แผนซ้อนแผนของสะใภ้รอง
คลื่นโทสะที่ถาโถมอยู่ในน้ำเสียงของหวังชุ่ยฮวาเปรียบประดุจอสนีบาตฟาดผ่ากลางลานบ้าน ซูอวิ๋นจิ่นก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องเก็บฟืนด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ทว่าภายในดวงตากลับทอประกายเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งยามเหมันต์
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือหวังชุ่ยฮวาในสภาพเท้าสะเอว ดวงตาถลนแทบจะหลุดออกจากเบ้า ชี้หน้ามาที่นางด้วยนิ้วที่สั่นระริก ข้างกายนางคือจ้าวเจียวเจียว สะใภ้รองผู้มีใบหน้างดงามแต่แฝงด้วยแววเจ้าเล่ห์ บัดนี้นางกำลังทำทีเป็นบีบน้ำตา ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยราวกับลูกกวางน้อยที่ตื่นตกใจ บนพื้นดินใกล้เท้าของพวกนางปรากฏเศษกระเบื้องเคลือบลายครามสีน้ำเงินขาวแตกกระจายเกลื่อนกลาด
"นังตัวหายนะ! เจ้ายังมีหน้าออกมาอีกรึ!" หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่น "ข้าแค่ให้เจ้าสะใภ้รองเรียกเจ้ามาช่วยงานในครัว เหตุใดเจ้าถึงกับต้องริษยาจนถึงขั้นปัดชามลายครามของข้าตกแตก! เจ้ารู้หรือไม่ว่ามันมีค่าเพียงใด!"
ซูอวิ๋นจิ่นกวาดสายตาสำรวจเศษกระเบื้องบนพื้นอย่างเยือกเย็น มันคือชามใบโปรดที่หวังชุ่ยฮวามักใช้อวดโอ่เพื่อนบ้านอยู่เป็นนิจ ทว่านางไม่ได้ตอบโต้ในทันที สัญชาตญาณของสายลับสอนให้นางสังเกตการณ์และรวบรวมข้อมูลก่อนจะเอ่ยวาจาใดๆ
นางเบนสายตาไปยังจ้าวเจียวเจียวผู้กำลังสะอื้นฮัก "พี่สะใภ้ใหญ่...ข้า...ข้าเพียงแค่จะหยิบชามใบนั้นไปล้างเท่านั้น แต่ท่านกลับเดินเข้ามาชนข้าจากด้านหลัง...แล้วยังพูดว่าข้าไม่คู่ควรจะแตะต้องของดีๆ เช่นนี้..."
คำพูดของจ้าวเจียวเจียวช่างน่าฟังและเปี่ยมด้วยความน่าสงสาร แต่สำหรับซูอวิ๋นจิ่นผู้ผ่านการฝึกฝนด้านการอ่านภาษากายมาอย่างโชกโชนแล้วนั้น ทุกท่วงท่าของสะใภ้รองล้วนเต็มไปด้วยช่องโหว่ ดวงตาที่เหลือบมองไปทางอื่นขณะกล่าวหา การกะพริบตาถี่กว่าปกติ และที่สำคัญที่สุด...ปลายนิ้วมือขวาของนางที่กำแน่นนั้น มีคราบสีน้ำตาลเหนียวๆ ติดอยู่จางๆ
"ข้าเพิ่งกลับจากริมลำธารและเดินเข้าห้องเก็บฟืนไปได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ" ซูอวิ๋นจิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ก้องกังวานอย่างน่าประหลาด "ท่านแม่ ท่านลองคิดดูเถิด ข้าจะแยกร่างไปผลักน้องสะใภ้รองที่หน้าครัวได้อย่างไรกัน?"
หวังชุ่ยฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง แต่ความลำเอียงที่มีต่อบุตรสะใภ้คนโปรดก็ทำให้นางตวาดกลับ "อย่ามาแก้ตัว! เจ้าอาจจะย่องออกมาตอนไหนใครจะไปรู้! เจียวเจียวเป็นคนว่านอนสอนง่าย นางไม่มีทางโกหกข้า!"
