สำรวจเขาอวิ๋นอู้
ภายในมิติลับ ซูอวิ๋นจิ่นยังคงจ้องมองแปลงดินสีนิลนั้นด้วยลมหายใจที่แผ่วเบา เวลาในโลกภายนอกอาจผ่านไปเพียงชั่วพริบตา แต่ภายในมิติแห่งนี้ ราวกับมีกระแสธารแห่งชีวิตที่ไหลเวียนเร็วกว่าปกติสิบเท่า
สิ่งที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านางคือภาพอันน่าอัศจรรย์ใจ เมล็ดผักบุ้งป่าที่นางเพิ่งหว่านลงไปเมื่อครู่ บัดนี้ได้แทงยอดอ่อนสีเขียวสดขึ้นมาจากผืนดินอย่างพร้อมเพรียง มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราที่สายตาสามารถมองเห็นได้ จากยอดอ่อนกลายเป็นใบเลี้ยงคู่ แตกกิ่งก้านสาขาและทอดยาวเลื้อยพันไปบนผืนดินอย่างแข็งแรง ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา แปลงดินเล็กๆ ก็กลับกลายเป็นดงผักบุ้งที่เขียวชอุ่มอุดมสมบูรณ์ ใบของมันใหญ่กว่าและมีสีเข้มกว่าผักบุ้งป่าทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด หยดน้ำค้างจากบ่อน้ำพุวิเศษเกาะพราวอยู่บนใบ ราวกับอัญมณีที่สะท้อนแสงแห่งชีวิต
“น่าเหลือเชื่อ...” ซูอวิ๋นจิ่นพึมพำกับตนเอง นางไม่เคยพบเห็นปรากฏการณ์ใดที่ขัดต่อกฎเกณฑ์ธรรมชาติเช่นนี้มาก่อน นี่คือความสามารถอันน่าอัศจรรย์ของมิติลับแห่งนี้โดยแท้
นางไม่รอช้า รีบคุกเข่าลงและบรรจงเด็ดยอดผักบุ้งอวบๆ เหล่านั้นด้วยความทะนุถนอม สัมผัสที่ปลายนิ้วบอกนางว่ามันทั้งสดและกรอบเพียงใด นางเก็บเกี่ยวมาได้กำใหญ่พอสำหรับเป็นเสบียงส่วนตัวได้หลายมื้อ ความรู้สึกอิ่มเอมใจและมั่นคงปลอดภัยที่ไม่เคยได้สัมผัสมานานพลันเอ่อล้นขึ้นในอก นี่คือเสบียงแรกที่นางสร้างขึ้นด้วยสองมือของตนเองในโลกใบนี้ เป็นหลักประกันว่านางจะไม่อดตายอยู่ในบ้านตระกูลหลินอีกต่อไป
เมื่อเก็บผักบุ้งเรียบร้อยแล้ว นางจึงออกจากมิติลับกลับสู่ห้องเก็บฟืนที่มืดและอับชื้นดังเดิม แสงอรุณรำไรเริ่มส่องลอดผ่านช่องไม้เข้ามา บอกให้รู้ว่าวันใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เสียงไก่ขันดังแว่วมาจากลานบ้าน ปลุกให้สรรพชีวิตตื่นจากการหลับใหล และปลุกให้นางตระกูลหลินตื่นขึ้นมาเพื่อเริ่มต้นวันแห่งการกดขี่ข่มเหงครั้งใหม่
ซูอวิ๋นจิ่นซ่อนกำผักบุ้งไว้ใต้กองฟางอย่างมิดชิด ก่อนจะหยิบตะกร้าสานใบเก่าและขวานทื่อๆ ที่หวังชุ่ยฮวามอบให้สำหรับใช้หาฟืนขึ้นมาสะพายหลัง นางผลักประตูไม้ออกไป เผชิญหน้ากับสายลมยามเช้าที่เยือกเย็นและสายตาดูแคลนของคนในบ้าน
หวังชุ่ยฮวากำลังยืนเท้าสะเอวสั่งงานจ้าวเจียวเจียวอยู่ที่ลานบ้าน พอเห็นซูอวิ๋นจิ่นเดินออกมาก็ส่งเสียง ‘เหอะ’ ออกมาจากลำคออย่างไม่สบอารมณ์ “นึกว่าตายคาห้องเก็บฟืนไปแล้วเสียอีก ยังมีหน้าโผล่ออกมาได้อีกรึ รีบไปหาฟืนมาให้เต็มตุ่มน้ำ ไม่เช่นนั้นมื้อกลางวันก็ไม่ต้องกิน!”
