ตัดขาดตระกูล ไร้เยื่อใย

สายลมเย็นเยียบแห่งต้นสารทฤดูพัดผ่านหน้าประตูใหญ่สีแดงชาดของจวนสกุลหลิ่ว กวาดเอาใบไม้แห้งกรอบให้หมุนคว้างกลางอากาศ หลิ่วอีหนิงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง ร่างบอบบางในอาภรณ์ผ้าเนื้อหยาบดูตัดขาดจากความโอ่อ่าของจวนที่เคยเป็นบ้านของนางโดยสิ้นเชิง

บนใบหน้าขาวซีดที่เคยงดงาม บัดนี้ปรากฏรอยริ้วสีชาดน่ากลัวพาดผ่านจากหางคิ้วจรดปลายคาง ดุจภาพวาดอันวิจิตรที่ถูกฝีแปรงโสมมทำลายจนย่อยยับ นี่คือหลักฐานที่ซูหว่านเอ๋อร์ ฮูหยินเอกผู้เป็นแม่เลี้ยงใช้ปรักปรำว่านางลอบใช้คุณไสยจนเกิดอาเพศกับตนเอง

"เพ้ย! ไสหัวไปได้แล้ว! นับแต่นี้ไปเจ้ามิใช่คนของตระกูลหลิ่วอีกต่อไป!" เสียงแหลมเล็กของหวังมามา บ่าวชราคนสนิทของฮูหยินเอกดังขึ้น ทำลายความเงียบงัน นางเดินเชิดหน้าออกมาจากประตูจวน แววตาที่มองหลิ่วอีหนิงเต็มไปด้วยความเหยียดหยามและสมใจ

หลิ่วอีหนิงกวาดสายตาเย็นเยียบมองบ่าวชราผู้นี้ ในหัวของนางยังคงปะติดปะต่อความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมกับจิตวิญญาณของเธอที่เพิ่งทะลุมิติเข้ามาได้อย่างไม่สมบูรณ์นัก ทว่าความเจ็บปวดและความคับแค้นใจของ 'หลิ่วอีหนิง' คนก่อนกลับแจ่มชัดราวกับเป็นของนางเอง

หวังมามาเห็นนางนิ่งเงียบก็ยิ่งได้ใจ ก้าวเข้ามาชิดอีกสองก้าว สายตาละโมบของนางจับจ้องไปยังปิ่นปักผมเงินธรรมดาๆ ที่ปักอยู่บนมวยผมยุ่งเหยิงของหลิ่วอีหนิง "คุณหนูรอง... โอ๊ะ ไม่สิ นังเด็กไร้ตระกูล ของสูงค่าเช่นนี้ไม่คู่ควรกับเจ้าอีกต่อไปแล้ว ส่งมาให้ข้าเถิด ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่ข้าเคยดูแลเจ้ามา"

ไม่พูดพร่ำทำเพลง มือเหี่ยวย่นของหวังมามาก็เอื้อมหมายจะกระชากปิ่นออกจากผมนาง!

ฉับพลัน! มือที่ดูอ่อนแรงของหลิ่วอีหนิงกลับตวัดขึ้นปัดมือนั้นออกอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงจนเกิดเสียงดัง "เพียะ!"

"โอ๊ย!" หวังมามาร้องเสียงหลง พลางกุมหลังมือที่แดงเถือกของตน จ้องมองหลิ่วอีหนิงด้วยความตกตะลึง นังเด็กขี้ขลาดที่เคยแต่ก้มหน้าร้องไห้ผู้นี้ เหตุใดวันนี้จึงกล้าลงมือกับนาง!

"ของของมารดาข้า" หลิ่วอีหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งพันปี "เจ้าเป็นแค่บ่าวชรา คิดอาจเอื้อมแตะต้องรึ?"

แววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัว บัดนี้กลับคมกริบดุจใบมีดที่เพิ่งลับคม ทำให้หวังมามาผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อนึกถึงการหนุนหลังของฮูหยินเอก ความกล้าก็กลับคืนมา นางชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังใบหน้าของหลิ่วอีหนิง "นังเด็กสารเลว! เจ้ากล้าทำร้ายข้ารึ! ใบหน้าที่เสียโฉมของเจ้ามันยังไม่ทำให้เจ้าสำนึกอีกหรือ! หากฮูหยินไม่เมตตา ป่านนี้เจ้าคงถูกโบยจนตายไปแล้ว!"

เสียงซุบซิบดุจฝูงผึ้งแตกรังดังขึ้นจากเหล่าชาวบ้านที่เริ่มมุงดูอยู่ห่างๆ

"นั่นคุณหนูรองสกุลหลิ่วมิใช่รึ? เหตุใดจึงมีสภาพเช่นนี้?"

"ข้าได้ยินว่านางถูกไล่ออกจากตระกูลแล้ว ให้ไปอยู่กระท่อมผุพังท้ายภูเขาคู่เหยา น่าสงสารนัก"

"แต่ดูนางสิ... แววตาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ไม่เหมือนคุณหนูรองที่อ่อนแอคนเดิมเลย"

หลิ่วอีหนิงไม่สนใจเสียงนินทาเหล่านั้น นางเพียงย่างสามขุมเข้าหาหวังมามาที่ยังคงปากดีไม่เลิก พร้อมกับกระซิบด้วยเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน "หวังมามา พิษบนใบหน้าข้ามาจากที่ใดกันแน่...เจ้าย่อมรู้ดีแก่ใจที่สุด"

คำพูดประโยคเดียว ทำเอาร่างของหวังมามาแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดในทันที

หลิ่วอีหนิงยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น "ยาพิษ 'บุปผาไหม้ผิว' ที่ฮูหยินของเจ้าให้เจ้าแอบใส่ในเครื่องประทินผิวของข้า หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป...เจ้าคิดว่านายท่านจะจัดการกับบ่าวที่ทรยศและฮูหยินใจอสรพิษเช่นไร? หรือเจ้าอยากให้ข้าป่าวประกาศให้ทุกคนที่นี่ได้รู้ความจริงกันเล่า?"

ทุกคำพูดของนางเปรียบเสมือนค้อนเหล็กที่ทุบลงบนจุดตายของหวังมามา! บ่าวชราผู้นี้รู้ดีว่าหากความจริงถูกเปิดโปง คนแรกที่จะถูกซูหว่านเอ๋อร์โยนออกมาเป็นแพะรับบาปก็คือนาง!

'อดทนไว้...' หลิ่วอีหนิงบอกกับตนเองในใจ 'แค่เอาตัวรอดจากตรงนี้ ไปให้ถึงภูเขาคู่เหยาให้ได้ก่อน เมื่อใดที่มิติฟาร์มโอสถสวรรค์ในความทรงจำถูกปลุกขึ้นมา พวกหนูสกปรกอย่างพวกเจ้าจะต้องเสียใจที่บังอาจมาเหยียบย่ำข้า!' ความคิดนี้เองที่ทำให้นางสงบนิ่งและมีไหวพริบเหนือกว่าศัตรู

"ขะ...ข้า...เจ้าพูดเรื่องอันใด!" หวังมามาปฏิเสธเสียงสั่น แต่ดวงตาที่หลุกหลิกของนางคือคำสารภาพชั้นดี

"คืนปิ่นให้ข้า แล้วข้าจะไปเงียบๆ" หลิ่วอีหนิงยื่นข้อเสนอสั้นๆ

"แต่ว่า...ฮูหยินสั่งให้ข้า..."

"เช่นนั้นก็ประกาศเลยแล้วกัน!" หลิ่วอีหนิงทำท่าจะตะโกน

"อย่า!" หวังมามาปราดเข้ามายกมือปิดปากนางแทบไม่ทัน แววตาฉายแววตระหนกสุดขีด นางกัดฟันกรอด ก่อนจะรีบล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบปิ่นปักผมอันเดิมที่นางแอบฉกมาตอนชุลมุนก่อนหน้านี้ออกมาวางบนมือของหลิ่วอีหนิงอย่างไม่เต็มใจ "เอาไป! แล้วไสหัวไปให้พ้นจากจวนสกุลหลิ่วเสีย!"

หลิ่วอีหนิงรับปิ่นกลับมา กำมันไว้ในมือแน่น สัมผัสเย็นเฉียบของเนื้อเงินทำให้หัวใจที่สับสนของนางสงบลงได้บ้าง นี่คือของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของมารดาผู้ล่วงลับ นางจะไม่มีวันยอมให้ใครมาพรากมันไปเด็ดขาด

นางหันหลังให้หวังมามาที่ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความโกรธและความกลัว แล้วเผชิญหน้ากับประตูจวนสกุลหลิ่วและเหล่าผู้คนที่มุงดูอยู่ นางสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะประกาศก้องด้วยเสียงอันดังฟังชัด

"ณ ที่แห่งนี้ ข้าหลิ่วอีหนิง ขอประกาศตัดขาดจากตระกูลหลิ่วโดยสิ้นเชิง!"

นางชูนิ้วสามนิ้วขึ้นสู่ฟ้า กล่าววาจาสาบาน "นับแต่นี้ไป ชีวิตและความตายของข้าไม่เกี่ยวข้องกับสกุลหลิ่วอีก ความรุ่งเรืองหรือล่มสลายของพวกท่านก็ไม่เกี่ยวกับข้าแม้เพียงครึ่งส่วน! ขอฟ้าดินเป็นพยาน!"

สิ้นคำประกาศิต ร่างบอบบางทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวก็หันหลังให้จวนอันโอ่อ่าอย่างไม่แยแส นางเดินตรงไปยังทิศทางของภูเขาคู่เหยาที่มองเห็นเป็นเงาทะมึนอยู่ไกลลิบ ทิ้งไว้เพียงความตกตะลึงของเหล่าชาวบ้านและใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความแค้นของหวังมามา

แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงบนร่างของเด็กสาวผู้โดดเดี่ยวที่กำลังเดินจากไป เงาของนางทอดยาวบนเส้นทางที่โรยด้วยฝุ่นดิน ทุกย่างก้าวคือการทิ้งอดีตอันเน่าเฟะไว้เบื้องหลัง และมุ่งหน้าสู่ความยากลำบากที่ไม่รู้ชะตากรรมเบื้องหน้า...บนภูเขาที่ได้ชื่อว่าแห้งแล้งและขมขื่นที่สุดแห่งนั้น