"จริงหรือเจ้าคะ?" ซูอวิ๋นจิ่นแค่นยิ้มมุมปาก นางเดินเข้าไปใกล้เศษกระเบื้องอย่างเชื่องช้า ย่อตัวลงหยิบชิ้นส่วนที่ใหญ่ที่สุดขึ้นมาพิจารณา "ชามลายครามใบนี้งดงามยิ่งนัก น่าเสียดายที่ต้องมาแตกเพราะความประมาทเลินเล่อ"
นางเงยหน้าขึ้นสบตากับจ้าวเจียวเจียวโดยตรง ดวงตาคมปลาบดุจใบมีดของนางทำให้อีกฝ่ายสะดุ้งเฮือกโดยไม่รู้ตัว "น้องสะใภ้รอง ท่านบอกว่าข้าชนท่านจากด้านหลัง เช่นนั้นเศษกระเบื้องส่วนใหญ่ก็น่าจะกระจายไปด้านหน้าตัวท่านสิ แต่เหตุใดเศษชิ้นที่ใหญ่ที่สุดกลับตกอยู่ใกล้เท้าของท่านเยี่ยงนี้ ราวกับว่า...มันหลุดออกจากมือที่อยู่เหนือบริเวณนั้นโดยตรง"
ใบหน้าของจ้าวเจียวเจียวซีดเผือดลงทันที
ซูอวิ๋นจิ่นยังคงบรรยายต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา "อีกทั้ง...ข้าเพิ่งกลับจากการตักน้ำ เสื้อผ้ายังเปียกชื้น มือไม้ก็เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมริมลำธาร หากข้าเป็นคนปัดชามจริง บนเศษกระเบื้องพวกนี้ก็น่าจะมีรอยเปื้อนของโคลนติดอยู่บ้าง แต่ที่ข้าเห็น...มีเพียงความสะอาดสะอ้านของกระเบื้องที่เพิ่งถูกล้างมาใหม่ๆ เท่านั้น"
ทุกคำพูดของซูอวิ๋นจิ่นเปรียบดังคมหอกที่ทิ่มแทงเข้าไปในแผนการอันตื้นเขินของจ้าวเจียวเจียว หวังชุ่ยฮวาเริ่มมีสีหน้าลังเล นางหันไปมองสะใภ้รองคนโปรดด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
"น้องสะใภ้รอง" ซูอวิ๋นจิ่นกล่าวปิดท้าย เป็นประโยคตัดสินชี้ชะตา "ข้าได้กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลเคี่ยวมาจากบนตัวท่าน...และหากข้าจำไม่ผิด ท่านแม่เพิ่งจะเคี่ยวน้ำตาลอ้อยก้อนใหม่ไว้ในครัวเมื่อครู่นี้เองใช่หรือไม่? ท่านคงไม่ได้แอบหยิบกินจนมือไม้เหนียวเหนอะหนะ แล้วทำชามลื่นหลุดมือไปหรอกนะ?"
สิ้นคำพูดนั้น จ้าวเจียวเจียวก็ตัวสั่นเทิ้มราวกับถูกฟ้าผ่ากลางกระหม่อม นางเผลอคลายมือขวาที่กำแน่นอยู่ออก เผยให้เห็นคราบน้ำตาลอ้อยเหนียวเหนอะติดอยู่ที่ปลายนิ้วอย่างชัดเจน!
"นังเด็กสารเลว!" เสียงของหวังชุ่ยฮวาดังลั่นยิ่งกว่าครั้งแรก แต่คราวนี้เป้าหมายได้เปลี่ยนไปแล้ว! นางพุ่งเข้าไปกระชากแขนจ้าวเจียวเจียวอย่างแรง "เจ้ากล้าดียังไงมาโกหกข้า! ที่แท้ก็เป็นเพราะความตะกละตะกลามของเจ้าที่ทำให้ชามสุดที่รักของข้าต้องมาพังพินาศ!"