ซูอวิ๋นจิ่นมิได้ตอบโต้แม้แต่ครึ่งคำ นางเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย เดินผ่านทุกคนไปอย่างเงียบเชียบราวกับไร้ตัวตน การโต้เถียงกับคนพาลมีแต่จะเสียเวลาเปล่า วันนี้นางมีเป้าหมายที่สำคัญกว่านั้นมากนัก...เขาอวิ๋นอู้
เขาอวิ๋นอู้ หรือเขาเมฆหมอก เป็นภูเขาที่ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังหมู่บ้านชิงซี ยามเช้าจะมีสายหมอกขาวนวลลอยปกคลุมยอดเขาอยู่เสมอ ทำให้ดูงดงามแต่ก็แฝงไว้ด้วยความลึกลับ ชาวบ้านทั่วไปกล้าเข้าไปเพียงบริเวณชายป่าเพื่อเก็บฟืนหรือผักป่าเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น ไม่มีผู้ใดกล้าล่วงล้ำเข้าไปลึกกว่านั้น ด้วยกลัวจะหลงทางหรือเผชิญกับสัตว์ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่
ทว่าสำหรับซูอวิ๋นจิ่น อดีตสายลับทหารผู้เชี่ยวชาญการเอาตัวรอดในป่า ป่าดงดิบที่รกชัฏและซับซ้อนเช่นนี้กลับเปรียบเสมือนสนามเด็กเล่นของนาง นางก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าไปในป่า ลัดเลาะไปตามเส้นทางที่คุ้นเคยในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เมื่อพ้นจากสายตาของชาวบ้านแล้ว นางก็เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น มุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนลึกของภูเขาทันที
อากาศภายในป่าลึกนั้นสดชื่นและบริสุทธิ์กว่าภายนอกอย่างเทียบไม่ติด เสียงนกร้องสลับกับเสียงหรีดหริ่งเรไรขับขานเป็นดนตรีแห่งพงไพร แสงแดดส่องลอดผ่านร่มไม้หนาทึบลงมาเป็นลำๆ ราวกับม่านแสงสีทอง ซูอวิ๋นจิ่นสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด พลางเปิดใช้ความสามารถพิเศษของนาง ‘ดวงตาสแกนเนอร์’
ในบัดดล โลกในสายตาของนางก็เปลี่ยนไป ต้นไม้ใบหญ้าทุกชนิดที่ปรากฏในครรลองสายตา ล้วนมีกรอบข้อมูลโปร่งแสงปรากฏขึ้นมาอธิบายรายละเอียดต่างๆ อย่างชัดเจน
【เห็ดหอมป่า: กินได้, อุดมด้วยสารอาหาร, ช่วยบำรุงกำลัง】
【เถาวัลย์หนาม: มีพิษอ่อน, สัมผัสอาจทำให้เกิดอาการคัน】
【เฟิร์นก้านดำ: กินไม่ได้, มีสารพิษทำลายตับ】
นางเดินสำรวจไปเรื่อยๆ พลางใช้ดวงตาสแกนเนอร์คัดแยกพืชพรรณต่างๆ ในใจ ที่ใดมีของดีนางก็แวะเก็บใส่ตะกร้า ไม่นานนักนางก็ได้เห็ดป่าที่กินได้มาหลายชนิด ทั้งเห็ดหอม เห็ดหูหนู และเห็ดฟางป่า ซึ่งล้วนแต่เป็นของที่สามารถนำไปขายในตำบลไป๋สุ่ยได้ราคาดี
แต่เป้าหมายหลักของนางในวันนี้ไม่ใช่ของป่าเหล่านี้ นางยังคงเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ดวงตาคู่สวยกวาดมองไปรอบกายอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อค้นหาสมุนไพรล้ำค่าชนิดหนึ่งที่นางเคยเห็นข้อมูลผ่านตาในมิติ...สมุนไพรที่จะเป็นกุญแจดอกแรกในการสร้างฐานะของนาง
และแล้วในที่สุดนางก็พบมัน...
