สงครามจิตวิทยาทวงของคืน
ความตกตะลึงที่ฉายชัดในแววตาของซุนป่ายเฉ่ามิอาจรอดพ้นไปจากการสังเกตอันเฉียบคมของซูอวิ๋นจิ่นได้ นางรู้ดีว่าตนเองพลั้งเผลอไปแล้ว บรรยากาศรอบกายพลันหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยหินผาหนักพันชั่ง มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่เสียดแทรกผ่านทิวไม้ ราวกับเสียงกระซิบเตือนถึงภยันตราย
ซูอวิ๋นจิ่นสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างสงบเสงี่ยม การแสดงความตื่นตระหนกในยามนี้ มีแต่จะยิ่งยืนยันความน่าสงสัยของตนเอง นางจึงแสร้งคลี่ยิ้มบางเบาบนดวงหน้า ประสานมือคารวะชายชราอย่างนอบน้อม
“ท่านหมอเทวดาอย่าได้แปลกใจไปเลยเจ้าค่ะ ความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้ ข้าเพียงจดจำมาจากคำบอกเล่าของบิดาผู้ล่วงลับ...สมัยท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านชมชอบศึกษาเรื่องพืชพรรณสมุนไพรเป็นงานอดิเรก แม้จะมิใช่หมอโดยอาชีพ แต่ก็มักจะพร่ำสอนข้าถึงสรรพคุณและพิษภัยของสมุนไพรที่พบเห็นอยู่เสมอ เถาหนวดมังกรนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ท่านเคยย้ำเตือนบ่อยครั้ง ข้าจึงจดจำได้ขึ้นใจเจ้าค่ะ”
คำอธิบายของนางฟังดูมีเหตุมีผลอยู่ในที แม้จะยังคงทิ้งร่องรอยแห่งความน่าเคลือบแคลงเอาไว้ ซุนป่ายเฉ่าหรี่ตามองนางอย่างพินิจพิจารณา แววตาที่เคยเต็มไปด้วยความตกตะลึงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความใคร่รู้ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
“บิดาของเจ้า...ซูต้าไห่สินะ” เขาทอดถอนใจแผ่วเบา “น่าเสียดาย...น่าเสียดายยิ่งนัก หากเขายังมีชีวิตอยู่ อาจกลายเป็นผู้มีความรู้ความสามารถอีกคนหนึ่งของหมู่บ้านชิงซีก็เป็นได้”
แม้ปากจะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจของหมอชรากลับมิได้เชื่อคำพูดของนางทั้งหมด ความรู้ระดับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาจะจดจำได้จากการบอกเล่าเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าเขาก็เป็นผู้มีสติปัญญา เมื่อเห็นว่านางไม่ประสงค์จะเปิดเผย เขาก็ไม่คิดจะคาดคั้นต่อไป เพียงแค่สลักภาพของสตรีม่ายผู้นี้ไว้ในใจลึกๆ ในฐานะบุคคลที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ
ซูอวิ๋นจิ่นเห็นท่าทีของอีกฝ่ายผ่อนคลายลง ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นางรีบหาเหตุผลเพื่อปลีกตัวออกมาทันที “ตะวันเริ่มคล้อยต่ำแล้ว ข้าต้องรีบกลับไปหุงหาอาหาร มิเช่นนั้นคงถูกตำหนิอีกเป็นแน่ ขอท่านหมอเทวดาเดินทางโดยสวัสดิภาพนะเจ้าคะ”
นางกล่าวจบก็คารวะอีกครา แล้วหมุนกายเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ซุนป่ายเฉ่ายืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง จ้องมองแผ่นหลังอันบอบบางทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวของนางจนลับสายตา ก่อนจะพึมพำกับตนเองด้วยเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ “สตรีผู้นี้...ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”
