การเผชิญหน้ากับดอกบัวขาว
เสียงหวานใสราวระฆังแก้วที่ดังมาจากนอกรั้วบ้าน ทำให้ทุกคนที่กำลังจ้องเขม็งไปยังชามเนื้อหมูตุ๋นซีอิ๊วต้องชะงักงันโดยพร้อมเพรียง ลู่เจิ้งซวินขมวดคิ้วมุ่นในทันที ขณะที่หม่าชุ่ยฮวาและหวังซี่เอ๋อร์กลับมีประกายความยินดีวาบขึ้นในแววตา
“พี่เจิ้งซวิน...ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?”
เจ้าของเสียงก้าวเข้ามาในลานบ้านตระกูลลู่ด้วยท่วงท่าอ่อนช้อยงดงาม ไป๋เยว่เหลียนในวันนี้สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีฟ้าอ่อนที่ดูสะอาดสะอ้าน ขับเน้นให้ผิวพรรณของนางที่ vốn ขาวผ่องอยู่แล้วยิ่งดูสว่างกระจ่างใสดุจหยกเนื้อดี ผมเปียยาวสลวยสองข้างประดับด้วยโบสีชมพูอ่อน แลดูบอบบางน่าทะนุถนอมราวกับดอกไม้แรกแย้มที่ต้องลม
นางก้าวเข้ามาด้วยรอยยิ้มละไม ส่งสายตาหวานเชื่อมไปยังลู่เจิ้งซวินราวกับว่าในสายตาของนางไม่มีผู้ใดอื่นอีก ทว่าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นชามเนื้อหมูตุ๋นบนโต๊ะอาหาร รอยยิ้มของนางก็เจือไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
“โอ้...วันนี้บ้านพี่เจิ้งซวินมีของดีกินด้วยหรือเจ้าคะ หอมมาแต่ไกลเชียว” นางเอ่ยพลางยกมือขึ้นปิดปากด้วยท่าทางน่าเอ็นดู “ข้าเพียงแค่เดินผ่านมา เห็นว่าไฟที่บ้านยังเปิดอยู่ จึงแวะมาทักทายเสียหน่อย ไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวนเวลาอาหารค่ำนะเจ้าคะ”
คำพูดของนางแม้จะฟังดูถ่อมตน แต่สายตากลับจับจ้องอยู่ที่ชามเนื้อไม่วางตา
หม่าชุ่ยฮวาซึ่งกำลังอารมณ์บูดบึ้งได้ที่ พอเห็นไป๋เยว่เหลียนก็พลันเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มราวกับได้พบสมบัติล้ำค่า รีบลุกขึ้นเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้น “โอ๊ย เยว่เหลียน มาแล้วรึลูก มาๆ นั่งก่อนสิ จะรบกวนอะไรกัน แค่เนื้อตุ๋นธรรมดาเท่านั้นแหละ”
หวังซี่เอ๋อร์เองก็รีบผสมโรง กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยน “ใช่แล้วน้องเยว่เหลียน มานั่งด้วยกันสิ นานๆ ทีบ้านเราจะได้กินของดีแบบนี้”
ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่าไป๋เยว่เหลียนเป็นใคร และหวังใช้การปรากฏตัวของนางกดข่มซูหนิงให้ได้ หญิงสาวที่สง่างาม มีการศึกษา และเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มทั้งหมู่บ้าน ย่อมเหนือกว่าสะใภ้ขี้เกียจสันหลังยาวอย่างซูหนิงลิบลับ
ทว่าซูหนิงเพียงแค่เหลือบมองไป๋เยว่เหลียนด้วยหางตาแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวในชามของตนต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อนราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงอากาศธาตุ นางไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาทักทายหรือแสดงท่าทีใดๆ ทั้งสิ้น
ลู่เจิ้งซวินยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม มือข้างหนึ่งถือชามเนื้อที่กำลังจะนำไปให้บิดา สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเย็นชา แต่แฝงไว้ด้วยความห่างเหินชัดเจนเมื่อมองไปยังผู้มาเยือน “มีธุระอันใดหรือไม่ หากไม่มี ข้าต้องกินข้าวแล้ว”