"ท่านแม่! ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจ!" จ้าวเจียวเจียวร้องเสียงหลง พยายามจะอธิบาย แต่ก็สายไปเสียแล้ว
หวังชุ่ยฮวาไม่ฟังเสียงใดๆ นางลากร่างของสะใภ้รองไปยังลานบ้าน คว้าไม้กวาดทางมะพร้าวที่พิงอยู่ข้างฝาขึ้นมาฟาดลงบนหลังของจ้าวเจียวเจียวอย่างไม่ยั้งมือ เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของจ้าวเจียวเจียวดังระงมไปทั่วบริเวณ สร้างความพึงพอใจให้แก่ซูอวิ๋นจิ่นเป็นอย่างยิ่ง
นางยืนมองภาพนั้นด้วยแววตาว่างเปล่า การลงทัณฑ์ทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความอัปยศอดสูและความพ่ายแพ้ที่จ้าวเจียวเจียวต้องเผชิญ นี่เป็นเพียงบทเรียนเล็กๆ น้อยๆ สำหรับผู้ที่คิดจะมาหาเรื่องนางเท่านั้น
เมื่อบทละครหน้าลานบ้านจบลง ซูอวิ๋นจิ่นก็หมุนตัวกลับเข้าห้องเก็บฟืนอันมืดมิดของตนอย่างเงียบเชียบ นางไม่สนใจเสียงก่นด่าของแม่สามีหรือเสียงร้องไห้ของสะใภ้รองอีกต่อไป ในใจของนางกำลังวางแผนขั้นต่อไปอย่างเป็นระบบ
หลังจากปิดประตูลง นางทรุดกายนั่งลงบนกองฟาง ทว่าครั้งนี้นางไม่ได้จมอยู่กับความแค้น แต่กลับล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเมล็ดพืชสีดำเล็กๆ ที่เก็บได้จากริมลำธารออกมา มันคือเมล็ดของผักบุ้งป่าที่ชาวบ้านไม่นิยมกินกัน แต่ด้วยดวงตาสแกนเนอร์ของนาง กลับมองเห็นคุณค่าทางอาหารที่ซ่อนอยู่ภายใน
นางหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่จุดตันเถียน พลันความรู้สึกประหลาดก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ราวกับมีประตูที่มองไม่เห็นเปิดออกอยู่เบื้องหน้าจิตสำนึกของนาง เมื่อนางก้าวผ่านประตูนั้นเข้าไป ทิวทัศน์รอบกายก็แปรเปลี่ยนไปในพริบตา
ที่นี่คือมิติลับส่วนตัวของนาง...ผืนดินสีดำสนิทที่อุดมสมบูรณ์ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ตรงกลางมีบ่อน้ำพุใสสะอาดผุดขึ้นอย่างไม่ขาดสาย อากาศภายในนี้บริสุทธิ์และชุ่มชื้น ให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาอย่างน่าอัศจรรย์
ซูอวิ๋นจิ่นเดินไปยังแปลงดินว่างเปล่าที่อยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำพุ นางคุกเข่าลง ใช้นิ้วกรีดผืนดินสีนิลนั้นให้เป็นร่องตื้นๆ อย่างแผ่วเบา สัมผัสของดินดำวิเศษให้ความรู้สึกเย็นและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานชีวิต
นางบรรจงหย่อนเมล็ดผักบุ้งป่าลงไปในร่องดินทีละเมล็ดด้วยความตั้งใจ นี่ไม่ใช่เพียงการเพาะปลูกธรรมดา แต่มันคือการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความหวัง คือก้าวแรกของการสร้างรากฐานเพื่อการเอาตัวรอดและทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของนางกลับคืนมา
หลังจากกลบดินจนเรียบร้อย นางตักน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษมารดลงบนแปลงเพาะปลูกนั้นเบาๆ ทันทีที่หยดน้ำสัมผัสกับผืนดิน นางรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานอันอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากใต้พื้นดิน ราวกับกำลังตอบรับการมาถึงของชีวิตใหม่
ซูอวิ๋นจิ่นจ้องมองแปลงดินเล็กๆ นั้นด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง นี่คืออาณาจักรของนาง คือฐานที่มั่นลับ คือจุดเริ่มต้นของการพลิกชะตา...ผักบุ้งป่าในโลกภายนอกอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะงอกงาม แต่ในมิติแห่งนี้เล่า...มันจะเติบโตได้รวดเร็วเพียงใดกัน?