ค้นหาที่ซ่อนโฉนดที่นา

ความลับเรื่องที่นารั่วไหลออกไปได้อย่างไร?

คำถามนี้ประหนึ่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของหวังชุ่ยฮวา ทำให้นางชาวาบไปทั้งร่าง มือที่กำลังจะผลักบานประตูพลันแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนกและเหลือเชื่อ เสียงกระซิบกระซาบของชาวบ้านที่นางได้ยินเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท “...ใจดำเกินไปแล้ว...นั่นมันที่นาสินเดิมของนางนะ...” “...ตั้ง 5 หมู่เชียวนะ...ช่างกล้าทำ...”

ทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเข้ามาในจุดที่เจ็บปวดที่สุด!

เรื่องที่นางใช้อุบายหลอกให้ซูอวิ๋นจิ่นประทับลายนิ้วมือบนเอกสารสละสิทธิ์ในที่นาสินเดิมนั้น เป็นความลับสุดยอดที่มีเพียงคนในตระกูลหลินเท่านั้นที่ล่วงรู้ บัดนี้มันกลับกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่แพร่สะพัดไปทั่วทั้งหมู่บ้านชิงซี!

เปลวโทสะลุกโชนขึ้นมาในแววตาของหวังชุ่ยฮวา ความหวาดระแวงและความโกรธเกรี้ยวทำให้นางลืมสิ้นซึ่งกิริยามารยาท นางกระแทกประตูบ้านเปิดออกดัง "ปัง!" จนคนในบ้านสะดุ้งสุดตัว

“ผู้ใด! ผู้ใดมันบังอาจปากสว่าง นำเรื่องในบ้านไปโพนทะนาให้คนนอกรับรู้!” เสียงตวาดแหลมสูงของนางกวาดไปทั่วเรือน ทุกสายตาหันมามองนางเป็นจุดเดียว

จ้าวเจียวเจียวซึ่งกำลังนั่งปักผ้าอยู่ รีบวางงานในมือลงแล้วปรี่เข้ามาประคองแขนนาง พลางแสร้งทำหน้าตาตื่น “ท่านแม่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นเจ้าคะ? เหตุใดท่านจึงมีโทสะถึงเพียงนี้?”

“ยังมีหน้ามาถามอีกรึ!” หวังชุ่ยฮวาสะบัดแขนออกอย่างไม่ไยดี จ้องเขม็งไปยังทุกคนในบ้าน ทั้งหลินเอ้อร์หนิวที่เพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ และหลินเสี่ยวเหมยที่หลบอยู่หลังเสา “บัดนี้คนทั้งหมู่บ้านรู้กันหมดแล้วว่าเราได้ที่นาของนังสตรีอัปมงคลนั่นมา! พวกเจ้ารีบสารภาพมา ใครคือหนอนบ่อนไส้!”

บรรยากาศภายในบ้านพลันกดดันจนน่าอึดอัด ทุกคนต่างก้มหน้าเงียบงัน ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับนางเฒ่าที่กำลังคลุ้มคลั่ง

มีเพียงซูอวิ๋นจิ่นที่นั่งอยู่มุมห้องอย่างสงบ นางกำลังเหลาไม้ไผ่เพื่อทำเครื่องจักสาน ดวงตาเรียบนิ่งราวกับผืนน้ำในบ่อร้าง แสร้งทำเป็นไม่รับรู้ถึงพายุอารมณ์ที่กำลังโหมกระหน่ำ ทั้งที่ในใจนางกำลังยิ้มเยาะอย่างเย็นชา แผนการปล่อยข่าวลือผ่านปากของป้าจางได้ผลเกินคาด มันกำลังสร้างรอยร้าวฉานและความหวาดระแวงให้เกิดขึ้นภายในตระกูลหลินได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดรับสารภาพ จ้าวเจียวเจียวก็ขยับเข้ามาใกล้หวังชุ่ยฮวาอีกครั้ง ลดเสียงลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่เจือความอาฆาตแค้น “ท่านแม่เจ้าขา เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว การหาตัวคนปากสว่างอาจไม่สำคัญเท่ากับการกำจัดต้นตอของปัญหาให้สิ้นซากนะเจ้าคะ”