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและไร้เยื่อใยของเขาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เยว่เหลียนแข็งค้างไปชั่วขณะ นางเม้มริมฝีปากน้อยๆ ดวงตากลมโตฉายแววรวดร้าวเจ็บปวด ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเข้าอกเข้าใจในพริบตา
“ข้า...ข้าไม่มีธุระอันใดหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่เป็นห่วง...ได้ยินว่าพี่เจิ้งซวินเพิ่งกลับจากการเดินทางไกล คงจะเหนื่อยมาก” นางพูดพลางเหลือบมองซูหนิงอย่างมีความหมาย “ภรรยาที่ดี...ควรจะดูแลสามีให้ดีกว่านี้”
ประโยคนี้พุ่งเป้าไปที่ซูหนิงโดยตรง ทว่าซูหนิงกลับทำเพียงแค่เคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ไม่ได้ตอบโต้อะไร
สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อสายตาของทุกคนจับจ้องมาที่ซูหนิง หวังจะเห็นนางระเบิดอารมณ์ออกมาเหมือนเช่นเคย แต่ผิดคาด นางยังคงสงบนิ่ง
ทันใดนั้น ไป๋เยว่เหลียนก็เหลือบไปเห็นเงินจำนวนหนึ่งในมือของลู่เจิ้งซวินที่เขายังไม่ได้เก็บหลังจากยื่นให้ซูหนิงไปส่วนหนึ่งแล้ว ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำเป็นตกใจแล้วรีบเบือนหน้าหนี แต่ก็ช้าเกินไป
“พี่เจิ้งซวิน...ท่าน...ท่านให้เงินพี่สะใภ้หรือเจ้าคะ” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือราวกับเห็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างที่สุด “พี่สะใภ้...เหตุใดท่านจึงต้องเอาเงินจากพี่เจิ้งซวินด้วยเล่าเจ้าคะ เขาทำงานหาเงินมาเหนื่อยยาก...ในฐานะภรรยา ท่านน่าจะช่วยเขาประหยัดไม่ใช่หรือ”
คำพูดนี้ร้ายกาจนัก! มันเท่ากับเป็นการประณามซูหนิงว่าเป็นผู้หญิงหน้าเงินที่ขูดรีดสามีตัวเองต่อหน้าทุกคน
หม่าชุ่ยฮวาได้ทีรีบตบโต๊ะดังปัง! “ใช่แล้ว! ดูเอาเถิดเจิ้งซวิน ดูเมียของเจ้าสิ! ขนาดเยว่เหลียนยังรู้ความ แต่เจ้ากลับตามใจนางจนเคยตัว ทำอาหารให้พ่อแม่กินแค่นี้ยังต้องคิดเงิน! ช่างเป็นภรรยาที่อกตัญญูและหน้าเลือดสิ้นดี!”
ลู่เจิ้งซวินกำหมัดแน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมกริบจ้องมองซูหนิงอย่างต้องการคำอธิบาย เขายอมจ่ายเงินเพื่อตัดปัญหา แต่การถูกคนนอกอย่างไป๋เยว่เหลียนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องในครอบครัวทำให้เขารู้สึกขุ่นมัวอย่างบอกไม่ถูก
ในที่สุด ซูหนิงก็วางตะเกียบลง นางไม่ได้ลุกขึ้นโวยวายหรือกรีดร้องอย่างที่ทุกคนคาดหวัง ตรงกันข้าม นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตากับไป๋เยว่เหลียนด้วยรอยยิ้มเย็นเยียบ
“สหายยวุชนไป๋” นางเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยอำนาจกดดัน “เรื่องระหว่างสามีภรรยาของเรา...มันเกี่ยวข้องอะไรกับท่านด้วยหรือ?”
ไป๋เยว่เหลียนชะงักไป คำพูดของซูหนิงแทงใจดำอย่างจัง นางอึกอักไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบปรับสีหน้าเป็นห่วงใย “ข้า...ข้าเพียงแค่รู้สึกสงสารพี่เจิ้งซวิน เขาทำงานหนักเพื่อครอบครัว...”
“สงสาร?” ซูหนิงหัวเราะในลำคอ “สามีข้าให้เงินข้าผู้เป็นภรรยา มันเป็นเรื่องปกติธรรมดา แล้วท่านในฐานะ ‘คนนอก’ มาสงสารเขาด้วยเหตุผลอันใดกัน? หรือว่าท่านคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ในตัวสามีของข้ามากกว่าข้าผู้เป็นภรรยาที่แต่งงานจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย?”