เมื่อกลับมาถึงเรือนตระกูลหลิน บรรยากาศอึมครึมก็ต้อนรับนางเช่นเคย หวังชุ่ยฮวานั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ที่แคร่หน้าบ้าน ส่วนจ้าวเจียวเจียวยังคงก้มหน้าก้มตาทำงานในครัวเงียบๆ ไม่กล้าสบตาผู้ใด สายตาของซูอวิ๋นจิ่นกวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะหยุดลงที่ร่างของหลินเอ้อร์หนิว น้องชายสามีตัวดีกำลังเอนกายพิงเสาเรือนอย่างเกียจคร้าน ใช้พัดโบกไล่ความร้อนไปมา ทำราวกับงานในไร่นามิใช่ธุระของตน
ทันทีที่เห็นซูอวิ๋นจิ่นเดินเข้ามา หลินเอ้อร์หนิวก็ยืดตัวขึ้นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงอำนาจ “กลับมาเสียทีนะพี่สะใภ้ใหญ่ มัวแต่ไปอ้อยอิ่งที่ใดมา? งานในไร่นายังมีอีกมาก ท่านแม่บอกว่าพรุ่งนี้ให้เจ้าไปช่วยข้าถางหญ้าที่แปลงนาทางทิศใต้ด้วยก็แล้วกัน”
ซูอวิ๋นจิ่นเพียงปรายตามองเขาอย่างเย็นชา “งานในส่วนของข้า ข้าย่อมรู้ดีว่าต้องทำสิ่งใด ส่วนงานของเจ้า...ก็ควรจัดการด้วยตนเอง”
คำตอบที่ไร้ซึ่งความอ่อนน้อมทำให้หลินเอ้อร์หนิวหน้าตึงขึ้นทันที แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากโต้เถียง เสียงแหลมของหวังชุ่ยฮวาก็ดังแทรกขึ้นมาก่อน “ให้มันน้อยๆ หน่อยซูอวิ๋นจิ่น! เจ้าเป็นสะใภ้บ้านนี้ มีหน้าที่ต้องทำงานรับใช้ทุกคน เอ้อร์หนิวสั่งให้ทำอะไรก็จงทำไป อย่าได้มีปากมีเสียง!”
ซูอวิ๋นจิ่นไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดกับคนพาล นางเพียงโค้งศีรษะรับคำอย่างขอไปที แล้วเดินเลี่ยงเข้าห้องของตนไป ทิ้งให้สองแม่ลูกยืนขุ่นเคืองอยู่เบื้องหลัง ทว่าในใจของนางนั้นเยียบเย็นยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ตราบใดที่ยังอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน การกลั่นแกล้งและโยนงานเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่สิ้นสุด
ภายในห้องเก็บฟืนอันคับแคบและอับชื้น ซูอวิ๋นจิ่นทรุดกายนั่งลงบนเตียงไม้แข็งกระด้าง สายตาของนางกวาดสำรวจหีบไม้ใบเล็กที่ใช้เก็บของส่วนตัว ก่อนจะพบว่ามันมีร่องรอยของการถูกรื้อค้นอีกครั้ง ดวงตาของนางพลันหม่นแสงลงทันที
ของมีค่าอย่างอื่นนางไม่ใส่ใจ แต่ปิ่นปักผมไม้จันทน์หอมอันนั้น...เป็นของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่บิดามารดาในร่างนี้ทิ้งไว้ให้ แม้จะเป็นเพียงปิ่นไม้ธรรมดา แต่สำหรับซูอวิ๋นจิ่นคนเดิมแล้วมันมีค่าทางจิตใจยิ่งกว่าทองคำพันชั่ง คนที่กล้าขโมยมันไป ไม่ต้องสืบก็รู้ว่าเป็นใคร...หลินเสี่ยวเหมย น้องสาวสามีผู้เอาแต่ใจและมีนิสัยลักเล็กขโมยน้อย
