กระจายข่าวลือผ่านป้าจาง

ท่ามกลางความโกลาหลและสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้าน หวังชุ่ยฮวาหน้าเขียวคล้ำราวกับก้นกระทะ นางตระหนักได้ในทันทีว่าค่ำคืนนี้ตระกูลหลินได้สูญเสียหน้าตาไปจนหมดสิ้นแล้ว!

นางกัดฟันกรอด จ้องมองซูอวิ๋นจิ่นที่ยังคงยืนตัวสั่นด้วยใบหน้าซีดเผือดราวกับกวางน้อยตื่นภัย หากแต่ในดวงตาคู่นั้นกลับมีความเยียบเย็นที่นางมองไม่เห็นซ่อนอยู่ลึกสุดใจ

“ไม่มีอะไร! พวกเจ้ากลับไปนอนกันให้หมด!” หวังชุ่ยฮวาตวาดไล่ชาวบ้านด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด ก่อนจะหันไปลากแขนหลินเอ้อร์หนิวที่ยังคงนอนครางโอดโอยบนพื้น “เจ้าตัวไร้ประโยชน์! ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก!”

หลินเอ้อร์หนิวพยายามยันกายลุกขึ้น ทว่าความเจ็บปวดจากซี่โครงและฟันที่โยกคลอนทำให้เขาทรุดลงไปอีกครั้ง จ้าวเจียวเจียวที่เพิ่งวิ่งตามมาเห็นสภาพสามีก็กรีดร้องเสียงแหลม แต่ถูกสายตาพิฆาตของแม่สามีจ้องปรามจนต้องหุบปากฉับ นางรีบเข้าไปช่วยพยุงสามีกลับไปยังเรือนของตนเอง ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตแค้นที่มอบให้ซูอวิ๋นจิ่นเป็นของต่างหน้า

เมื่อร่างของสองแม่ลูกตระกูลหลินลับหายไปพร้อมกับเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านที่ค่อยๆ สลายตัว ซูอวิ๋นจิ่นจึงปิดประตูลงช้าๆ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของนางในความมืดมิด

นี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น หวังชุ่ยฮวา...หลินเอ้อร์หนิว...หนี้แค้นที่พวกเจ้าติดค้างข้าและเจ้าของร่างเดิม ข้าจะทวงคืนให้สิ้น ทั้งต้นทั้งดอก!

นางไม่ได้สนใจสภาพห้องที่รกเละเทะ แต่กลับเดินไปยังมุมห้องอย่างใจเย็น จิตของนางจดจ่อและดำดิ่งลงสู่ห้วงมิติส่วนตัวที่คุ้นเคยอีกครั้ง

ภาพเบื้องหน้าพลันเปลี่ยนไป จากห้องเก็บฟืนเก่าซอมซ่อกลายเป็นดินแดนสวรรค์ผืนน้อย ทุ่งดินดำสนิทแผ่ไพศาลไกลสุดลูกหูลูกตา ลำธารใสไหลรินส่งเสียงน่าฟัง อากาศบริสุทธิ์จนน่าใจหาย ซูอวิ๋นจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อขับไล่ความขุ่นมัวจากเหตุการณ์เมื่อครู่ออกไปจนหมดสิ้น

คราก่อนนางได้นำเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวและหัวไชเท้ามาทดลองปลูกไว้ บัดนี้พวกมันเติบโตงอกงามจนน่าตกใจ ผักกาดขาวแต่ละหัวอวบใหญ่ ใบสีเขียวสดซ้อนกันแน่น ส่วนหัวไชเท้าก็ขาวอวบอิ่มโผล่พ้นดินขึ้นมาให้เห็นราวกับหยกขาวชั้นดี คุณภาพของพวกมันเหนือกว่าผักใดๆ ที่นางเคยเห็นในตลาดตำบลไป๋สุ่ยหลายเท่านัก

แต่เป้าหมายหลักของนางในวันนี้มิใช่สิ่งเหล่านี้ ในมือของนางปรากฏเถาพืชชนิดหนึ่งซึ่งมีหัวขนาดเล็กติดอยู่ตามราก มันคือมันเทศที่นางซื้อติดมือกลับมาจากตลาดคราวก่อน ในยุคสมัยที่ข้าวสารเป็นของล้ำค่า การมีมันเทศซึ่งให้ผลผลิตสูงและเก็บไว้ได้นานเป็นเสบียงสำรอง ถือเป็นหลักประกันความอยู่รอดที่สำคัญที่สุด

ซูอวิ๋นจิ่นใช้จอบที่สร้างขึ้นจากพลังในมิติ ขุดพรวนดินดำวิเศษอย่างคล่องแคล่ว นางแบ่งเถามันเทศออกเป็นท่อนๆ อย่างชำนาญ ก่อนจะบรรจงปักพวกมันลงในแปลงดินที่เตรียมไว้ทีละเถาๆ ด้วยความเร็วและความแม่นยำที่ได้มาจากการฝึกฝนในกองทัพ นางใช้เวลาไม่นานก็เปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าส่วนหนึ่งให้กลายเป็นแปลงมันเทศขนาดใหญ่

"เติบโตให้ดีล่ะ...พวกเจ้าคือความหวังและทุนรอนในการเอาคืนของข้า" นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางมองดูหยดน้ำจากลำธารวิเศษที่ซึมซาบลงไปในดินดำอย่างรวดเร็ว นางรู้ดีว่าด้วยอิทธิฤทธิ์ของมิตินี้ อีกไม่นานเกินรอ มันเทศเหล่านี้จะมอบผลผลิตมหาศาลให้นางอย่างแน่นอน

รุ่งเช้าของอีกวันมาเยือนพร้อมกับบรรยากาศอันแสนอึดอัดภายในบ้านตระกูลหลิน หวังชุ่ยฮวาเอาแต่จ้องจับผิดนางทุกฝีก้าว แต่ก็ไม่กล้าลงไม้ลงมือรุนแรงนัก เพราะเกรงว่าหากเกิดเสียงดังขึ้นอีก เพื่อนบ้านจะพากันแห่มาดูเรื่องสนุกอีกระลอก

ซูอวิ๋นจิ่นแสร้งทำเป็นหวาดกลัว ก้มหน้าก้มตาทำงานเงียบๆ ไม่ต่อปากต่อคำ นางจงใจปล่อยให้ใบหน้าของตนเองดูซูบซีดอิดโรย รอคอยโอกาสที่เหมาะสมอย่างใจเย็น

จนกระทั่งช่วงสาย เมื่อหวังชุ่ยฮวาออกไปที่นาเพื่อตรวจดูงาน ซูอวิ๋นจิ่นจึงหยิบตะกร้าใบเล็กขึ้นมา ในนั้นมีผักป่าหน้าตาธรรมดาที่นางเก็บมาจากเชิงเขาเมื่อหลายวันก่อนอยู่เพียงเล็กน้อย นางเดินตัวลีบๆ ออกจากประตูบ้าน ตรงไปยังทิศทางที่นางรู้ดีว่าจะได้พบกับเป้าหมาย

และก็เป็นไปตามคาด นางเห็นป้าจางกำลังนั่งซ่อมเสื้อผ้าอยู่หน้าบ้านของตนเอง พร้อมกับคอยชะเง้อมองมาทางบ้านตระกูลหลินเป็นระยะๆ ด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ป้าจางเจ้าคะ..." ซูอวิ๋นจิ่นเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ

ป้าจางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันมาเห็นว่าเป็นสะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลหลิน ดวงตาของนางพลันเป็นประกายวาววับ "อ้าว อวิ๋นจิ่นเองรึ...เป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อคืน...ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?"

ซูอวิ๋นจิ่นส่ายหน้าช้าๆ ขอบตาของนางเริ่มแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างจงใจ "ข้า...ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ" นางยื่นตะกร้าในมือส่งให้ "ข้าเห็นว่าที่บ้านท่านอาจไม่มีกับข้าว นี่เป็นผักป่าที่ข้าเก็บมาได้เล็กน้อย ถือเป็นน้ำใจจากข้า...ขอบคุณท่านป้าที่เป็นห่วงเมื่อคืนนะเจ้าคะ"

ป้าจางมองผักในตะกร้าสลับกับมองใบหน้าซีดเซียวของซูอวิ๋นจิ่น นางรีบปฏิเสธตามมารยาท "โอ๊ย ไม่ต้องๆ เจ้าเก็บไว้กินเถิด ลำพังตัวเองยังจะเอาไม่รอด" แต่มือกลับรับตะกร้ามาถือไว้เรียบร้อย

"รับไว้เถิดเจ้าค่ะ" ซูอวิ๋นจิ่นกล่าวเสียงสั่นเครือ "ข้าอยู่ที่บ้านก็กินแต่ข้าวต้มใสๆ กับผักดองอยู่แล้ว ของพวกนี้...ท่านแม่คงไม่ยอมให้ข้าทำกินหรอกเจ้าค่ะ"

คำพูดประโยคนี้เปรียบเสมือนเชื้อไฟที่ถูกโยนลงบนกองฟางแห้ง ป้าจางรีบดึงแขนซูอวิ๋นจิ่นให้เข้ามาใกล้อีกนิด ก่อนจะกระซิบถาม "นี่...แม่สามีเจ้าข่มเหงเจ้าถึงเพียงนี้เชียวรึ? แล้วเรื่องเมื่อคืนมันเป็นมาอย่างไรกันแน่ บอกป้ามาได้นะ ไม่ต้องกลัว"

ซูอวิ๋นจิ่นแสร้งทำเป็นลังเล หันซ้ายหันขวามองอย่างหวาดระแวง ก่อนจะก้มหน้าลงต่ำ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือของนาง "ข้า...ข้าพูดไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ หากท่านแม่รู้เข้า...ข้าต้องโดนทุบตีจนตายแน่ๆ"

ยิ่งนางแสดงท่าทีหวาดกลัวมากเท่าไหร่ ความอยากรู้ของป้าจางก็ยิ่งพุ่งสูงขึ้นเท่านั้น "โถ เด็กโง่ ไม่ต้องกลัว ข้าไม่บอกใครแน่นอน เจ้าดูสิ ผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว มีอะไรก็ระบายออกมาบ้างเถิด"

เมื่อเห็นว่าเหยื่อติดเบ็ดแล้ว ซูอวิ๋นจิ่นจึงเริ่ม "ระบายความในใจ" ที่นางเตรียมบทไว้เป็นอย่างดี นางเล่าถึงความทุกข์ยากตั้งแต่แต่งเข้ามาในบ้านตระกูลหลิน ต้องทำงานหนักตั้งแต่นกยังไม่ตื่นจนตะวันตกดิน ได้กินเพียงเศษอาหาร แต่ก็ยังถูกด่าทอว่าเป็นตัวกาลกิณีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

"ข้าทนได้ทุกอย่างเจ้าค่ะ" นางสะอื้นจนตัวโยน "ข้าคิดเสียว่าสามีของข้าดวงสั้น ทำให้ท่านแม่ต้องเสียใจ ข้ายอมทำงานหนักเพื่อชดใช้...แต่...แต่ข้าไม่คิดเลยว่า..."

นางเว้นจังหวะ เรียกความสนใจจากป้าจางได้อย่างเต็มที่ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่แตกพร่า "ท่านพ่อของข้า...ก่อนตายท่านทิ้งที่นาชั้นดี 5 หมู่ไว้ให้ข้าเป็นสินเดิม ท่านกลัวว่าข้าจะลำบาก...แต่หลังจากข้าแต่งงานได้ไม่นาน ท่านแม่ก็นำเอกสารอะไรบางอย่างมาให้ข้าประทับลายนิ้วมือ...นางบอกว่าเป็นเพียงเอกสารขึ้นทะเบียนครอบครัว...ข้า...ข้าไม่รู้หนังสือ...ข้าไม่รู้เลยว่านั่นคือเอกสารโอนที่นา...ฮือๆ...จนกระทั่งวันหนึ่งข้าได้ยินท่านแม่คุยกับอาหนิว...นางบอกว่าที่นาทั้ง 5 หมู่นั้นเป็นของตระกูลหลินแล้ว..."

"อะไรนะ!" ป้าจางเบิกตาโพลงด้วยความตกตะลึง เรื่องที่นาสินเดิมเป็นสมบัติติดตัวของฝ่ายหญิง ใครๆ ก็รู้กันดี การกระทำของหวังชุ่ยฮวาไม่ต่างอะไรกับการปล้นสะดมกันซึ่งๆ หน้า!

"ชู่ว์! เบาๆ สิเจ้าคะป้าจาง!" ซูอวิ๋นจิ่นรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง ทำท่าตกใจกลัวสุดขีด "อย่า...อย่าพูดเสียงดังไป ข้าขอร้อง...ท่านป้า...ได้โปรดทำเป็นไม่เคยได้ยินเรื่องนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ ข้ากลัวจริงๆ...ข้ากลัวจะถูกตีจนตาย..."

นางกล่าวจบก็รีบผละออกมาแล้ววิ่งกลับเข้าบ้านตระกูลหลินไปทันที ทิ้งให้ป้าจางยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ พร้อมกับข้อมูลเด็ดที่เพิ่งได้รับมาสดๆ ร้อนๆ

ทำเป็นไม่ได้ยินงั้นรึ? เรื่องใหญ่โตปานนี้จะให้ข้าเก็บเงียบไว้คนเดียวได้อย่างไร! หวังชุ่ยฮวา...นังจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์! ไม่เพียงแต่ข่มเหงสะใภ้ที่เป็นม่าย ยังใจดำอำมหิตฮุบสมบัติของเด็กกำพร้าอีก!

ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ข่าวลือระลอกใหม่ที่ร้อนแรงกว่าเรื่องเมื่อคืนหลายเท่าก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วทุกหย่อมหญ้าในหมู่บ้านชิงซี จากปากของป้าจางที่เติมสีสันเข้าไปเล็กน้อย กลายเป็นว่า "หวังชุ่ยฮวาหลอกให้สะใภ้โง่ที่ไม่รู้หนังสือยกที่นาสินเดิมให้ แล้วยังใช้งานเยี่ยงทาส ซ้ำยังปล่อยให้ลูกชายตัวเองย่องเข้าห้องพี่สะใภ้ม่ายกลางดึกหวังจะทำมิดีมิร้าย!"

บัดนี้ สายตาของชาวบ้านที่มองไปยังบ้านตระกูลหลินไม่ได้มีเพียงความสงสัยใคร่รู้อีกต่อไป แต่กลับแฝงไว้ด้วยความดูแคลน รังเกียจ และสมเพชเวทนาในชะตากรรมของซูอวิ๋นจิ่น

หวังชุ่ยฮวาซึ่งเพิ่งกลับมาจากผืนนา สัมผัสได้ถึงสายตาแปลกๆ และเสียงกระซิบกระซาบที่เงียบลงทันทีเมื่อนางเดินผ่าน นางขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก ขณะที่กำลังจะเปิดประตูเข้าบ้าน หูของนางก็พลันได้ยินเสียงแว่วมาจากวงสนทนาของเหล่าสตรีที่อยู่ไกลออกไป

"...ใจดำเกินไปแล้ว...นั่นมันที่นาสินเดิมของนางนะ..."

"...ตั้ง 5 หมู่เชียวนะ...ช่างกล้าทำ..."

หวังชุ่ยฮวาชาวาบไปทั้งตัว มือที่กำลังจะผลักประตูพลันแข็งค้างอยู่กลางอากาศ นางหันขวับไปมองยังต้นเสียงด้วยแววตาเหลือเชื่อ...ความลับเรื่องที่นา...มันรั่วไหลออกไปได้อย่างไร