ทุกถ้อยคำของซูหนิงเฉียบคมราวกับมีดที่กรีดลงบนหน้ากากจอมปลอมของไป๋เยว่เหลียน เสียงของนางดังฟังชัด ทำให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินกันถ้วนหน้า
“เงินเดือนของสามีข้า เขายินยอมมอบให้ข้าเป็นผู้จัดการ มันคือสิทธิ์อันชอบธรรมของข้าในฐานะภรรยา” ซูหนิงยืดตัวตรง ดวงตาฉายแววเย่อหยิ่ง “แต่ท่าน...เป็นแค่ยุวชนความรู้ที่มาอาศัยในหมู่บ้านเรา ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีสถานะใดๆ ในครอบครัวตระกูลลู่ เหตุใดจึงกล้ามาสอดรู้สอดเห็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ระหว่างผัวเมียเราด้วยเล่า?”
ใบหน้าของไป๋เยว่เหลียนซีดเผือดลงทันที นางไม่เคยถูกใครย้อนกลับด้วยตรรกะที่รัดกุมเช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะจากซูหนิงที่เคยแต่ใช้กำลังและคำด่าทอโง่ๆ
“ข้า...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น...”
“ไม่ได้หมายความเช่นนั้น แล้วหมายความว่าอย่างไร?” ซูหนิงรุกไล่ไม่ปล่อยให้มีช่องว่าง “หมายความว่าท่านอยากจะมาเป็นผู้จัดการเงินให้สามีข้าแทนข้าอย่างนั้นรึ? หรืออยากจะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าท่านห่วงใยสามีของคนอื่นยิ่งกว่าภรรยาของเขาเสียอีก? สหายยวุชนไป๋ การกระทำเช่นนี้ไม่เรียกว่ามีน้ำใจ แต่เรียกว่า ‘ไร้ยางอาย’ ท่านเข้าใจหรือไม่?”
คำว่า “ไร้ยางอาย” ดังชัดถ้อยชัดคำราวกับเสียงตบหน้าฉาดใหญ่!
ใบหน้าขาวนวลของไป๋เยว่เหลียนพลันแดงก่ำขึ้นมาทันทีด้วยความอับอายและโกรธแค้น น้ำตาเริ่มคลอหน่วยในดวงตากลมโตของนาง ดูน่าสงสารจับใจ นางหันไปมองลู่เจิ้งซวินเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงสายตาที่เย็นชาและเฉยเมยของเขา
ลู่เจิ้งซวินรู้สึกประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของซูหนิงอย่างยิ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนางใช้เหตุผลและคำพูดที่เฉียบแหลมโต้กลับแทนการอาละวาด แม้ว่าท่าทีของนางจะดูเหมือนทำไปเพื่อปกป้อง ‘สิทธิ์’ ในการได้เงินของตัวเอง แต่การประกาศตนเป็น ‘ภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย’ และขับไล่ ‘คนนอก’ ที่เข้ามายุ่งเกี่ยว กลับทำให้หัวใจของเขารู้สึกกระเพื่อมไหวอย่างน่าประหลาด
“ข้า...ข้า...” ไป๋เยว่เหลียนพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป นางถูกซูหนิงต้อนจนมุมด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค ความอัปยศอดสูถาโถมเข้าใส่จนนางไม่อาจทนยืนอยู่ตรงนั้นได้อีก
นางหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ยกมือขึ้นปิดหน้าแล้ววิ่งร้องไห้ออกจากบ้านตระกูลลู่ไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความตกตะลึงของทุกคน
หม่าชุ่ยฮวาอ้าปากค้าง ไม่คิดว่าคนที่นางหมายมั่นจะใช้เป็นเครื่องมือจะพ่ายแพ้ย่อยยับและวิ่งหนีไปอย่างน่าสมเพชเช่นนี้
ซูหนิงแค่นเสียงหยันในใจ นางรู้ดีว่าดอกบัวขาวอย่างไป๋เยว่เหลียนนั้นเก่งกาจในการสร้างภาพลักษณ์น่าสงสารเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่เมื่อเจอกับการฉะฉานซึ่งๆ หน้าด้วยเหตุผล ก็จะไปไม่เป็นเช่นนี้เอง
นางหันกลับมายังโต๊ะอาหาร มองไปยังหม่าชุ่ยฮวาและหวังซี่เอ๋อร์ที่ยังคงนั่งหน้าซีดเผือดด้วยสายตาเย็นชา “ทีนี้ จะมีใครอยากแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องในครอบครัวของเราอีกหรือไม่?”
