การค้าครั้งแรกที่ตำบลไป๋สุ่ย
เงาตะคุ่มที่ซ่อนเร้นอยู่ตรงมุมมืดของลานบ้านนั้นสงบนิ่งดุจศิลา ทว่าไม่อาจรอดพ้นจากประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของซูอวิ๋นจิ่นไปได้ นางเพียงปรายตามองผ่านช่องประตูที่แง้มอยู่ แสงดาวริบหรี่พอให้เห็นเค้าโครงร่างสูงใหญ่ทว่าแฝงความเกียจคร้านอันเป็นเอกลักษณ์...หลินเอ้อร์หนิว
น้องชายสามีผู้ไม่เอาการเอางานผู้นี้ คงจะถูกเสียงของหลินเสี่ยวเหมยปลุกให้ตื่น แล้วย่องออกมาดูลาดเลาด้วยความสงสัยใคร่รู้ตามประสาคนสอดแนมเป็นนิจสิน
ซูอวิ๋นจิ่นแค่นเสียงในลำคออย่างเย็นชา นางคาดเดาความคิดของเขาได้ไม่ยาก บางทีเขาอาจกำลังสงสัยว่าเหตุใดน้องสาวผู้เอาแต่ใจจึงต้องหวาดกลัวนางถึงเพียงนั้น หรืออาจกำลังคิดว่าในห้องของสะใภ้ใหญ่ที่ถูกริบสมบัติไปจนสิ้น อาจยังมีของมีค่าซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้
ทว่า...ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะจัดการกับบุรุษผู้นี้ นางมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องกระทำ ลำพังเพียงการสั่งสอนเล็กๆ น้อยๆ หรือการช่วงชิงอำนาจภายในบ้าน ย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้นางหยัดยืนได้อย่างมั่นคง สิ่งที่นางต้องการคือทุนรอน คืออิสรภาพทางการเงินที่จะนำไปสู่การทวงแค้นที่ยิ่งใหญ่กว่า
ซูอวิ๋นจิ่นปิดประตูลงกลอนอย่างแผ่วเบา เมินเฉยต่อสายตาจับผิดจากมุมมืดนั้นโดยสิ้นเชิง นางกลับไปยังเตียงนอนแข็งกระด้าง ทว่าในใจกลับกำลังวางแผนการใหญ่อย่างเงียบเชียบ ราตรีนี้ยังอีกยาวนาน แต่รุ่งอรุณแห่งการเริ่มต้นใหม่ของนาง...ใกล้เข้ามาแล้ว
...
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสาดส่องขับไล่ความมืดยามราตรี ซูอวิ๋นจิ่นลุกขึ้นก่อนเสียงไก่ขันแรกจะดังเสียอีก นางเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วราวกับเงา จัดการภารกิจส่วนตัว ล้างหน้าบ้วนปากด้วยน้ำเย็นเฉียบในกะละมังใบเล็ก จากนั้นจึงหยิบตะกร้าสานใบเก่าและเสียมขุดดินอันเล็กเตรียมพร้อมออกเดินทาง
เมื่อหวังชุ่ยฮวาเปิดประตูออกมาพบเข้า ก็ทำเพียงตวัดสายตาเหยียดหยามมองนาง "จะไปไหนแต่เช้ามืด?"
"ไปหาผักป่าบนเขาเจ้าค่ะ" ซูอวิ๋นจิ่นตอบเสียงเรียบ ก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาที่แท้จริงเอาไว้ "เสบียงในครัวใกล้จะหมดแล้ว"
หวังชุ่ยฮวาแค่นเสียง "ก็ดี! ไปแล้วก็หามาให้เยอะๆ หน่อยเล่า อย่าได้อู้งาน!" นางพูดจบก็สะบัดหน้าเดินเข้าครัวไป ไม่ได้เอะใจแม้แต่น้อยว่านี่เป็นเพียงข้ออ้าง
ซูอวิ๋นจิ่นไม่รอช้า นางรีบก้าวยาวๆ ออกจากประตูบ้านตระกูลหลิน มุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ออกจากหมู่บ้านชิงซี แต่แทนที่จะเดินขึ้นเขาอวิ๋นอู้ซึ่งอยู่ด้านหลัง นางกลับเลี้ยวไปยังเส้นทางดินที่ทอดยาวสู่ตำบลไป๋สุ่ย
นางเดินเท้าเปล่าด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ทักษะการเดินทัพทางไกลที่ฝึกฝนมาในชาติก่อนถูกนำมาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แม้ระยะทางจะไกลถึงหนึ่งชั่วยามหากเดินทางด้วยเกวียนวัว แต่สำหรับนางแล้วกลับใช้เวลาไม่ต่างกันมากนัก จิตใจของนางจดจ่ออยู่กับสิ่งที่บรรจุอยู่ในมิติลับ หญ้าห้ามเลือดดาราจำนวนหนึ่งซึ่งนางคัดเลือกอย่างดีที่สุด ถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพสมบูรณ์พร้อมที่สุด
หญ้าห้ามเลือดดาราที่เติบโตในดินดำวิเศษของมิติ มีลักษณะแตกต่างจากสมุนไพรชนิดเดียวกันที่พบได้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ใบของมันหนากว่า สีเขียวเข้มสดกว่า และเมื่อต้องแสงอาทิตย์จะปรากฏประกายระยิบระยับคล้ายหมู่ดาวจางๆ สมดังชื่อของมัน ที่สำคัญคือสรรพคุณทางยาที่เข้มข้นกว่าสมุนไพรปกติถึงสามเท่า นี่คือขุมทรัพย์ชิ้นแรกที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของนาง
เมื่อเดินทางถึงตำบลไป๋สุ่ย ความคึกคักของตลาดเช้าก็ถาโถมเข้าใส่ เสียงผู้คนจอแจซื้อขายสินค้า เสียงเกวียนที่เคลื่อนผ่าน กลิ่นอาหารและสมุนไพรที่ปะปนกันในอากาศ ช่างแตกต่างจากความเงียบสงบอึดอัดของหมู่บ้านชิงซีโดยสิ้นเชิง
ซูอวิ๋นจิ่นปรับเปลี่ยนท่วงท่าการเดินให้ดูเหมือนหญิงชาวบ้านที่ตื่นตระหนกกับเมืองใหญ่เล็กน้อย สายตาของนางกวาดสำรวจไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว และในที่สุดก็หยุดลงที่ป้ายไม้ขนาดใหญ่ซึ่งสลักอักษรสี่คำอย่างงดงาม...‘โรงหมอหุยชุน’
โรงหมอแห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนถนนสายหลัก มีขนาดใหญ่โตและดูภูมิฐานกว่าร้านค้าอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ผู้คนเข้าออกมิได้ขาดสาย บ่งบอกถึงชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ ซูอวิ๋นจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก้าวเท้าข้ามธรณีประตูเข้าไปอย่างมั่นคง
ภายในโรงหมออบอวลไปด้วยกลิ่นสมุนไพรนานาชนิด เด็กรับใช้คนหนึ่งเห็นเครื่องแต่งกายปุปะของนางก็เดินเข้ามาขวางด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก "มีธุระอันใด หากมาขอรับยาการกุศลให้รออยู่ด้านนอก"
ซูอวิ๋นจิ่นไม่ถือสาคำพูดดูแคลนนั้น นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง "ข้ามิได้มาขอรับยา ข้ามีสมุนไพรคุณภาพเยี่ยมมาเสนอขาย ต้องการพบเถ้าแก่ของท่าน"
เด็กรับใช้หัวเราะเยาะ "สมุนไพรคุณภาพเยี่ยมรึ? เจ้าดูสารรูปตัวเองเสียก่อนเถอะ ไปๆ เถ้าแก่เราไม่ว่างมาพบคนอย่างเจ้าหรอก"
ขณะที่กำลังจะไล่นางออกไปนั้นเอง เสียงทุ้มนุ่มทว่าทรงอำนาจก็ดังขึ้นจากด้านหลังฉากกั้น "เสี่ยวซาน เกิดเรื่องอันใดขึ้น?"
บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก้าวออกมา เขาอยู่ในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มเรียบง่ายแต่ตัดเย็บอย่างประณีต เรือนผมสีดำขลับถูกรวบไว้ด้วยกวานหยกขาวสะอาดสะอ้าน แม้ใบหน้าจะยังดูอ่อนวัย แต่ดวงตาเรียวยาวคู่นั้นกลับฉายแววสุขุมลุ่มลึกเกินอายุ ท่าทางสง่างามและกลิ่นอายของผู้คงแก่เรียนผสมผสานกับความเฉียบคมของนักการค้าได้อย่างลงตัว
"เถ้าแก่ขอรับ หญิงนางนี้..." เด็กรับใช้กำลังจะฟ้อง
ซูอวิ๋นจิ่นไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป นางก้าวไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว โค้งกายเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า "คารวะเถ้าแก่ ข้านามซูอวิ๋นจิ่น มาจากหมู่บ้านชิงซี บังเอิญได้พบสมุนไพรหายากบนเขาอวิ๋นอู้ เชื่อว่าโรงหมอของท่านต้องสนใจเป็นแน่"
บุรุษหนุ่มผู้นั้น...หลงจิ่งเทียน...เถ้าแก่หนุ่มแห่งโรงหมอหุยชุน หรี่ตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพิจารณา แม้เสื้อผ้าจะเก่าคร่ำคร่า แต่แววตาของนางกลับสงบนิ่งและมั่นคงผิดกับหญิงชาวบ้านทั่วไป เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะผายมือไปยังโต๊ะรับรองด้านใน "เชิญแม่นางซูทางนี้ ให้ข้าได้ชมสมุนไพรของท่านสักหน่อย"
เมื่อนั่งลงแล้ว ซูอวิ๋นจิ่นจึงค่อยๆ นำหญ้าห้ามเลือดดาราที่ห่อด้วยใบตองอย่างดีออกมาจากตะกร้า แล้วคลี่ออกอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่สมุนไพรปรากฏสู่สายตา แววตาของหลงจิ่งเทียนที่เคยสงบนิ่งก็ปรากฏความประหลาดใจอย่างไม่อาจปิดบังได้!