หากเป็นเมื่อก่อน นางอาจบุกไปโวยวายทวงของคืนซึ่งๆ หน้า แต่ผลลัพธ์ที่ได้คงมีเพียงการถูกหวังชุ่ยฮวาตะคอกใส่และลงโทษสถานหนักฐานใส่ร้ายลูกสาวสุดที่รักของนาง แต่ซูอวิ๋นจิ่นในยามนี้คือสายลับผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามจิตวิทยา การปะทะซึ่งๆ หน้าคือทางเลือกสุดท้ายของคนโง่เขลา
รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง แผนการอันแยบยลได้ก่อตัวขึ้นในความคิดอย่างรวดเร็ว
เย็นวันนั้น ขณะที่ทุกคนกำลังล้อมวงกินอาหารเย็นกันอย่างเงียบเชียบ ซูอวิ๋นจิ่นซึ่งปกติจะก้มหน้าก้มตากินข้าวในส่วนของตนโดยไม่พูดไม่จา กลับแสร้งทำทีเป็นค้นหาอะไรบางอย่างในแขนเสื้อของตนเอง ท่าทางของนางดูร้อนรนเล็กน้อยจนเป็นที่สังเกต
“มองหาอะไรของเจ้ารึ?” หวังชุ่ยฮวาเอ่ยถามอย่างรำคาญ
ซูอวิ๋นจิ่นเงยหน้าขึ้น สบตากับทุกคนบนโต๊ะอาหาร ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังพอให้ได้ยินกันทั่ว “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะท่านแม่ ข้าแค่หาปิ่นไม้จันทน์ของข้าไม่พบ...ช่างเถอะ คงจะหล่นหายไปที่ใดสักแห่ง”
จากนั้นนางก็ทำทีเป็นทอดถอนใจ พลางเอ่ยขึ้นลอยๆ ราวกับพูดกับตนเอง “แต่ก็น่าเสียดายอยู่บ้าง ปิ่นอันนั้นเป็นของดูต่างหน้าจากบิดาข้า ท่านสั่งทำขึ้นเป็นพิเศษจากไม้จันทน์หอมหายาก เพื่อป้องกันแมลงกัดกิน ท่านจึงนำไปอาบด้วยน้ำมันสกัดจาก ‘หญ้าไหมคัน’ ชนิดหนึ่ง...”
คำว่า ‘หญ้าไหมคัน’ ทำเอาหลินเสี่ยวเหมยที่กำลังคีบผักเข้าปากถึงกับชะงักมือไปเล็กน้อย
ซูอวิ๋นจิ่นแสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น นางยังคงกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “บิดาเคยบอกว่า น้ำมันสกัดนี้มีฤทธิ์แรงมาก หากผู้ใดที่ไม่คุ้นชินนำไปสัมผัสโดยตรง เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็จะเริ่มมีอาการคันยุบยิบไปทั้งตัว จากนั้นจะเกิดเป็นผดผื่นแดงลามไปทั่วผิวหนัง ยิ่งเกาก็ยิ่งลาม คันจนแทบทนไม่ไหว ทรมานราวกับมีหนอนนับพันตัวชอนไชอยู่ใต้ผิวหนัง...ที่น่ากลัวกว่านั้นคือยาถอนพิษมีเพียงชนิดเดียว คือรากของ ‘เถาหนวดมังกร’ ที่ต้องนำมาบดผสมกับน้ำค้างกลางหาวเท่านั้นจึงจะรักษาได้”
สิ้นเสียงของนาง บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม หลินเอ้อร์หนิวและจ้าวเจียวเจียวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ส่วนหวังชุ่ยฮวาก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความรังเกียจ
แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือหลินเสี่ยวเหมย! ใบหน้าของนางซีดเผือดลงในทันที นางจำได้ว่าเมื่อตอนบ่ายที่แอบเข้าไปรื้อของในห้องพี่สะใภ้ นางได้หยิบปิ่นไม้อันนั้นมาลองปักผมดู ทั้งยังลูบไล้มันด้วยความชื่นชมอยู่นานสองนาน...
ความรู้สึกคันยุบยิบพลันแล่นปราดขึ้นมาที่ต้นคอของนางอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย!