ณ บริเวณใต้ชะง่อนผาเล็กๆ ที่มีลำธารสายย่อยไหลผ่าน มีหญ้าชนิดหนึ่งขึ้นอยู่เป็นกลุ่มเล็กๆ ลำต้นของมันเป็นสีเขียวอมม่วง ใบเรียวยาวคล้ายใบไผ่ แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือดอกของมันซึ่งเป็นสีขาวบริสุทธิ์ และมีจุดสีน้ำเงินเข้มเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วกลีบดอก ราวกับดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
กรอบข้อมูลโปร่งแสงปรากฏขึ้นทันทีที่นางจับจ้องไปที่มัน
【หญ้าห้ามเลือดดารา: สมุนไพรหายาก, มีสรรพคุณห้ามเลือดและสมานแผลชั้นเลิศ, โดยเฉพาะแผลจากของมีคม, คุณภาพ: ปานกลาง】
หัวใจของซูอวิ๋นจิ่นเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นี่คือ ‘หญ้าห้ามเลือดดารา’ ของจริง! ในยุคที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า สมุนไพรที่มีสรรพคุณห้ามเลือดได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ย่อมมีค่าดุจทองคำ หากนางสามารถนำมันไปเพาะปลูกในมิติลับ และเพิ่มคุณภาพของมันด้วยน้ำพุวิเศษได้ล่ะก็...มูลค่าของมันจะมหาศาลเพียงใด!
นางค่อยๆ ย่อตัวลง เตรียมจะขุดสมุนไพรทั้งรากทั้งโคนอย่างระมัดระวังที่สุด ทว่าในจังหวะนั้นเอง เสียงทุ้มแหบพร่าของชายชราผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้นางชะงักงันไปในทันที
“แม่หนู...เจ้ากำลังทำอะไรอยู่รึ?”
ซูอวิ๋นจิ่นสะดุ้งสุดตัว นางรีบหันขวับกลับไปอย่างรวดเร็ว สัญชาตญาณสายลับทำให้นางเข้าสู่ภาวะเตรียมพร้อมต่อสู้ในทันที แต่เมื่อเห็นผู้ที่มาใหม่ นางก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ผู้ที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลคือชายชราผมขาวโพลน หลังค่อมเล็กน้อย สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีมอซอ บนหลังสะพายตะกร้าสมุนไพรที่เก่าแก่แต่สะอาดสะอ้าน ในมือถือไม้เท้าสำหรับเดินป่า แม้จะดูชราภาพ แต่ดวงตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความเฉียบคมและสติปัญญา ซูอวิ๋นจิ่นจำได้ทันที...นี่คือท่านหมอซุนป่ายเฉ่า หมอเทวดาเพียงคนเดียวของหมู่บ้านชิงซี
“คารวะท่านหมอซุนเจ้าค่ะ” ซูอวิ๋นจิ่นรีบลุกขึ้นยืนพลางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
ซุนป่ายเฉ่ามองนางด้วยความประหลาดใจระคนสงสัย “เจ้าคือ...สะใภ้ใหญ่บ้านตระกูลหลินใช่หรือไม่? เหตุใดจึงเข้ามาในป่าลึกถึงเพียงนี้”
“ข้า...ข้ามาหาฟืนเจ้าค่ะ พอดีเห็นเห็ดป่าขึ้นอยู่เลยเดินตามมาเรื่อยๆ จนหลงมาถึงนี่” ซูอวิ๋นจิ่นตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เก็บงำความตื่นเต้นไว้ภายในใจอย่างมิดชิด
สายตาของหมอชราเหลือบไปเห็นหญ้าที่นางกำลังจะขุดพอดี ประกายความทึ่งวาบขึ้นในดวงตาของเขา “โอ้...เจ้ารู้จักหญ้าห้ามเลือดดาราด้วยรึ?”