ในฐานะผู้สืบทอดกิจการโรงหมอมาหลายชั่วคน เขาคุ้นเคยกับสมุนไพรทุกชนิดเป็นอย่างดี แต่หญ้าห้ามเลือดดาราที่อยู่เบื้องหน้านี้ ช่างเหนือล้ำกว่าทุกต้นที่เขาเคยเห็นมาตลอดชีวิต! ใบของมันสมบูรณ์ทุกส่วน สีเขียวมรกตอิ่มตัวราวกับมีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่ตลอดเวลา ที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือประกายสีเงินระยิบระยับที่ปรากฏขึ้นจางๆ ยามต้องแสงไฟในร้าน
เขาหยิบมันขึ้นมาพิจารณาอย่างถี่ถ้วน สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่อัดแน่นอยู่ภายใน กลิ่นหอมสดชื่นเป็นเอกลักษณ์ก็เข้มข้นกว่าปกติหลายเท่านัก
"นี่...นี่คือหญ้าห้ามเลือดดาราชั้นเลิศ!" หลงจิ่งเทียนอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตื่นตะลึง เขาทดลองบดใบเล็กๆ ส่วนหนึ่งจนได้น้ำสีเขียวเข้ม แล้วนำไปป้ายลงบนรอยมีดบาดเล็กๆ ที่นิ้วซึ่งเกิดจากการเตรียมยาก่อนหน้านี้ ผลลัพธ์ที่ได้น่าอัศจรรย์ยิ่ง โลหิตที่เคยซึมออกมาหยุดไหลในพริบตา ความเจ็บปวดบรรเทาลงอย่างรวดเร็ว
"แม่นางซู ท่านได้มันมาจากที่ใดกัน?" เขาเงยหน้าขึ้นถาม ดวงตาจับจ้องนางอย่างลึกซึ้ง พยายามค้นหาคำตอบจากสีหน้าของนาง
"ข้าโชคดีพบมันในหุบเขาลึกบนเขาอวิ๋นอู้เจ้าค่ะ เป็นสถานที่ที่คนทั่วไปเข้าไม่ถึง" ซูอวิ๋นจิ่นตอบตามบทที่เตรียมไว้ สีหน้าเรียบเฉยไม่แสดงพิรุธ
หลงจิ่งเทียนพยักหน้าช้าๆ แม้ในใจจะยังมีข้อกังขา แต่คุณภาพของสมุนไพรคือของจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ "สมุนไพรชุดนี้ ข้าให้ราคาท่านห้าตำลึงเงิน หากในอนาคตท่านได้สมุนไพรคุณภาพเช่นนี้มาอีก ขอให้นำมาที่โรงหมอหุยชุนโดยตรง ข้ายินดีรับซื้อทั้งหมดในราคาสูง"
ห้าตำลึงเงิน! เงินจำนวนนี้มากพอสำหรับครอบครัวชาวนาธรรมดาจะใช้จ่ายได้นานหลายเดือน สำหรับซูอวิ๋นจิ่นแล้ว นี่คือ ‘เงินทุนก้อนแรก’ ที่ล้ำค่าที่สุด!
"ขอบคุณเถ้าแก่หลง" นางรับถุงเงินมา ซ่อนความยินดีไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง
หลังจากทำข้อตกลงเสร็จสิ้น ซูอวิ๋นจิ่นก็รีบปลีกตัวออกมา นางเดินไปยังมุมอับสายตาผู้คนแล้วนำถุงเงินเก็บเข้าไปในมิติลับทันที ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด จากนั้นนางจึงมุ่งหน้าไปยังร้านขายเมล็ดพันธุ์ ซื้อเมล็ดมันเทศและข้าวสารพันธุ์ดีมาอย่างละเล็กน้อยพอไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย ก่อนจะรีบเดินทางกลับหมู่บ้าน
ทุกย่างก้าวที่เดินกลับ ชัยชนะก้าวแรกทำให้หัวใจของนางพองโต ในที่สุดนางก็มีทุนสำหรับแผนการขั้นต่อไปแล้ว
ทว่าขณะที่นางกำลังจะเดินเข้าสู่เขตหมู่บ้านชิงซีนั้นเอง เงาร่างคุ้นตาของใครคนหนึ่งที่ยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ริมทางก็ทำให้นางต้องชะงักฝีเท้าลงกะทันหัน
หมอชราซุนป่ายเฉ่า... เขายืนกอดอกมองมาที่นางด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ในมือของเขาถือสมุนไพรธรรมดาๆ ต้นหนึ่ง แต่สายตาที่จับจ้องมาที่นางกลับเต็มไปด้วยคำถามและความสงสัยใคร่รู้ที่เข้มข้น ราวกับจะมองทะลุเข้าไปให้ถึงความคิดของนาง
"แม่หนูซู...เพิ่งกลับจากเก็บผักป่าบนเขารึ?" เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตานั้นกลับทอประกายคมปลาบ "แต่เหตุใดทิศทางที่เจ้าเดินกลับมา...จึงเป็นเส้นทางที่มาจากตำบลไป๋สุ่ยเล่า?"