หวังชุ่ยฮวาขมวดคิ้ว หันไปมองหน้าสะใภ้รอง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ก็พี่สะใภ้ใหญ่อย่างไรเล่าเจ้าคะ!” จ้าวเจียวเจียวเหลือบมองไปยังซูอวิ๋นจิ่นด้วยหางตา “ตั้งแต่ที่นางก้าวเท้าเข้ามาในบ้านเรา มีวันใดบ้างที่สงบสุข? พี่ใหญ่ก็สิ้นใจในคืนแต่งงาน ชื่อเสียงของเอ้อร์หนิวก็ป่นปี้เพราะนาง บัดนี้ยังปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงของท่านแม่อีก หากเรายังเก็บนางไว้ ไม่แน่ว่าวันหน้าตระกูลหลินอาจต้องประสบกับหายนะที่ร้ายแรงกว่านี้ก็เป็นได้”

วาจาของจ้าวเจียวเจียวนั้นทั้งหวานหูและเชือดเฉือน มันจี้ใจดำของหวังชุ่ยฮวาได้อย่างแม่นยำ

“ท่านแม่...ในเมื่อนางเป็นตัวหายนะถึงเพียงนี้ เหตุใดเราไม่ตัดไฟเสียแต่ต้นลมเล่าเจ้าคะ?” จ้าวเจียวเจียวกล่าวต่อ น้ำเสียงเยียบเย็นลงทุกขณะ “ข้าได้ยินมาว่าช่วงนี้มีพ่อค้าทาสจากต่างถิ่นเข้ามาในตำบลไป๋สุ่ย พวกเขารับซื้อคนทุกประเภท หากเรานำตัวนางไปขาย...”

นัยน์ตาของหวังชุ่ยฮวาเป็นประกายวูบหนึ่ง ข้อเสนอของสะใภ้รองช่างยั่วยวนใจนัก หากขายซูอวิ๋นจิ่นไปเสียได้ ไม่เพียงแต่จะกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ออกไป ยังอาจได้เงินมาอีกก้อนหนึ่ง แต่ความคิดนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน ความลังเลก็เข้ามาแทนที่ การขายสะใภ้ของตนเองเป็นทาสนั้นเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสูอย่างยิ่ง หากข่าวแพร่ออกไป ตระกูลหลินคงมิอาจเงยหน้าพบปะผู้คนได้อีกตลอดชีวิต

“หุบปาก!” หวังชุ่ยฮวาตวาดกลบเกลื่อนความลังเลในใจ “เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง พวกเจ้าไม่ต้องเข้ามายุ่ง!”

แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่เมล็ดพันธุ์แห่งความชั่วร้ายที่จ้าวเจียวเจียวหว่านไว้ ได้เริ่มหยั่งรากลึกลงในใจของนางแล้ว

ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้าและตึงเครียด หวังชุ่ยฮวานอนพลิกตัวไปมาด้วยความกระสับกระส่าย เสียงกระซิบของชาวบ้านและความคิดที่จะจัดการกับซูอวิ๋นจิ่นวนเวียนอยู่ในหัวจนข่มตาให้หลับไม่ลง แต่สิ่งที่ทำให้นางกังวลใจยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด คือความปลอดภัยของโฉนดที่นาผืนนั้น!

รัตติกาลเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) อันเป็นช่วงเวลาที่ทุกสรรพสิ่งเงียบสงัดที่สุด ในห้องพักอันซอมซ่อของซูอวิ๋นจิ่น หญิงสาวลืมตาขึ้นในความมืดมิด ประกายตาของนางคมกล้าและเยือกเย็นราวกับใบมีดที่เพิ่งลับคม

ถึงเวลาแล้ว...

นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ดวงตาทั้งสองข้าง พริบตานั้น โลกในสายตาของนางก็เปลี่ยนไป!

กำแพงดินที่เคยทึบตันกลับกลายเป็นโครงร่างโปร่งแสง วัตถุทุกชิ้นในบ้านตระกูลหลินปรากฏขึ้นในสายตาของนางประหนึ่งภาพวาดลายเส้นสีเขียวเรืองรองบนผืนผ้าใบสีดำสนิท นี่คือ ‘ดวงตาสแกนเนอร์’ ความสามารถพิเศษที่ติดตัวนางมาจากโลกเดิม มันสามารถมองทะลุวัตถุและวิเคราะห์โครงสร้างได้ในระดับหนึ่ง

ซูอวิ๋นจิ่นเพ่งสายตาไปยังห้องนอนใหญ่ของหวังชุ่ยฮวาเป็นอันดับแรก นางเห็นร่างของนางเฒ่านอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียง การหายใจติดขัดบ่งบอกถึงความเครียดอย่างหนัก

นางเริ่มทำการสำรวจอย่างเป็นระบบ สายตาของนางกวาดผ่านหีบเสื้อผ้า ตู้ไม้เก่าคร่ำคร่า และไหดินเผาที่ตั้งอยู่ตามมุมห้องอย่างเชื่องช้าและละเอียดลออ ไม่พบสิ่งใดที่น่าสงสัย

จากนั้น สายตาของนางก็จับจ้องไปยังเตียงนอนไม้ขนาดใหญ่ที่หวังชุ่ยฮวานอนอยู่ มันเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่สุดและดูมั่นคงแข็งแรงที่สุดในห้อง ซูอวิ๋นจิ่นค่อยๆ เลื่อนระดับการมองเห็นให้ลึกลงไป...ทะลุผ่านพื้นไม้ของเตียง...ทะลุผ่านพื้นดินอัดแน่น...

และแล้ว...นางก็พบมัน!

ใต้เตียงนอนนั้น มีแผ่นหินขนาดพอดีตัวหนึ่งแผ่นวางปิดทับอยู่บนพื้นดินอย่างแนบเนียน หากมองด้วยตาเปล่าย่อมไม่มีทางสังเกตเห็นได้อย่างแน่นอน แต่ภายใต้การมองเห็นแบบพิเศษของซูอวิ๋นจิ่น นางเห็นโพรงเล็กๆ ที่อยู่ใต้แผ่นหินนั้นอย่างชัดเจน

หัวใจของนางเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยเมื่อเพ่งสมาธิเข้าไปในโพรงนั้น ภายในมีกล่องไม้สี่เหลี่ยมใบเล็กๆ วางอยู่ กล่องใบนั้นทำจากไม้เนื้อดี มีลวดลายสลักเสลาอยู่จางๆ และเมื่อนางใช้ความสามารถในการมองทะลุเข้าไปในกล่องไม้...นางก็เห็นเอกสารม้วนหนึ่งวางสงบนิ่งอยู่ภายใน!

โฉนดที่นา 5 หมู่! ในที่สุดนางก็พบที่ซ่อนของมัน!

รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนมุมปากของซูอวิ๋นจิ่นในความมืด นางค่อยๆ คลายสมาธิลง ภาพโครงร่างเรืองแสงค่อยๆ เลือนหายไป กลับสู่ความมืดมิดตามเดิม การใช้ความสามารถนี้ต่อเนื่องเป็นเวลานานทำให้รู้สึกอ่อนเพลียและปวดหนึบที่ขมับ แต่มันก็คุ้มค่า

หวังชุ่ยฮวาเอ๋ย...เจ้าคิดว่าการซ่อนสมบัติไว้ใต้เตียงที่เจ้านอนทับอยู่ทุกคืนจะปลอดภัยที่สุดงั้นรึ? ช่างเป็นความคิดที่ตื้นเขินเสียนี่กระไร

ซูอวิ๋นจิ่นเอนกายนอนลงบนที่นอนแข็งๆ ของตนเอง แม้จะรู้ที่ซ่อนแล้ว แต่นางไม่คิดจะบุ่มบ่ามเข้าไปขโมยมันออกมาในทันที การกระทำเช่นนั้นโง่เขลาเกินไป หากนางขโมยมันมาซึ่งๆ หน้า หวังชุ่ยฮวาย่อมกล่าวหาว่านางเป็นหัวขโมย และด้วยอิทธิพลของตระกูลหลินในหมู่บ้าน คงไม่มีผู้ใดเชื่อคำพูดของสะใภ้ม่ายอย่างนางเป็นแน่

การลูบคมพยัคฆ์ ต้องรอให้พยัคฆ์ตื่นตระหนกจนขาดสติเสียก่อน

ในเมื่อนางรู้ที่ซ่อนของเหยื่อล่อแล้ว ขั้นต่อไป...ก็คือการจุดไฟเผาป่า บีบคั้นให้หวังชุ่ยฮวาต้องร้อนรนจนทนไม่ไหว และนำโฉนดที่นาผืนนั้นออกมาจากที่ซ่อนด้วยมือของนางเอง!

แผนการอันแยบยลเริ่มก่อตัวขึ้นในความคิดของนางอย่างรวดเร็ว หมากแต่ละตัวถูกจัดวางอย่างเป็นระบบ ความอดทนคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดของนักล่า และบัดนี้...นางพร้อมที่จะรอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการลงมือแล้ว ค่ำคืนนี้ช่างยาวนานนักสำหรับหวังชุ่ยฮวา แต่สำหรับซูอวิ๋นจิ่น มันคือจุดเริ่มต้นของการทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของนาง