กับดักของคนโลภ
แรงกดดันจากสายตาของซุนป่ายเฉ่าคมกริบดุจมีดที่พร้อมจะผ่าเผยความลับทุกอย่าง ซูอวิ๋นจิ่นยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ แม้นางจะตระหนกในใจที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา แต่ประสบการณ์ในฐานะสายลับสอนให้นางควบคุมสีหน้าและแววตาได้อย่างแนบเนียน
นางแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าของหญิงสาวที่ตรากตรำทำงานหนักมาทั้งวัน
"ท่านหมอซุนช่างสังเกตโดยแท้" นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล "วันนี้ข้าลองเดินลึกเข้าไปในเขาอวิ๋นอู้มากกว่าทุกครั้ง เดินไปตามลำธารสายเล็กๆ หวังจะพบเจอสมุนไพรหายาก ไม่คาดคิดว่าจะเดินทะลุไปจนถึงเส้นทางอีกฟากของภูเขา ซึ่งเป็นทางที่เชื่อมต่อกับถนนใหญ่จากตำบลไป๋สุ่ยพอดี ข้าเองก็เพิ่งทราบว่ามีเส้นทางเช่นนี้อยู่"
คำอธิบายของนางสมเหตุสมผล เขาอวิ๋นอู้กว้างใหญ่ไพศาล มีเส้นทางลับซับซ้อนที่แม้แต่พรานป่าชำนาญทางก็ยังไม่รู้ทั้งหมด การที่หญิงสาวผู้ไม่รู้ประสาจะเดินหลงทางไปโผล่อีกฟากจึงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด
ซุนป่ายเฉ่าหรี่ตามองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ พยายามค้นหาร่องรอยของคำโป้ปด แต่สิ่งที่เห็นมีเพียงใบหน้าที่เปรอะเปื้อนดินเล็กน้อยกับแววตาที่ใสซื่อและอ่อนล้า เขาถอนหายใจเบาๆ เก็บงำความสงสัยไว้ในใจ แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดมาหักล้างคำพูดของนางได้
"เช่นนั้นรึ... เช่นนั้นก็แล้วไป" เขากล่าวเสียงเรียบ "บนเขามีสัตว์ป่าและอันตรายซ่อนอยู่มากมาย เจ้าเป็นเพียงสตรีตัวคนเดียว วันหลังอย่าได้เดินลึกเข้าไปจนเกินงามนัก"
"ขอบคุณท่านหมอที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ" ซูอวิ๋นจิ่นคำนับเล็กน้อย ก่อนจะขอตัวเดินจากไป
นางก้าวเดินอย่างสม่ำเสมอ ไม่รีบร้อน ไม่หันหลังกลับไปมอง ทว่าสัญชาตญาณกลับกรีดร้องเตือนว่าสายตาของหมอชรายังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังของนางไม่วางวาย ซุนป่ายเฉ่าผู้นี้... ฉลาดและช่างสังเกตเกินกว่าที่นางคาดไว้ เขาจะเป็นหอกข้างแคร่ในอนาคตหรือไม่ มีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์
เมื่อกลับมาถึงเรือนตระกูลหลิน บรรยากาศอึดอัดเย็นชาก็โถมเข้าใส่ราวกับคลื่นลมในวันพายุเข้า หวังชุ่ยฮวานั่งหน้าหงิกอยู่บนตั่งหน้าบ้าน พอเห็นเงาของซูอวิ๋นจิ่นก็ตวาดแหวขึ้นมาทันที "หายหัวไปไหนมาทั้งวัน! งานการในบ้านไม่คิดจะทำรึอย่างไร คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์หรือ!"
ซูอวิ๋นจิ่นไม่ตอบโต้ เพียงเดินก้มหน้าผ่านไปเงียบๆ ราวกับลมพัดผ่านใบไม้แห้ง นางรู้ดีว่าการต่อปากต่อคำกับคนพาลมีแต่จะเสียเวลาเปล่า ความเงียบของนางกลับยิ่งราดน้ำมันลงบนกองไฟ หวังชุ่ยฮวากระทืบเท้าอย่างขัดใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่สบถด่าไล่หลังเสียงดัง
ช่วงเวลาอาหารค่ำ ทุกคนในตระกูลหลินนั่งล้อมวงกันบนโต๊ะเตี้ยๆ อาหารมีเพียงข้าวต้มใสกับผักดองเค็มปี๋ ซูอวิ๋นจิ่นกินอย่างเงียบเชียบ ไม่ปริปากพูดแม้แต่คำเดียว แต่นางสังเกตเห็นสายตาคู่หนึ่งที่จับจ้องมาที่นางอย่างไม่ลดละ
สายตานั้นเป็นของหลินเอ้อร์หนิว
น้องชายสามีผู้เกียจคร้านผู้นี้กำลังมองนางด้วยแววตาประหลาด มันไม่ใช่ความเกลียดชังอย่างที่เคยเป็น แต่เป็นความละโมบและสงสัยใคร่รู้ที่ปิดไม่มิด เขาสังเกตเห็น... สังเกตเห็นว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ สะใภ้ใหญ่ที่ควรจะซูบผอมอดอยากกลับดูมีน้ำมีนวลขึ้น ใบหน้าที่เคยซีดเซียวกลับปรากฏสีเลือดฝาดจางๆ แม้จะยังผอมบาง แต่ก็ดูไม่เหมือนคนที่กำลังจะอดตายอีกต่อไป
นางไปแอบกินของดีอะไรมา? หรือว่า... นางมีเงินซุกซ่อนไว้!
ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของหลินเอ้อร์หนิวราวกับดอกเห็ดหลังฝน สตรีม่ายผู้นี้มาจากตระกูลซูที่เคยพอมีอันจะกิน แม้จะบอกว่าสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว แต่ใครจะรู้ว่านางอาจจะมีสมบัติส่วนตัวหรือเงินก้นถุงซุกซ่อนไว้เป็นความลับก็ได้! หากเป็นเช่นนั้นจริง ของเหล่านั้นก็ควรจะตกเป็นของตระกูลหลิน!
ความโลภเริ่มกัดกินหัวใจของเขา แววตาที่มองซูอวิ๋นจิ่นจึงเปลี่ยนไป กลายเป็นแววตาของนักล่าที่จ้องมองเหยื่ออันโอชะ
ซูอวิ๋นจิ่นรับรู้ถึงสายตาคู่นั้นได้เป็นอย่างดี นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มต่อไป แต่ในใจกลับเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง ทักษะการประเมินความเสี่ยงจากชาติก่อนกำลังทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ นางรู้ว่าค่ำคืนนี้คงไม่สงบสุขเป็นแน่
หลังจากทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว ซูอวิ๋นจิ่นกลับไปยังห้องเก็บฟืนอันเป็นที่พักของนาง ท่ามกลางความมืดมิด นางไม่ได้จุดตะเกียง แต่กลับหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากมิติลับ มันคือเชือกเอ็นเส้นเล็กละเอียดที่นางซื้อมาจากร้านค้าเบ็ดเตล็ดในตำบลไป๋สุ่ยวันนี้เอง มันบางเฉียบจนแทบมองไม่เห็นในที่สว่าง และจะล่องหนไปโดยสิ้นเชิงในความมืด
นางบรรจงนำเชือกเส้นนั้นมาขึงพาดผ่านทางเข้าประตูห้อง สูงจากพื้นขึ้นมาเพียงหนึ่งฝ่ามือ ปลายข้างหนึ่งผูกไว้กับขาโต๊ะเก่าๆ ส่วนอีกข้างผูกไว้กับเสาไม้ที่ผุพัง นางดึงมันจนตึง จัดวางอย่างแนบเนียนให้กลมกลืนไปกับเงาและเศษฟางบนพื้น มันคือกับดักง่ายๆ แต่สำหรับผู้บุกรุกที่ไม่ทันระวังตัวในยามค่ำคืน มันมีประสิทธิภาพร้ายกาจยิ่งกว่าอาวุธใดๆ
เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย ซูอวิ๋นจิ่นก็ล้มตัวลงนอนบนกองฟาง นางไม่ได้หลับใหล แต่กลับสงบโสตประสาททั้งหมดลง รอคอยการมาเยือนของแขกที่ไม่ได้รับเชิญด้วยใจที่นิ่งสงบ
เวลาล่วงเลยเข้าสู่ยามจื่อ (23.00 น. - 01.00 น.) ท้องฟ้ามืดสนิทไร้แสงจันทร์ มีเพียงเสียงลมพัดหวีดหวิวและเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องระงม ประตูห้องของหลินเอ้อร์หนิวแง้มเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างของเขาค่อยๆ ย่องออกมาจากห้องราวกับภูตผีไร้เงา ความตื่นเต้นและความโลภทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว
เขาค่อยๆ คืบคลานผ่านลานบ้าน ตรงไปยังห้องเก็บฟืนที่อยู่ท้ายเรือน ในความคิดของเขากำลังจินตนาการถึงถุงเงินหรือหีบสมบัติเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้กองฟาง เพียงแค่ได้มันมา เขาก็จะมีเงินไปเที่ยวเล่นในโรงพนันและหอคณิกาได้อย่างสบายใจ!
เมื่อมาถึงหน้าห้องเก็บฟืน เขาก็ผลักประตูไม้ที่ปิดไว้หลวมๆ ให้เปิดออกอย่างระมัดระวังที่สุด เสียงไม้บิดตัวดังเอี๊ยดเบาๆ แต่ในความเงียบสงัดยามวิกาลมันกลับดังพอที่จะทำให้หัวใจเขาแทบหยุดเต้น เมื่อเห็นว่าไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ จากด้านใน เขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"นังตัวซวย คงหลับเป็นตายไปแล้ว" เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปในความมืดมิดนั้น
ทันทีที่เท้าข้างแรกสัมผัสพื้น!
ฉับพลัน! ข้อเท้าของเขาก็ปะทะเข้ากับบางสิ่งที่มองไม่เห็น ร่างกายที่กำลังก้าวไปข้างหน้าเสียการทรงตัวอย่างรุนแรง แขนขาสะเปะสะปะกลางอากาศ พยายามคว้าหาที่ยึดเหนี่ยวแต่ก็ไร้ผล
โครม!
ร่างทั้งร่างของหลินเอ้อร์หนิวหงายหลังคะมำลงไปข้างหน้าอย่างแรง ใบหน้าของเขากระแทกเข้ากับพื้นดินแข็งๆ ที่อัดแน่นอย่างจัง เสียงดังสนั่นราวกับลูกมะพร้าวหล่นจากยอด
"อ๊ากกก!"
ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วใบหน้าและกราม แต่ความรู้สึกที่น่าสะพรึงกว่านั้นคือสัมผัสเย็นวาบในปาก เขารู้สึกได้ถึงวัตถุแข็งๆ ที่หลุดออกจากเหงือก พร้อมกับรสคาวของของเหลวที่ไหลซึมออกมา... ฟัน! ฟันหน้าของเขาหัก!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้ครวญครางด้วยความเจ็บปวดไปมากกว่านี้ เสียงกรีดร้องแหลมสูงจนบาดแก้วหูก็ดังขึ้นจากมุมห้อง!
"โจร! ช่วยด้วย! มีโจรเข้าบ้าน!!!"
เสียงนั้นเป็นของซูอวิ๋นจิ่น นางตะโกนสุดเสียง ปลุกทุกคนในบ้านให้ตื่นจากนิทรา แสงตะเกียงเริ่มสว่างวาบขึ้นในเรือนใหญ่ ตามมาด้วยเสียงด่าทออันเกรี้ยวกราดของหวังชุ่ยฮวา
"เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นอีก! นังตัวอัปมงคล! เจ้าจะร้องโวยวายหาพ่อเจ้าหรืออย่างไร!"
หวังชุ่ยฮวาถลันออกมาจากห้องเป็นคนแรก ในมือถือตะเกียงน้ำมันส่องสว่าง ตามมาด้วยจ้าวเจียวเจียวและหลินเสี่ยวเหมยที่ยังมีสีหน้างัวเงีย แต่เมื่อแสงไฟสาดส่องเข้าไปในห้องเก็บฟืน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็ทำให้ทุกคนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
ร่างของหลินเอ้อร์หนิว บุตรชายสุดที่รักของหวังชุ่ยฮวานอนกองอยู่บนพื้น มือข้างหนึ่งกุมปากที่อาบไปด้วยของเหลวสีคล้ำ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและอัปยศอดสู ส่วนซูอวิ๋นจิ่นหดตัวอยู่มุมห้อง ดึงผ้าห่มขาดๆ มาคลุมกาย ตัวสั่นเทาด้วยความ "หวาดกลัว" ใบหน้าซีดเผือดราวกับคนขวัญหนีดีฝ่อ
เสียงเอะอะโวยวายทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียงเริ่มเปิดประตูออกมาดู บางคนถือคบไฟ บางคนถือไม้ท่อนยาว เตรียมพร้อมรับมือกับโจรผู้ร้าย
"เกิดอะไรขึ้นบ้านตระกูลหลิน?" เสียงป้าจาง เพื่อนบ้านปากลำโพงดังตะโกนถามมาก่อนตัว
หวังชุ่ยฮวาหน้าซีดสลับเขียว นางจ้องมองบุตรชายของตนที่นอนอยู่บนพื้นในห้องของสะใภ้ใหญ่กลางดึก แล้วหันไปมองสายตาของเพื่อนบ้านที่เริ่มจับจ้องมาด้วยความสงสัยใคร่รู้ สมองของนางว่างเปล่าไปชั่วขณะ คำด่าทอทั้งหมดที่เตรียมจะพ่นใส่ซูอวิ๋นจิ่นพลันจุกอยู่ที่ลำคอ
นางจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างไร? บอกว่าลูกชายตัวเองย่องเข้าห้องพี่สะใภ้ม่ายตอนกลางคืนงั้นหรือ? นั่นไม่ต่างอะไรกับการประจานความเลวทรามของตระกูลตัวเองให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านได้รับรู้!
"เอ้อร์หนิว! เจ้า...เจ้ามาทำอะไรที่นี่!" นางตวาดใส่ลูกชาย เสียงสั่นด้วยความโกรธและความอับอาย
หลินเอ้อร์หนิวได้แต่อืออาอยู่ในลำคอ ไม่สามารถพูดจาให้เป็นคำได้เพราะฟันที่หักและความเจ็บปวด เขาทำได้เพียงจ้องมองซูอวิ๋นจิ่นด้วยสายตาอาฆาตแค้น แต่ในสายตาของคนอื่น มันคือสายตาของคนชั่วที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา
ซูอวิ๋นจิ่นยังคงแสดงบทบาทหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายได้อย่างสมบูรณ์แบบ นางมองไปยังหวังชุ่ยฮวาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและคำถาม "ท่านแม่...เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ...เหตุใด...เหตุใดอาหนิวถึงได้มาอยู่ในห้องของข้า..."
คำถามที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ของนาง กลับกลายเป็นคมมีดที่กรีดลึกลงไปในหน้าของหวังชุ่ยฮวาและหลินเอ้อร์หนิว ท่ามกลางเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้านที่ดังขึ้นเรื่อยๆ หวังชุ่ยฮวากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน นางจ้องเขม็งไปยังซูอวิ๋นจิ่นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แต่กลับไร้หนทางที่จะตอบโต้