อาหารมื้อแรกที่ซื้อด้วยตัวเอง
คำถามที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์เสียดแทงเข้ามาในโสตประสาท ซูหนิงเงยหน้าขึ้นสบตากับลู่เจิ้งซวินที่ยืนตระหง่านขวางทางอยู่เบื้องหน้าเงาของเขาทอดทับร่างของนางจนมิดชิด แววตาคมกริบดุจเหยี่ยวของเขาจับจ้องมาที่นางอย่างไม่วางตา ก่อนจะเลื่อนลงไปยังถุงผ้าสองใบที่บัดนี้ว่างเปล่าและแบนราบอยู่ในมือ
"ข้า..." ซูหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับความตื่นตระหนกที่พุ่งขึ้นมาในใจ นางคาดคิดไว้แล้วว่าอาจจะเจอคนรู้จัก แต่ไม่นึกว่าจะเป็นเขา ชายผู้ซึ่งเป็นสามีของนาง
นางยืดตัวตรง สบสายตาคมกริบคู่นั้นอย่างไม่หลบเลี่ยง "ข้ามาที่สหกรณ์ในอำเภอ มีของบางอย่างที่ต้องซื้อ"
"สหกรณ์?" ลู่เจิ้งซวินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายชัดถึงความเคลือบแคลงสงสัย "ของในถุงเล่า?"
"ยังไม่ได้ซื้อ กำลังจะไปนี่อย่างไรเล่า" ซูหนิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด "ท่านเลิกงานแล้วหรือ? มาทำอะไรแถวนี้?"
ลู่เจิ้งซวินไม่ได้ตอบคำถามของนาง เขายังคงจ้องมองนางราวกับจะค้นหาความจริงจากส่วนลึกของดวงตา "ไปด้วยกัน" เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินนำไปทางสหกรณ์ประจำอำเภอโดยไม่รอคำตอบ
ซูหนิงกำมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อแน่น นางรู้ดีว่าเขาไม่เชื่อคำพูดของนาง การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการคุมตัวนักโทษไปพิสูจน์ความจริง แต่นางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเดินตามแผ่นหลังกว้างของเขาไปเงียบๆ ในใจพลางขบคิดหาทางรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้าอย่างรวดเร็ว
บรรยากาศระหว่างทางเต็มไปด้วยความเงียบงันที่น่าอึดอัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของคนทั้งสองที่ดังกระทบพื้นถนนเป็นจังหวะ ลู่เจิ้งซวินก้าวเท้ายาวๆ แต่มิได้เร่งรีบจนเกินไปนัก ส่วนซูหนิงก็เดินตามหลังเขาในระยะห่างที่ไม่ใกล้ไม่ไกล
ไม่นานนัก ทั้งสองก็มาถึงหน้าสหกรณ์ประชาชนชิงอวิ๋น สถานที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจับจ่ายใช้สอยของคนทั้งอำเภอ ด้านในมีผู้คนบางตา ชั้นวางของส่วนใหญ่ค่อนข้างว่างเปล่า มีเพียงสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไม่กี่ชนิดวางเรียงรายอยู่
ซูหนิงเดินผ่านหน้าลู่เจิ้งซวินตรงไปยังเคาน์เตอร์ขายเนื้อซึ่งมีพนักงานหญิงวัยกลางคนหน้าตาบึ้งตึงนั่งเฝ้าอยู่ "สหาย ข้าต้องการเนื้อหมูสามชั้นครึ่งชั่ง"
พนักงานหญิงเหลือบมองนางด้วยหางตา "ตั๋วเนื้อเล่า?"
"นี่" ซูหนิงล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อด้านในอย่างใจเย็น ก่อนจะหยิบตั๋วเนื้อที่ดูเก่าเก็บเล็กน้อยออกมาวางบนเคาน์เตอร์ ความจริงแล้วตั๋วใบนี้ไม่ใช่ของ 'ซูหนิงคนเดิม' แต่นางเตรียมมันไว้ล่วงหน้าแล้วจากในมิติส่วนตัวของนาง โชคดีที่ในโกดังมหัศจรรย์นั้น นอกจากสินค้าอุปโภคบริโภคยุคปัจจุบันแล้ว ยังมีของจิปาถะยุคเก่าเก็บปะปนอยู่บ้าง นางเพียงแค่เลือกใบที่ดูสมจริงที่สุดและพกติดตัวไว้เผื่อกรณีฉุกเฉินเช่นนี้ นับเป็นการใช้ความสามารถของมิติเพื่อสร้างฉากบังหน้าที่สมบูรณ์แบบ
ลู่เจิ้งซวินซึ่งยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกล หรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นตั๋วเนื้อในมือของภรรยา เขาจำได้ดีว่าตั๋วเนื้อของครอบครัวทั้งหมดอยู่กับมารดาของเขา แล้วนางไปเอาตั๋วใบนี้มาจากที่ใด?
พนักงานหญิงรับตั๋วไปตรวจสอบคร่าวๆ ก่อนจะหันไปเฉือนเนื้อหมูสามชั้นติดมันชิ้นงามจากขาหมูที่แขวนอยู่บนตะขอ ชั่งน้ำหนัก แล้วใช้กระดาษฟางห่อส่งให้นาง "หนึ่งหยวนสี่เหมา"
ซูหนิงพยักหน้า นางหยิบเงินที่เตรียมแยกไว้ส่วนหนึ่งออกมาจ่ายอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงเดินไปซื้อเกลือหนึ่งถุง และซีอิ๊วอีกหนึ่งขวดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ดูสมจริงว่านางตั้งใจมาซื้อของจริงๆ
เมื่อได้ของครบแล้ว นางจึงเดินกลับมาหาลู่เจิ้งซวินที่ยังคงยืนรออยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ข้าซื้อของเสร็จแล้ว กลับกันเถอะ"
ทั้งสองเดินออกจากสหกรณ์เคียงข้างกัน คราวนี้ลู่เจิ้งซวินเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นก่อน "เงินกับตั๋วเนื้อนั่น เจ้าเอามาจากไหน?"
น้ำเสียงของเขาไม่ได้เกรี้ยวกราด แต่แฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
ซูหนิงเตรียมคำตอบไว้แล้ว นางชายตามองเขาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือความน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย "เงินเก็บส่วนตัวของข้า"
"เงินเก็บส่วนตัว?"
"ใช่" นางตอบ "เป็นเงินสินสอดส่วนหนึ่งที่แม่ข้าแอบให้ไว้ก่อนแต่งเข้าบ้านท่าน ข้ารู้ดีว่าท่านแม่...เอ่อ...แม่สามีเป็นคนอย่างไร หากข้าไม่ซ่อนมันไว้ ป่านนี้คงไม่เหลือแม้แต่เหมาเดียว ส่วนตั๋วเนื้อนั่นก็ได้มาพร้อมกัน"
นี่คือข้ออ้างที่สมเหตุสมผลที่สุดที่นางคิดได้ การอ้างว่าเป็นเงินส่วนตัวที่ซ่อนไว้ ย่อมดีกว่าการบอกว่าไปหาเงินมาเองซึ่งจะนำไปสู่คำถามอีกร้อยแปดพันเก้า
ลู่เจิ้งซวินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขายังคงจับจ้องใบหน้าด้านข้างของนาง คล้ายกำลังประเมินความน่าเชื่อถือของคำพูดทุกถ้อยคำ ซูหนิงในวันนี้ดูแตกต่างจากคนที่เขาเคยรู้จักโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่ท่าทีที่สงบนิ่งและฉลาดในการตอบโต้ แต่ยังรวมถึงแววตาที่เด็ดเดี่ยวคู่นั้นด้วย
"เหตุใดไม่เคยบอกข้า?" เขาถามต่อ
"บอกท่านแล้วจะได้อะไรขึ้นมา?" ซูหนิงหัวเราะหยันในลำคอ "ท่านเคยสนใจเรื่องในบ้านบ้างหรือ? เคยถามไถ่ข้าสักคำหรือไม่ว่าใช้ชีวิตอยู่อย่างไร? เงินที่ท่านส่งให้ที่บ้านทุกเดือน ข้าเคยได้ใช้แม้แต่เฟินเดียวหรือเปล่าก็ไม่รู้"
ประโยคสุดท้ายของนางเหมือนลูกศรที่พุ่งเข้ากลางใจของลู่เจิ้งซวิน เขานิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เพราะทั้งหมดที่นางพูดคือความจริง เขาทำงานหนักนอกบ้าน ส่งเงินกลับมาให้ครอบครัวทุกเดือนโดยคิดว่าตนเองได้ทำหน้าที่ของสามีและบุตรชายอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่กลับไม่เคยใส่ใจเลยว่าภรรยาของเขาต้องเผชิญกับอะไรบ้างในแต่ละวัน
ความรู้สึกผิดแล่นวาบเข้ามาในใจของเขาเป็นครั้งแรก
ซูหนิงเห็นเขาเงียบไปก็ไม่ได้ซ้ำเติมอีก นางเบนหน้าหนีไปอีกทาง พลางกอดห่อเนื้อหมูไว้แนบอก ราวกับว่ามันคือสมบัติล้ำค่าที่สุดในตอนนี้
ทั้งสองเดินต่อไปในความเงียบ แต่บรรยากาศได้เปลี่ยนไปแล้ว ความเคลือบแคลงสงสัยของลู่เจิ้งซวินยังคงอยู่ แต่บัดนี้มันเจือปนไปด้วยความรู้สึกสับสนและลังเลใจ เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าภรรยาที่เขาตราหน้าว่าขี้เกียจและปากร้ายมาตลอด แท้จริงแล้วเป็นคนเช่นไรกันแน่ การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของนาง ทำให้ทุกอย่างที่เขาเคยเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน
ขณะที่กำลังจะเดินพ้นเขตอำเภอเพื่อมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านซวงเหอ ลู่เจิ้งซวินที่นิ่งเงียบมาตลอดทางก็หยุดเดินกะทันหัน
ซูหนิงชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมองเขาด้วยความประหลาดใจ
ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาของนาง แววตาของเขาซับซ้อนยากจะคาดเดา ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มลึกจะเอ่ยประโยคที่ทำให้นางต้องตกตะลึงออกมา
"ในเมื่อตอนนี้เจ้ามีเงินส่วนตัวแล้ว...เงินยี่สิบหยวนที่ข้าส่งให้ที่บ้านทุกเดือน...นับตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป ข้าจะให้เจ้าเป็นคนเก็บ"