ปลุกมิติฟาร์มโอสถสวรรค์
เส้นทางสู่ภูเขาคู่เหยานั้นทุรกันดารยิ่งกว่าที่หลิ่วอีหนิงคาดคิดไว้มากนัก ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนพื้นดินแข็งกระด้างซึ่งเต็มไปด้วยเศษหินคมกริบ คือบททดสอบความอดทนของนางอย่างแท้จริง แสงอาทิตย์ยามอัสดงสาดส่องเป็นสีเลือด อาบไล้ร่างบอบบางที่เดินโซซัดโซเซอย่างเดียวดาย บรรยากาศรอบกายวังเวงและเงียบเชียบ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวดั่งเสียงคร่ำครวญของภูตผี
นางใช้เวลาเกือบสองชั่วยามเต็มกว่าจะลากสังขารมาถึงกระท่อมไม้ซอมซ่อที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท้ายภูเขา สภาพของมันน่าเวทนาจนแทบไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นที่อยู่อาศัย หลังคาแหว่งเป็นโพรงขนาดใหญ่ ผนังไม้ผุพังจนเห็นช่องโหว่มากมายที่พร้อมจะเชิญชวนลมหนาวให้พัดเข้ามาได้อย่างอิสระ
แววตาของหลิ่วอีหนิงฉายแววสิ้นหวังชั่วครู่ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างรวดเร็ว ในเมื่อนางเลือกหนทางนี้แล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัวอีกต่อไป
นางรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ผลักบานประตูที่โยกคลอนเข้าไป กลิ่นอับชื้นและฝุ่นหนาเตอะลอยมาปะทะจมูกทันที ภายในกระท่อมว่างเปล่า มีเพียงเตียงไม้ผุๆ หนึ่งตัวกับโต๊ะขาเป๋อีกหนึ่งตัวเท่านั้น พื้นดินเย็นเฉียบและชื้นแฉะ ราวกับไม่ได้มีผู้ใดเหยียบย่างเข้ามานานนับสิบปี
เมื่อความมืดมิดโรยตัวเข้ามาปกคลุมทั่วทั้งขุนเขา อุณหภูมิก็ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ลมหนาวเย็นยะเยือกเสียดแทงเข้าสู่กระดูกผ่านทางรอยแตกของผนังกระท่อม หลิ่วอีหนิงกอดตัวเองตัวสั่นสะท้านอยู่บนเตียงไม้ ความหิวโหยและความอ่อนล้าถาโถมเข้าใส่จนเปลือกตาหนักอึ้ง แต่ความเจ็บปวดแสบร้อนจากบาดแผลบนใบหน้ากลับทำให้นางไม่อาจข่มตาหลับลงได้
ในมือของนางยังคงกำปิ่นปักผมเงินอันเป็นของดูต่างหน้ามารดาไว้แน่น สัมผัสเย็นเฉียบของมันเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยปลอบประโลมจิตใจอันว้าวุ่นของนางได้ในยามนี้
ด้วยความอ่อนเพลียอย่างที่สุด ในที่สุดสติของนางก็เริ่มเลือนลางเข้าสู่ภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่น นางขดตัวด้วยความหนาวเหน็บโดยไม่รู้ตัว มือที่กำปิ่นอยู่เผลอเลื่อนขึ้นไปแนบกับใบหน้า...
ทันใดนั้นเอง หยาดโลหิตสีชาดที่ซึมออกมาจากบาดแผลบนแก้มก็หยดลงบนหัวปิ่นรูปดอกเหมยอย่างแม่นยำ
*แว่บ!*
ลำแสงสีขาวนวลพลันสว่างวาบออกมาจากปิ่นปักผม ส่องสว่างไปทั่วทั้งกระท่อมมืดมิดชั่วพริบตา ก่อนที่ร่างของหลิ่วอีหนิงจะรู้สึกราวกับถูกกระแสพลังอันอ่อนโยนดูดกลืนเข้าไป จิตวิญญาณของนางล่องลอยออกจากร่าง ทะยานผ่านความว่างเปล่าอันมืดมิด แล้วพลันสว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครา ทิวทัศน์รอบกายก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
เบื้องหน้าของนางไม่ใช่กระท่อมผุพังอันหนาวเหน็บอีกต่อไป แต่เป็นดินแดนอันงดงามราวกับภาพฝัน ดุจแดนเซียนในตำนาน ท้องฟ้าที่นี่ปลอดโปร่งสดใส อากาศอบอุ่นและบริสุทธิ์จนน่าใจหาย ที่พื้นเบื้องล่างคือผืนดินสีดำสนิทที่ดูอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก ไกลออกไปมีบ่อน้ำพุขนาดเล็กที่ส่งไอหมอกสีขาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาในอากาศ น้ำในบ่อใสกระจ่างจนมองเห็นก้อนกรวดที่ก้นบ่อได้อย่างชัดเจน และข้างๆ บ่อน้ำพุนั้น มีกระท่อมไม้ไผ่หลังเล็กที่ดูเรียบง่ายแต่แข็งแรงตั้งอยู่อย่างสงบ
หลิ่วอีหนิงยืนตะลึงงันไปชั่วขณะ นี่มันเรื่องอันใดกัน? หรือว่านางตายไปแล้ว และที่นี่คือภพภูมิหลังความตาย?
นางลองก้มลงมองมือของตัวเอง กลับพบว่ามันโปร่งแสงเล็กน้อย นางยังคงอยู่ในสภาพของจิตวิญญาณ ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว... หรือนี่คือมิติลับในตำนานที่เคยอ่านเจอในบันทึกโบราณ?
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ นางเดินเข้าไปใกล้ผืนดินสีดำสนิทนั้น ลองยื่นมือไปสัมผัส ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับพื้นดิน ความรู้สึกอุ่นสบายและเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตก็แล่นปราดเข้าสู่จิตวิญญาณของนางโดยตรง ดินผืนนี้... มันไม่ใช่ดินธรรมดา! มันคือพื้นที่เพาะปลูกวิเศษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปราณฟ้าดิน!
จากนั้นนางจึงเดินต่อไปยังบ่อน้ำพุ เพียงแค่อยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็นที่สดชื่นจนทำให้จิตใจสงบ นางลองวักน้ำขึ้นมาสัมผัส ความรู้สึกเย็นสบายและบริสุทธิ์อย่างหาที่เปรียบมิได้ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายราวกับได้ชำระล้างความเหนื่อยล้าทั้งมวลออกไป นี่คือบ่อน้ำพุชำระล้างที่สามารถขจัดสิ่งสกปรกและฟื้นฟูพลังได้อย่างไม่ต้องสงสัย!
สุดท้าย นางเดินมาหยุดอยู่หน้ากระท่อมไม้ไผ่หลังน้อย เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบว่าภายในนั้นกว้างขวางกว่าที่เห็นจากภายนอก มีชั้นวางของที่ทำจากไม้ไผ่ตั้งเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ แต่ทว่ามันยังว่างเปล่า ทว่าอากาศภายในกลับสดชื่นและไม่มีฝุ่นแม้แต่น้อย ราวกับว่าเวลาในนี้ได้หยุดนิ่งไปแล้ว
ขณะที่หลิ่วอีหนิงกำลังสำรวจด้วยความตื่นตะลึงอยู่นั้น พลันมีเสียงทุ้มนุ่มลึกทว่าไร้ที่มาดังขึ้นในจิตสำนึกของนาง
*"ยินดีต้อนรับ เจ้าแห่งพันธสัญญาโลหิตคนใหม่ สู่มิติฟาร์มโอสถสวรรค์"*
หลิ่วอีหนิงสะดุ้งตกใจ มองไปรอบๆ อย่างหวาดระแวง "ผู้ใด? ผู้ใดพูดอยู่?"
*"ข้าคือจิตแห่งมิติแห่งนี้ การปรากฏตัวของเจ้าคือการปลุกข้าให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน"* เสียงนั้นตอบกลับมาอย่างราบเรียบ *"มิติแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นจากปิ่นปักผมดอกเหมยซึ่งเป็นของวิเศษ และบัดนี้มันได้ทำพันธสัญญาโลหิตกับเจ้าแล้ว"*
"มิติฟาร์มโอสถสวรรค์..." หลิ่วอีหนิงทวนคำด้วยเสียงแผ่วเบา หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและไม่อยากจะเชื่อ นี่คือโชคชะตาที่สวรรค์ประทานมาให้นางใช่หรือไม่!
"แล้ว...ที่นี่ทำสิ่งใดได้บ้าง?" นางเอ่ยถามอย่างมีความหวัง
*"ดินดำผืนนี้คือพื้นที่เพาะปลูกวิเศษ สมุนไพรใดๆ ที่ปลูกบนดินนี้จะเติบโตอย่างรวดเร็วและมีสรรพคุณทางยาสูงส่งกว่าภายนอกนับสิบเท่า เวลาในมิติแห่งนี้เดินเร็วกว่าโลกภายนอก หนึ่งวันของโลกภายนอก เทียบเท่ากับหนึ่งเดือนในมิติแห่งนี้"*
หนึ่งวันเท่ากับหนึ่งเดือน! ดวงตาของหลิ่วอีหนิงเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นั่นหมายความว่านางมีเวลาในการเพาะปลูกสมุนไพรล้ำค่ามากกว่าคนอื่นนับไม่ถ้วน!
*"บ่อน้ำพุนั้นคือบ่อน้ำพุชำระล้าง น้ำจากบ่อสามารถใช้รดพืชพันธุ์เพื่อเสริมพลังปราณและป้องกันโรค ทั้งยังสามารถใช้ชำระล้างร่างกายเพื่อขจัดพิษและสิ่งสกปรกได้ ส่วนกระท่อมไม้ไผ่นั้นคือกระท่อมเก็บของหยุดเวลา สิ่งของใดๆ ที่นำไปเก็บไว้ภายใน เวลาจะหยุดนิ่ง คงความสดใหม่ไว้ได้ชั่วนิรันดร์"*
ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาทำให้หลิ่วอีหนิงแทบหยุดหายใจ นางกำหมัดแน่น พยายามสะกดกลั้นความยินดีที่กำลังปะทุขึ้นในใจ สวรรค์ไม่ได้ทอดทิ้งนาง! ในขณะที่คนทั้งโลกหันหลังให้ กลับมีปาฏิหาริย์เช่นนี้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
นี่คือโอกาสของนาง! โอกาสที่จะมีชีวิตรอด! โอกาสที่จะพลิกชะตากรรม! และโอกาสที่จะกลับไปตอกหน้าพวกคนสกุลหลิ่วที่ดูแคลนนาง!
ความรู้สึกอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความหวังเอ่อล้นขึ้นมาในจิตวิญญาณ ทัศนียภาพอันงดงามของมิติฟาร์มโอสถสวรรค์ได้จุดประกายไฟแห่งชีวิตที่เกือบจะมอดดับของนางให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
แต่แล้ว จู่ๆ ร่างโปร่งแสงของนางก็เริ่มสั่นไหวและจางลง ความรู้สึกถูกดึงกลับก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
*"พลังจิตของเจ้ายังอ่อนแอเกินไป ไม่สามารถอยู่ในมิติได้นาน จงฝึกฝนร่างกายและจิตใจให้แข็งแกร่งขึ้น แล้วเจ้าจะกลับมาที่นี่ได้อีกครั้ง..."*
เสียงของจิตแห่งมิติค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับภาพแดนสวรรค์เบื้องหน้า วูบเดียวเท่านั้น สติของหลิ่วอีหนิงก็กลับคืนสู่ร่างอีกครั้ง
นางลืมตาโพลงขึ้นมาในความมืด ความหนาวเย็นยะเยือกของกระท่อมผุพังกลับมาห่มคลุมร่างกายนางอีกครั้ง เสียงลมหวีดหวิวนอกหน้าต่างยังคงดังโหยหวนไม่หยุด ความฝันอันแสนงดงามเมื่อครู่สลายไปในพริบตา ราวกับไม่เคยเกิดขึ้นจริง
ทว่า...ในขณะที่ความผิดหวังกำลังจะเกาะกุมหัวใจ ปิ่นปักผมในมือของนางที่บัดนี้แนบอยู่กับแก้มกลับไม่ได้เย็นเฉียบอีกต่อไป มันกลับมีไออุ่นจางๆ แผ่ออกมา และที่สำคัญที่สุด...นางรู้สึกได้ถึงสายใยบางเบาที่เชื่อมต่อระหว่างจิตวิญญาณของนางกับปิ่นในมือ ราวกับว่าเพียงแค่นางปรารถนา โลกใบใหม่ที่งดงามใบนั้นก็จะเปิดประตูต้อนรับนางอีกครั้ง
หลิ่วอีหนิงกำปิ่นปักผมไว้แน่นยิ่งขึ้น ในความมืดมิดของกระท่อมร้าง ดวงตาของนางทอประกายแห่งความหวังและความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ภูเขาคู่เหยาที่แห้งแล้งน่ะรึ? กระท่อมผุพังใกล้พังน่ะรึ? ไม่เป็นไร...ไม่เป็นไรอีกต่อไปแล้ว! เพราะบัดนี้ นางมีโลกทั้งใบอยู่ในกำมือ