งไปราวกับคนหมดสติ!
“แย่แล้ว! ซูหนิงเป็นลม!”
“เร็วเข้า! ช่วยกันพานางกลับไปที่บ้านเร็ว!”
ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงต่างรีบวิ่งเข้ามาช่วยพยุงร่างที่ ‘ไร้สติ’ ของซูหนิงขึ้นจากโคลนเลน แล้วแบกนางกลับไปที่บ้านตระกูลลู่อย่างทุลักทุเล
เมื่อกลับมาถึงห้องนอนเล็กๆ ของตนเองและถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง ซูหนิงก็ลืมตาขึ้นทันที บนใบหน้าปราศจากร่องรอยของคนป่วย มีเพียงความเหนื่อยล้าอย่างสุดขีดเท่านั้น
นางยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดระบมไปทั่วร่างเป็นของจริง ไม่ใช่การเสแสร้ง พลันความคิดหนึ่งก็วาบเข้ามาในหัว...มิติ!
ซูหนิงหลับตาลง 집중สมาธิไปที่มิติลับส่วนตัวของนาง ทันใดนั้น สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไป จากห้องนอนแคบๆ มืดๆ กลายเป็นโกดังสินค้าขนาดมหึมาที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยของจากยุคปัจจุบัน
นางไม่รอช้า ตรงไปยังชั้นวางเครื่องดื่ม เปิดขวดน้ำแร่เย็นเฉียบแล้วดื่มรวดเดียวจนหมดขวด ความเย็นสดชื่นแล่นปราดไปทั่วร่าง จากนั้นนางก็หยิบช็อกโกแลตแท่งให้พลังงานสูงออกมาแกะกินอย่างรวดเร็ว
น้ำตาลและคาเฟอีนจากโลกสมัยใหม่เริ่มออกฤทธิ์ ความอ่อนเพลียที่เกาะกุมร่างกายนางอยู่ค่อยๆ จางหายไป เรี่ยวแรงเริ่มกลับคืนมาอีกครั้ง
ซูหนิงทอดถอนใจ การทำงานในนามันสาหัสเกินไปจริงๆ การแกล้งป่วยอาจใช้ได้แค่ครั้งสองครั้ง แต่มันไม่ใช่แผนระยะยาว นางไม่สามารถพึ่งพาระบบแต้มงานที่ได้ไม่คุ้มเสียนี้ได้อีกต่อไป
นางต้องหาเงิน! ต้องหาเงินสดมาไว้ในมือให้ได้มากที่สุด!
และในยุคสมัยที่การค้าขายเสรีเป็นสิ่งผิดกฎหมายเช่นนี้ หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนของในมิติให้กลายเป็นเงินได้อย่างรวดเร็ว...ก็คือตลาดมืด
ดวงตาของซูหนิงทอประกายแห่งความมุ่งมั่นขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางมองทะลุผนังห้องออกไปในทิศทางของตัวอำเภอ...อำเภอชิงอวิ๋น...ที่นั่นต้องมีตลาดมืดอยู่แน่
แต่ปัญหาคือ จะไปที่นั่นได้อย่างไรโดยไม่ให้เป็นที่สงสัย? ลู่เจิ้งซวินก็ไม่อยู่ การเดินทางเข้าอำเภอไม่ใช่เรื่องง่าย
ความคิดของนางแล่นปราดอย่างรวดเร็ว การแสร้งป่วยในวันนี้...บางทีอาจไม่ใช่แค่การหลบเลี่ยงงาน แต่ยังสามารถใช้เป็นข้ออ้างชั้นดีในการเดินทางได้อีกด้วย!
มุมปากของซูหนิงยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ในเมื่อนาง ‘ป่วยหนัก’ จนถึงขั้นเป็นลมกลางทุ่งนา การขอไปหาหมอที่สถานีอนามัยในอำเภอ...ก็ดูจะเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง