กลิ่นเนื้อหอมฟุ้งบ้านลู่

ภายหลังจากคำประกาศิตที่สั่นสะเทือนความสัมพันธ์ของลู่เจิ้งซวินและซูหนิง บรรยากาศระหว่างการเดินทางกลับหมู่บ้านซวงเหอก็ตกอยู่ในความเงียบงันจนน่าอึดอัด ลู่เจิ้งซวินก้าวเดินนำหน้าด้วยฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง แผ่นหลังกว้างใหญ่ของเขายังคงดูเย็นชาและห่างเหินเช่นเคย แต่ซูหนิงกลับรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว

นางเดินตามหลังอย่างเงียบเชียบ กอดห่อเนื้อหมูในอ้อมแขนราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต ความคิดในหัวของนางกำลังตีกันวุ่นวาย ชายผู้เคยประกาศจะหย่ากับนางเมื่อไม่กี่วันก่อน บัดนี้กลับมอบอำนาจทางการเงินที่สำคัญที่สุดให้แก่นาง นี่มันเรื่องตลกร้ายอันใดกัน?

เมื่อทั้งสองก้าวเข้าสู่เขตบ้านตระกูลลู่ แสงตะวันยามเย็นที่ลอดผ่านทิวไม้สาดส่องลงมาเป็นลำ ทำให้เงาของทั้งคู่ทอดยาวอยู่บนพื้นดิน ซูหนิงไม่เสียเวลาแม้แต่น้อย นางมุ่งตรงไปยังห้องครัวที่ทั้งเก่าและคับแคบในทันที ไม่แม้แต่จะชายตามองใครก็ตามที่อาจนั่งอยู่ในห้องโถงหลัก

ภายในครัวที่มืดสลัวและอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้น ซูหนิงวางห่อเนื้อหมูลงบนเขียงไม้อย่างระมัดระวัง นางมองไปรอบๆ ครัวที่แทบจะไม่มีวัตถุดิบใดๆ หลงเหลืออยู่ ก่อนจะแค่นเสียงหยันในลำคอ ครอบครัวนี้ช่างขูดรีดสะใภ้รองเช่นนางเสียจริง

นางแสร้งทำเป็นก้มลงจัดระเบียบฟืนที่กระจัดกระจายอยู่มุมห้อง แต่แท้จริงแล้วฉวยโอกาสที่ไร้ผู้คนลอบหยิบขวดเครื่องปรุงชั้นเลิศและเครื่องเทศหอมกรุ่นที่ถูกบรรจุในขวดดินเผาแบบเก่าออกมาจากมิติลับของนางอย่างรวดเร็ว ทั้งซีอิ๊วขาวคุณภาพเยี่ยมที่หมักด้วยวิธีโบราณ และผงเครื่องเทศสูตรพิเศษที่ไม่มีทางหาได้ในยุคนี้ถูกนางเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว นี่คือเคล็ดลับที่จะทำให้อาหารมื้อนี้สะท้านสะเทือนไปทั้งบ้านตระกูลลู่

มือของนางพลิ้วไหวราวกับผีเสื้อ คมมีดหั่นเนื้อหมูสามชั้นออกเป็นชิ้นพอดีคำอย่างชำนาญ เสียงเนื้อกระทบกับกระทะเหล็กร้อนฉ่าดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมของน้ำมันหมูที่ถูกเจียวจนใส นางโยนขิงและต้นหอมลงไปผัดจนส่งกลิ่นหอม ก่อนจะตามด้วยเนื้อหมูสามชั้นที่เตรียมไว้ ผัดรวนจนผิวข้างนอกเริ่มตึงและเป็นสีเหลืองทอง

จากนั้นนางจึงเทซีอิ๊วขาวชั้นดีจากมิติลงไป เสียงฉ่าดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ลอยฟุ้งออกมาปะทะจมูก ซูหนิงเติมน้ำและเครื่องเทศลับลงไป ปิดฝาแล้วลดไฟลง ปล่อยให้เนื้อหมูเคี่ยวอยู่ในน้ำซอสสีเข้มขลุกขลิกอย่างช้าๆ

ไม่นานนัก...กลิ่นหอมที่ไม่เคยปรากฏในบ้านตระกูลลู่มาก่อนก็เริ่มลอยอบอวลไปทั่วทุกอณู มันเป็นกลิ่นหอมหวานของเนื้อหมูที่ผสมผสานกับกลิ่นเครื่องเทศอย่างลงตัว เข้มข้นและยั่วยวนจนทำให้ผู้ที่ได้กลิ่นต้องกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

“กลิ่นอะไร! หอมอะไรเช่นนี้?” เสียงแหลมของหม่าชุ่ยฮวาดังขึ้นเป็นคนแรก นางเดินตามกลิ่นออกมาจากห้องนอนด้วยสีหน้าตะกละตะกลาม จมูกของนางขยับฟุดฟิดราวกับสุนัขที่ได้กลิ่นเนื้อ

หวังซี่เอ๋อร์ พี่สะใภ้ใหญ่ก็ตามออกมาติดๆ ดวงตาของนางเบิกกว้างเมื่อเห็นซูหนิงกำลังยืนคุมหม้ออยู่หน้าเตาไฟ “สวรรค์! สะใภ้รอง เจ้าแอบไปซื้อเนื้อมาตั้งแต่เมื่อใด เหตุใดไม่บอกกล่าวกันบ้าง!”

หม่าชุ่ยฮวาไม่รอฟังคำตอบ นางปรี่เข้าไปที่หน้าเตา พยายามจะเปิดฝาหม้อเพื่อดูให้เห็นกับตา “ไหนดูซิ! มีของดีแล้วก็รู้จักเอามาแบ่งปันกันบ้างสิ!” มือเหี่ยวย่นของนางเอื้อมไปหมายจะหยิบจับทัพพี

“หยุดนะ!” เสียงเย็นเยียบของซูหนิงดังขึ้นขัดจังหวะ

ทว่าหวังซี่เอ๋อร์ที่ไวกว่า กลับใช้จังหวะที่ซูหนิงหันไปพูดกับแม่สามี เอื้อมมือหมายจะหยิบเนื้อในหม้อขึ้นมาชิมสักชิ้น

เคร้ง!

เสียงโลหะกระทบกันดังลั่น มีดทำครัวที่ยังเปื้อนไขมันหมูถูกซูหนิงปักลงบนเขียงไม้ตรงหน้าหวังซี่เอ๋อร์อย่างแรง เฉียดปลายนิ้วของนางไปเพียงเส้นยาแดงเดียว หวังซี่เอ๋อร์ตกใจจนหน้าซีดเผือด ร้องเสียงหลงแล้วรีบชักมือกลับแทบไม่ทัน

“ข้าบอกให้หยุด!” ซูหนิงตวัดสายตาคมกริบมองคนทั้งสอง แววตาของนางเย็นชาและดุดันราวกับพญามาร “วางมือสกปรกของพวกท่านลงเดี๋ยวนี้!”

บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที หม่าชุ่ยฮวาชะงักงัน จ้องมองซูหนิงด้วยความไม่เชื่อสายตา “เจ้า...เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ? ข้าเป็นแม่สามีของเจ้านะ!”

“แล้วอย่างไร?” ซูหนิงแค่นเสียงหัวเราะหยัน “เนื้อหมูในหม้อนี้ ข้าใช้เงินส่วนตัวของข้าซื้อมา ตั๋วเนื้อก็เป็นของข้า ทุกอย่างเป็นของข้า ไม่ใช่ของตระกูลลู่!”

นางกวาดสายตามองคนทั้งสองอย่างเย็นชา ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำ “ของของข้า ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้อง หากอยากกิน...ก็ต้องจ่ายเงิน!”

“อะไรนะ! ให้ข้าจ่ายเงินกินข้าวในบ้านตัวเองรึ! เจ้ามันลูกสะใภ้อกตัญญู!” หม่าชุ่ยฮวาโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้าด่าซูหนิงไม่หยุดปาก

“ใช่! จ่ายเงินมา” ซูหนิงยังคงยืนกรานคำเดิมอย่างไม่เกรงกลัว “หากไม่จ่าย ก็เชิญพวกท่านกลับไปกินข้าวต้มผสมรำข้าวในยุ้งฉางตามเดิมเถิด”

ความวุ่นวายและเสียงเอะอะโวยวายดังไปถึงห้องโถง ลู่เจิ้งซวินที่กำลังนั่งคุยกับบิดาขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะลุกขึ้นเดินตรงไปยังห้องครัวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

ภาพที่เขาเห็นคือภรรยาของตนกำลังยืนคุมเชิงด้วยมีดทำครัว ขณะที่มารดาและพี่สะใภ้กำลังยืนถลึงตาใส่ด้วยความโกรธเกรี้ยว กลิ่นเนื้อหอมฟุ้งที่ลอยออกมาจากหม้อทำให้เขารู้ต้นสายปลายเหตุได้ในทันที

เขาไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่มองลึกเข้าไปในดวงตาของซูหนิงที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ก่อนที่เขาจะทำในสิ่งที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง

ชายหนุ่มล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ควักเงินจำนวนหนึ่งออกมาแล้วยื่นส่งให้ซูหนิงต่อหน้ามารดาและพี่สะใภ้

“นี่...ค่าอาหารสำหรับท่านพ่อและท่านแม่” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ แต่กลับหนักแน่นดุจขุนเขา

ซูหนิงเหลือบมองเงินในมือของเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปรับมันมาอย่างหน้าตาเฉย ไม่ได้แสดงท่าทีดีใจหรือขอบคุณแม้แต่น้อย นางเก็บเงินเข้ากระเป๋าของตนเองราวกับเป็นเรื่องปกติสามัญที่สุด

การกระทำของคนทั้งสองเปรียบเสมือนการตบหน้าหม่าชุ่ยฮวาและหวังซี่เอ๋อร์ฉาดใหญ่ หญิงสูงวัยอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก ได้แต่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและอัปยศอดสู

ซูหนิงไม่สนใจท่าทีของใครทั้งสิ้น นางหันกลับไปตักเนื้อหมูตุ๋นซีอิ๊วที่เปื่อยนุ่มและส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายใส่ชามสองใบ ก่อนจะยื่นให้ลู่เจิ้งซวิน “เอาไปให้ท่านพ่อกับท่านแม่เถิด ส่วนของพวกท่าน...รอไปก่อน”

คำพูดของนางชัดเจน...จ่ายเงินแล้วก็ได้กิน ไม่จ่ายก็อดไป

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารของบ้านตระกูลลู่ในค่ำคืนนี้จึงแปลกประหลาดอย่างถึงที่สุด สองผู้อาวุโสได้กินเนื้อหมูหอมกรุ่น ขณะที่คนอื่นๆ ได้แต่มองตาปริบๆ และกลืนน้ำลายลงคอ ทว่า...ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะได้ลิ้มรสชาติเนื้อชิ้นที่สอง เสียงหวานใสราวระฆังแก้วก็ดังมาจากนอกรั้วบ้าน ทำให้ทุกคนต้องชะงักไปพร้อมกัน

“พี่เจิ้งซวิน...ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?”