ตลาดมืดตรอกโรงอิฐร้าง

เสียงเครื่องยนต์ของรถบรรทุกเจี่ยฟางดังสม่ำเสมอ ทว่ากลับไม่อาจกลบความเงียบอันน่าอึดอัดที่แผ่ขยายอยู่ภายในห้องโดยสารได้ ซูหนิงนั่งตัวตรงแน่ว กอดถุงผ้าสองใบไว้แน่นประหนึ่งสมบัติล้ำค่า สายตาจับจ้องไปยังเส้นทางเบื้องหน้า ไม่แม้แต่จะชายตามองบุรุษข้างกาย

ลู่เจิ้งซวินเองก็เช่นกัน เขาจับจ้องถนนเบื้องหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา ราวกับว่าสตรีที่นั่งอยู่ข้างๆ เป็นเพียงอากาศธาตุ ทั้งสองต่างมีห้วงความคิดเป็นของตนเอง สร้างกำแพงโปร่งใสขึ้นมากั้นขวางระหว่างกัน

เมื่อรถบรรทุกแล่นผ่านป้ายบอกเขตอำเภอชิงอวิ๋น ซูหนิงก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นเป็นครั้งแรก "จอดให้ข้าลงตรงนี้ก็พอ"

ลู่เจิ้งซวินเหลือบมองนางด้วยหางตาแวบหนึ่ง คิ้วเข้มขมวดมุ่น "สถานีอนามัยอยู่อีกฟากหนึ่ง"

"ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว" ซูหนิงตอบเสียงเรียบ "อยากจะเดินดูของแถวนี้สักหน่อย เดี๋ยวข้ากลับเองได้ พี่ลู่รีบกลับไปทำงานเถิด"

ชายหนุ่มไม่ได้ซักไซ้ต่อ ความรำคาญฉายชัดในแววตา เขาเพียงต้องการให้นางลงจากรถไปให้พ้นๆ โดยเร็วที่สุด รถบรรทุกชะลอความเร็วแล้วจอดเทียบข้างทางอย่างกะทันหัน

"ตามใจ" เขากล่าวห้วนๆ โดยไม่หันมามอง

ซูหนิงไม่รอให้เขาเอ่ยคำที่สอง นางเปิดประตูแล้วกระโดดลงจากรถอย่างคล่องแคล่ว ปิดประตูตามหลังเสียงดังปัง! ไม่นานนัก รถบรรทุกคันใหญ่ก็เคลื่อนตัวจากไป ทิ้งไว้เพียงกลุ่มควันจางๆ และอิสรภาพที่นางปรารถนา

เมื่อลับสายตาจากรถของลู่เจิ้งซวินแล้ว รอยยิ้มแห่งชัยชนะก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูหนิง นางไม่รอช้า รีบเดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คนอย่างรวดเร็ว เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดติดตามมา นางจึงหายวับเข้าไปในมิติลับส่วนตัว

ภายในโกดังซูเปอร์มาร์เก็ตอันคุ้นเคย ซูหนิงไม่เสียเวลาชื่นชมสินค้าจากยุคปัจจุบัน นางมุ่งตรงไปยังแผนกเสื้อผ้าทันที นางเลือกหยิบเสื้อผ้าฝ้ายสีเทาหม่นตัวเก่า กางเกงสีดำทรงหลวม และผ้าโพกศีรษะสีน้ำเงินเข้มที่เตรียมไว้สำหรับการปลอมตัวโดยเฉพาะ จากนั้นจึงเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างรวดเร็ว ส่องดูเงาสะท้อนจางๆ บนชั้นวางสเตนเลส หญิงสาวในวัยยี่สิบต้นๆ ได้กลายเป็นสตรีวัยกลางคนที่ผ่านความลำบากมาอย่างโชกโชนในบัดดล

จากนั้นนางจึงเดินไปยังมุมที่เก็บข้าวสารอย่างเร่งรีบ นางเลือกข้าวสารเม็ดงามคุณภาพเยี่ยมจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บรรจุมันลงในกระสอบป่านสองใบที่ดูเก่าและเข้ากับยุคสมัย ใบละประมาณสามสิบชั่งพอดิบพอดี ก่อนจะนำมันออกมาจากมิติแล้วใส่ลงในถุงผ้าสองใบที่นำมาจากบ้านอย่างแนบเนียน

ทุกอย่างพร้อมแล้ว!

ซูหนิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความกล้าให้ตนเอง นางเดินออกจากตรอกด้วยท่าทีระแวดระวัง พลางสอบถามเส้นทางไปยังโรงอิฐเก่าท้ายอำเภอจากชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาอย่างแนบเนียน

ตรอกโรงอิฐร้างนั้นสมชื่อยิ่งนัก สองข้างทางขนาบด้วยกำแพงอิฐที่ผุพังและกองเศษซากปรักหักพัง บรรยากาศวังเวงและเงียบสงัดผิดกับความคึกคักของตัวอำเภอ ที่ปากตรอกมีชายฉกรรจ์ร่างกำยำสองคนยืนเฝ้าอยู่ สายตาของพวกเขากวาดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างประเมิน ซูหนิงในคราบหญิงวัยกลางคนเดินเข้าไปอย่างไม่ลังเล สายตาของนางแสดงความมุ่งมั่นแต่ก็แฝงความประหม่าไว้อย่างพอดีงาม ชายคนหนึ่งมองนางตั้งแต่หัวจรดเท้า เมื่อเห็นถุงสองใบที่นางแบกมาอย่างทุลักทุเล เขาก็พยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้นางผ่านเข้าไปได้โดยไม่เอ่ยคำใด

ทันทีที่ก้าวลึกเข้าไปในตรอก โลกอีกใบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า ผู้คนมากมายเคลื่อนไหวกันอย่างเงียบเชียบในเงามืด ทุกคนต่างสวมหมวกหรือใช้ผ้าคลุมหน้าเพื่อปิดบังตัวตน เสียงกระซิบกระซาบต่อรองราคาสินค้าดังขึ้นเป็นระยะ สินค้าที่วางขายมีตั้งแต่ไข่ไก่ ผักสด ไปจนถึงตั๋วอุตสาหกรรมหายาก ทุกการแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเงียบงัน

ซูหนิงกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างใจเย็น นางไม่ได้รีบร้อนเข้าไปผสมโรง แต่เลือกมุมอับสายตาแห่งหนึ่ง วางถุงผ้าลงกับพื้นแล้วเปิดปากถุงออกเล็กน้อย เผยให้เห็นเมล็ดข้าวสารสีขาวนวลที่อยู่ภายใน จากนั้นก็ยืนรออย่างสงบนิ่ง

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ก็มีชายร่างผอมแห้งคนหนึ่งเดินเข้ามาด้อมๆ มองๆ เขาเหลือบมองข้าวในถุงของนางด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะกระซิบถาม "ข้าวนี้ขายอย่างไร?"

ซูหนิงปรายตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดัดให้แหบพร่า "ข้าไม่ขายปลีก ข้าต้องการพบคนที่คุมที่นี่"

ชายผู้นั้นชะงักไปครู่หนึ่ง เขาจ้องมองซูหนิงอย่างพิจารณา แม้นางจะแต่งกายซอมซ่อ แต่แววตาที่จ้องตอบกลับมานั้นกลับไม่ธรรมดา มันฉายแววเด็ดเดี่ยวและมั่นคงเกินกว่าชาวบ้านทั่วไป "เจ้าแน่ใจรึ?"

"พาข้าไปพบเขา แล้วเจ้าจะได้ค่านายหน้า" ซูหนิงยื่นข้อเสนอสั้นๆ

แววตาของชายผู้นั้นเปลี่ยนไปทันที เขากลืนน้ำลายก่อนจะพยักหน้า "ตามข้ามา แต่อย่าทำอะไรตุกติกเด็ดขาด"

ซูหนิงยกถุงผ้าขึ้นพาดบ่าแล้วเดินตามชายผู้นั้นไปเงียบๆ เขาพานางเดินลึกเข้าไปในซากโรงอิฐ ไปยังห้องเก่าๆ ห้องหนึ่งซึ่งมีชายฉกรรจ์อีกสองคนยืนคุมอยู่ด้านหน้า เมื่อชายนำทางกระซิบกระซาบกับผู้คุมประตู พวกเขาก็เปิดทางให้นางเข้าไป

ภายในห้องมีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งกับเก้าอี้สองสามตัว บนเก้าอี้กลางห้องมีบุรุษวัยสามสิบเศษนั่งอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาธรรมดา แต่รัศมีที่แผ่ออกมาจากร่างนั้นกลับทรงอำนาจและน่าเกรงขาม ดวงตาคมกริบราวกับเหยี่ยวของเขาจ้องมองมาที่ซูหนิงตั้งแต่ก้าวแรกที่นางเหยียบเข้ามา บุรุษผู้นี้ต้องเป็นจ้าวเจิง ลูกพี่ใหญ่ผู้คุมตลาดมืดแห่งนี้เป็นแน่

"ได้ยินว่าเจ้ามีของดีมาเสนอ และต้องการพบข้าโดยตรง" จ้าวเจิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวานด้วยอำนาจ

ซูหนิงวางถุงผ้าลงบนพื้นอย่างไม่หวั่นเกรง "ข้ามีข้าวสารคุณภาพดีที่สุดเท่าที่ท่านเคยเห็น" นางกล่าวอย่างมั่นใจ "และมีปริมาณมากพอที่ท่านต้องการ"

จ้าวเจิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาสนใจในท่าทีที่ไม่ตื่นกลัวของนาง "โอ้? กล้าพูดเช่นนี้เชียวรึ" เขาพยักพเยิดให้ลูกน้อง "เอาของมาดูซิ"

ลูกน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาเปิดปากถุง เทข้าวสารจำนวนหนึ่งลงบนฝ่ามือแล้วนำไปให้จ้าวเจิงดู แววตาของจ้าวเจิงพลันเปลี่ยนไปทันทีที่เห็นเมล็ดข้าว ข้าวสารพวกนี้ขาวสะอาด เมล็ดอวบอิ่มสมบูรณ์ ไม่มีเศษหินหรือแกลบปนเปื้อนแม้แต่น้อย คุณภาพสูงกว่าข้าวปันส่วนของทางการหลายเท่านัก

"ของดีจริง" เขายอมรับ "เจ้าต้องการราคาเท่าใด?"

"ข้าวสารคุณภาพระดับนี้ในตลาดมืดขายกันชั่งละห้าเหมา ข้าขอเพียงชั่งละสี่เหมาห้าเฟิน แต่ท่านต้องรับทั้งหมด และต้องจ่ายเป็นเงินสด" ซูหนิงยื่นข้อเสนออย่างตรงไปตรงมา

ลูกน้องของจ้าวเจิงขมวดคิ้ว "กล้าต่อรองกับลูกพี่เจิงรึ!"

แต่จ้าวเจิงกลับยกมือห้ามไว้ เขายิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ "เป็นผู้หญิงที่ใจกล้านัก" เขาลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหานางช้าๆ "เจ้าไม่กลัวข้ารึ? ไม่กลัวว่าข้าจะยึดของทั้งหมดแล้วไล่เจ้าไปตัวเปล่า?"

ซูหนิงสบตากับเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง "หากท่านทำเช่นนั้น ท่านจะได้ข้าวสารแค่หกสิบชั่ง แต่หากท่านค้าขายกับข้าอย่างซื่อตรง ท่านจะได้ข้าวสารคุณภาพเยี่ยมเช่นนี้อีกนับไม่ถ้วน ข้าเชื่อว่าคนฉลาดอย่างลูกพี่เจิงย่อมมองเห็นว่าทางไหนให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่ากัน"

เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของจ้าวเจิงดังขึ้นในห้อง "ฮ่าๆๆ! น่าสนใจ! น่าสนใจจริงๆ!" เขาจ้องมองเข้าไปในดวงตาของซูหนิง "ข้าชอบคนฉลาดและใจถึงอย่างเจ้า ตกลง! ข้ารับซื้อทั้งหมดตามราคาที่เจ้าเสนอ"

จ้าวเจิงหันไปสั่งลูกน้องให้นำเงินมาจ่าย เงินสดจำนวนยี่สิบเจ็ดหยวนถูกนับและส่งมอบให้ซูหนิง นางรับเงินมาตรวจสอบอย่างรอบคอบแล้วเก็บใส่กระเป๋าเสื้อด้านในอย่างมิดชิด นี่คือเงินทุนก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยตัวเอง!

"อีกเจ็ดวัน ข้าจะมาใหม่ในเวลานี้" ซูหนิงกล่าวทิ้งท้าย

"ข้าจะรอ" จ้าวเจิงตอบ พลางมองตามร่างของสตรีในคราบซอมซ่อที่เดินจากไปอย่างมั่นคง ในใจของเขารู้สึกทึ่งในตัวนางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ซูหนิงเดินออกจากตรอกโรงอิฐร้างด้วยหัวใจที่พองโต นางรีบหาที่ลับตาคนเพื่อเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิมและนำเงินที่ได้ซ่อนไว้ในมิติอย่างปลอดภัย ก่อนจะเดินออกมาสู่ถนนใหญ่อีกครั้งด้วยรอยยิ้ม

ทว่ารอยยิ้มของนางต้องแข็งค้างในทันที เมื่อมีเงาร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาขวางทางเบื้องหน้า พร้อมกับน้ำเสียงเย็นเยียบอันคุ้นเคยที่เอ่ยถามขึ้น

"เจ้ามาทำอะไรที่นี่?"

ลู่เจิ้งซวินยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องมาที่นางราวกับจะทะลวงให้ถึงความคิด จ้องมองถุงผ้าสองใบที่บัดนี้ว่างเปล่าและแบนราบอย่างเคลือบแคลงสงสัย