“ขะ...ข้าอิ่มแล้ว!” หลินเสี่ยวเหมยลุกพรวดขึ้นอย่างกะทันหัน ตะเกียบในมือร่วงหล่นลงบนพื้นเสียงดังเคร้ง นางรีบวิ่งกลับเข้าห้องของตนเองไปทันที ท่ามกลางสายตางุนงงของทุกคน
ซูอวิ๋นจิ่นยังคงนั่งนิ่ง มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น...เบ็ดได้ถูกหย่อนลงไปแล้ว เหลือเพียงรอให้ปลาตื่นตกใจจนต้องยอมคายเหยื่อออกมาเอง
ตลอดช่วงหัวค่ำ หลินเสี่ยวเหมยขังตัวเองอยู่ในห้อง นางรู้สึกคันไปทั้งตัวจริงๆ ไม่ว่าจะที่ต้นคอ แผ่นหลัง หรือแขนขา นางพยายามเกาอย่างบ้าคลั่ง แต่ก็เหมือนที่พี่สะใภ้ใหญ่พูดไว้...ยิ่งเกาก็ยิ่งคัน! ผิวของนางเริ่มปรากฏรอยแดงเป็นปื้นๆ ภาพของหนอนนับพันตัวที่ชอนไชอยู่ใต้ผิวหนังผุดขึ้นมาในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนแทบคลั่ง
นางอยากจะไปร้องบอกท่านแม่ แต่จะบอกได้อย่างไรว่าตนเองไปขโมยของของพี่สะใภ้มา? หากความจริงปรากฏ นางต้องถูกลงโทษอย่างหนักเป็นแน่! ความกลัวและความเจ็บปวดทรมานทางกายและใจถาโถมเข้าใส่หลินเสี่ยวเหมยจนนางสติแตกในที่สุด
ยามดึกสงัด คืนนั้นไร้แสงจันทร์ มีเพียงแสงดาวริบหรี่ส่องลงมาจางๆ ซูอวิ๋นจิ่นยังคงนั่งอยู่บนเตียง เธอยังไม่หลับ นางกำลังรอคอยอย่างใจเย็น...
แล้วเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่พยายามย่องให้เงียบที่สุดก็ดังขึ้นที่หน้าห้องของนาง ประตูไม้ที่ปิดไม่สนิทถูกแง้มออกอย่างเชื่องช้า วัตถุเล็กๆ ชิ้นหนึ่งถูกสอดเข้ามาแล้ววางลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าของฝีเท้านั้นจะรีบวิ่งหนีจากไปอย่างตื่นตระหนกราวกับหนีภูตผีปีศาจ
ซูอวิ๋นจิ่นรอจนเสียงฝีเท้าเงียบหายไปแล้ว จึงค่อยๆ ลุกขึ้นเดินไปที่ประตู นางก้มลงหยิบปิ่นไม้จันทน์หอมอันนั้นขึ้นมา สัมผัสเย็นเฉียบและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของมันทำให้นางรู้สึกถึงชัยชนะเล็กๆ ครั้งแรกในบ้านตระกูลหลินแห่งนี้
นางกุมปิ่นไม้ไว้ในฝ่ามือ ดวงตาฉายแววคมปลาบดุจเหยี่ยวราตรี นี่เป็นเพียงการสั่งสอนบทแรกเท่านั้น สำหรับหนี้แค้นเรื่องที่นาสินเดิมและบุญคุณที่ต้องชดใช้ด้วยชีวิตของเจ้าของร่างเดิม...นางจะทวงคืนกลับมาให้ครบถ้วนทุกกระเบียดนิ้ว!
ทว่าขณะที่นางกำลังจะปิดประตูและกลับเข้าไปในห้องนั้นเอง หูอันไวต่อเสียงของนางก็ได้ยินเสียงผิดปกติอีกครั้ง...
มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าที่ตื่นตระหนกของหลินเสี่ยวเหมย แต่เป็นเสียงย่ำเท้าที่เชื่องช้าและจงใจซ่อนเร้น...กำลังหยุดนิ่งอยู่ตรงมุมมืดของลานบ้าน ไม่ไกลจากห้องของนางเท่าใดนัก