ไม่มีใครกล้าสบตานางแม้แต่คนเดียว
ลู่เจิ้งซวินมองภรรยาของตนด้วยสายตาที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ก่อนจะเดินนำชามเนื้อไปส่งให้บิดาในห้องโดยไม่กล่าวอะไรอีก บรรยากาศบนโต๊ะอาหารคืนสู่ความเงียบสงบ แต่เป็นความสงบที่เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่พร้อมจะปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ
หลังอาหารค่ำผ่านพ้นไปอย่างกระอักกระอ่วน ซูหนิงกลับเข้าห้องของตนและปิดประตูลงกลอนทันที นางไม่สนใจว่าคนอื่นๆ จะคิดอย่างไรกับนางอีกต่อไป
ค่ำคืนนี้ แม้นางจะขับไล่ไป๋เยว่เหลียนไปได้สำเร็จ แต่นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ไป๋เยว่เหลียนเก็บงำความแค้นนี้ไว้ในใจอย่างแน่นอน และจะหาทางกลับมาเล่นงานนางอีกในไม่ช้า
ซูหนิงถอนหายใจยาว นางเดินไปที่มุมห้องซึ่งเป็นจุดอับสายตาจากหน้าต่าง ก่อนจะหลับตาลงและเพ่งสมาธิในใจ ‘เข้ามิติ’
พริบตาเดียว ทิวทัศน์รอบกายก็เปลี่ยนเป็นโกดังสินค้าขนาดมหึมาที่เรียงรายไปด้วยชั้นวางสูงจรดเพดาน กลิ่นอายของยุคปัจจุบันโอบล้อมรอบตัว ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายลงอย่างน่าประหลาด
นางเดินตรงไปยังโซนเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ในยุค 70 นี้ แม้แต่สบู่ก็ยังเป็นของหายาก การดูแลผิวพรรณจึงเป็นเรื่องไกลตัวของผู้คนส่วนใหญ่ ร่างเดิมของซูหนิงนั้นทั้งดำและหยาบกร้านจากการทำงานหนักและไม่เคยใส่ใจดูแลตัวเอง
ซูหนิงหยิบสบู่สมุนไพรกลิ่นหอมอ่อนๆ และครีมบำรุงผิวสูตรเข้มข้นที่บรรจุในกระปุกธรรมดาซึ่งนางเตรียมไว้ล่วงหน้าออกมา ก่อนจะนำน้ำอุ่นจากกระติกน้ำร้อนในมิติเทใส่กะละมังเล็กๆ การได้ชำระล้างร่างกายและบำรุงผิวพรรณด้วยของดีจากยุคของตนเอง ถือเป็นการให้รางวัลชีวิตเล็กๆ น้อยๆ หลังจากการต่อสู้ที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน
ขณะที่นางกำลังลูบไล้ครีมบำรุงลงบนผิวแขน นางก็อดคิดไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงภายนอกอาจยังไม่เพียงพอ แต่การเริ่มต้นดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้น ย่อมเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย นางจึงออกจากมิติกลับสู่ห้องนอนที่คับแคบและอับทึบอีกครั้ง ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเผชิญหน้ากับเหล่าตัวปัญหายังคงอยู่ แต่ลึกลงไปในใจกลับมีความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งขึ้น
นางเหลือบมองไปยังประตูห้อง...ลู่เจิ้งซวินยังไม่กลับเข้ามา บางทีเขาอาจจะยังคงสับสนกับการกระทำของนางในวันนี้ แต่ซูหนิงไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว...ไม่ว่าเขาจะหย่าหรือไม่หย่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสร้างฐานะของตัวเองให้มั่นคงโดยเร็วที่สุด
ความคิดนั้นวนเวียนอยู่ในหัว ก่อนที่เปลือกตาของนางจะค่อยๆ ปิดลงสู่ห้วงนิทรา ทว่า...ในความมืดมิดนั้น นางกลับไม่รู้เลยว่า ที่อีกฟากหนึ่งของประตู ลู่เจิ้งซวินกำลังยืนนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้นเงาของเขาที่ทอดทับอยู่บนบานประตู ทำให้ดูราวกับผู้พิทักษ์ที่กำลังเฝ้ามองอย่างเงียบงัน และในใจของเขาก็เต็มไปด้วยคำถามมากมายเกี่ยวกับภรรยาที่แปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนผู้นี้...