“ข้าเพียงเห็นว่ามันมีดอกสวยงามแปลกตา ไม่เคยเห็นมาก่อนเจ้าค่ะ” นางแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง “มันคือสมุนไพรรึเจ้าคะ?”
ซุนป่ายเฉ่ายิ้มบางๆ พลางลูบเคราสีขาวของตน “ใช่แล้ว มันคือสมุนไพรห้ามเลือดชั้นดี แต่พบเห็นได้ยากยิ่งนัก แม้แต่ข้าเองก็ไม่ได้เห็นมันมาหลายปีแล้ว ไม่นึกเลยว่าเด็กสาวเช่นเจ้าจะโชคดีถึงเพียงนี้”
ซูอวิ๋นจิ่นยังคงตีหน้าซื่อ “เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นข้าไม่ยุ่งกับมันดีกว่า เดี๋ยวจะทำของดีเสียหายไปเสียเปล่าๆ” นางกล่าวพลางทำท่าจะเดินจากไป
“เดี๋ยวก่อน” หมอซุนเรียกนางไว้ สายตาของเขามองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ เขาสัมผัสได้ถึงความสงบนิ่งและสุขุมที่ผิดแผกจากหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป ทั้งยังไม่แสดงอาการหวาดกลัวที่ต้องเข้ามาในป่าลึกเพียงลำพัง ความสงสัยในใจจึงเพิ่มพูนขึ้น
เพื่อทดสอบอะไรบางอย่าง เขาจึงชี้ไปยังเถาวัลย์เล็กๆ ที่เลื้อยอยู่บนพื้นดินไม่ไกลนัก มันเป็นเพียงเถาไม้ธรรมดาที่ไม่มีลักษณะเด่นใดๆ เลย “ในเมื่อเจ้ามีความสนใจในพืชพรรณ เช่นนั้นแม่หนูพอจะบอกข้าได้หรือไม่ ว่าสิ่งที่เลื้อยอยู่ตรงนั้นคืออะไร?”
ซูอวิ๋นจิ่นเหลือบมองไปยังเถาวัลย์นั้น ดวงตาสแกนเนอร์ของนางทำงานในเสี้ยววินาที ข้อมูลปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
【เถาหนวดมังกร: สรรพคุณขับร้อนใน แต่รากมีพิษอ่อน ต้องผ่านการต้มสกัดอย่างถูกวิธีจึงจะปลอดภัย】
นางแสร้งทำทีเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ชัดเจน “ข้าไม่แน่ใจนักเจ้าค่ะ แต่เคยได้ยินบิดาผู้ล่วงลับเคยกล่าวไว้ ลักษณะคล้ายสิ่งที่เรียกว่า ‘เถาหนวดมังกร’ ใช้ต้มดื่มแก้ร้อนในได้ แต่เหมือนว่าส่วนรากของมันจะมีพิษอยู่บ้าง หากจัดการไม่ถูกวิธีอาจเป็นอันตรายได้เจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของซุนป่ายเฉ่าแข็งค้างไปในทันที!
ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อาจเก็บงำความตกตะลึงไว้ได้อีกต่อไป เถาหนวดมังกรเป็นพืชที่คนทั่วไปแทบไม่รู้จัก แม้แต่หมอสมุนไพรมือใหม่ก็ยังยากจะแยกแยะได้ แต่หญิงม่ายที่ถูกผู้คนตราหน้าว่าเป็นตัวอัปมงคลผู้นี้ กลับสามารถบอกชื่อและสรรพคุณของมันได้อย่างแม่นยำ...ยิ่งกว่านั้น นางยังรู้ถึงพิษที่ซ่อนอยู่ในรากของมันอีกด้วย!
นี่ไม่ใช่ความรู้ที่ชาวบ้านธรรมดาพึงจะมีได้โดยเด็ดขาด!
ชายชราจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของซูอวิ๋นจิ่น ราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณของนาง บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงในบัดดล มีเพียงเสียงลมที่พัดหวีดหวิวผ่านแมกไม้ และเสียงหัวใจของซูอวิ๋นจิ่นที่เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย...นางรู้ตัวดีว่าตนเองได้เผยพิรุธชิ้นใหญ่ออกไปเสียแล้ว