แรงงานทาสและการสังเกตการณ์
แสงอรุณรุ่งแรกของทิวาวันใหม่สาดส่องผ่านรอยแตกของแผ่นไม้ ก่อเกิดเป็นลำแสงเล็กๆ สาดกระทบใบหน้าของซูอวิ๋นจิ่นที่ยังคงหลับตาพริ้มอยู่บนกองฟางแห้งกรอบ ค่ำคืนที่ผ่านมานางแทบไม่ได้ข่มตานอนเลยแม้แต่น้อย เพลิงแค้นที่สุมอยู่ในอกและความทรงจำอันเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมวนเวียนอยู่ในห้วงสำนึกราวกับพายุคลั่ง แต่เมื่อเปลือกตาเปิดขึ้น ดวงตาคู่นั้นกลับสงบนิ่งราวกับผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น ไม่หลงเหลือร่องรอยความโกรธเกรี้ยวจากรัตติกาลที่ผ่านมาแม้เพียงธุลี
นางรู้ดีว่าการแสดงออกถึงความอาฆาตแค้นในยามนี้ มีแต่จะนำพาภยันตรายมาสู่ตนเอง พยัคฆ์ร้ายที่แท้จริงย่อมซ่อนเล็บคมไว้ใต้ขนอ่อนนุ่ม รอคอยจังหวะที่เหยื่อตายใจจึงค่อยกระโจนเข้าขย้ำให้สิ้นชีพในคราเดียว
*ปัง!*
เสียงถีบประตูไม้ดังสนั่นหวั่นไหว ร่างท้วมของหวังชุ่ยฮวาปรากฏขึ้นที่กรอบประตู แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบร่างนางจากเบื้องหลัง ทำให้ใบหน้าที่บูดบึ้งนั้นยิ่งดูมืดทะมึนน่าหวาดหวั่น ดวงตาหรี่เล็กของนางกวาดมองซูอวิ๋นจิ่นตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์
"ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก! คิดว่าตัวเองเป็นคุณหนูใหญ่หรืออย่างไร? ในเมื่อสามีเจ้าตายไปแล้ว ก็จงทำตัวให้มีประโยชน์ต่อตระกูลหลินเสียบ้าง ออกมาผ่าฟืน ตักน้ำ แล้วก็เอาเสื้อผ้ากองนั้นไปซักให้หมด!" นางชี้ไปยังกองฟืนสูงท่วมหัวที่ลานบ้าน และกองเสื้อผ้าสกปรกกองมหึมาที่มุมหนึ่งด้วยท่าทีเฉกเช่นนายทาสสั่งบ่าวไพร่
ซูอวิ๋นจิ่นลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ก้มศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนประกายตาอันเย็นเยียบของตนเอาไว้ "เจ้าค่ะ...ท่านแม่" นางขานรับด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมจอมปลอม
การถูกปล่อยออกมาจากห้องเก็บฟืนที่คุมขังนางไว้ตลอดสองวันที่ผ่านมา คือโอกาสทองที่นางเฝ้ารอคอย แม้จะต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักราวกับวัวกับควายก็ตามที
นางเดินตามร่างของหวังชุ่ยฮวาออกจากห้องเก็บฟืนที่อับชื้น ก้าวแรกที่เหยียบย่างลงบนพื้นดินของลานบ้านตระกูลหลิน ดวงตาของซูอวิ๋นจิ่นที่แสร้งทำเป็นหวาดกลัวและเลื่อนลอย กลับกำลังทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพราวกับเครื่องมือสำรวจที่เที่ยงตรงที่สุดในโลก
ในฐานะสายลับทหารชั้นยอด ทักษะการจดจำและวิเคราะห์สภาพแวดล้อมได้ถูกฝึกฝนมาจนกลายเป็นสัญชาตญาณ ทุกย่างก้าวที่นางเคลื่อนไหว ทุกองศาที่ดวงตาเหลือบมอง คือการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเงียบเชียบ
ลานบ้านรูปทรงสี่เหลี่ยมปูด้วยดินอัดแข็ง ตรงกลางมีบ่อน้ำโบราณหนึ่งบ่อ ถัดไปคือครัวที่มุงด้วยหลังคาหญ้าคา มีปล่องควันดำทะมึนชี้ขึ้นฟ้า เรือนหลักทางทิศเหนือคือห้องโถงใหญ่และห้องนอนของหวังชุ่ยฮวา ส่วนปีกซ้ายและขวาคือเรือนพักของบุตรชายทั้งสองและครอบครัว...ห้องของหลินเอ้อร์หนิวและจ้าวเจียวเจียวอยู่ทางทิศตะวันออก ส่วนห้องของหลินต้าเฉียงผู้ล่วงลับที่บัดนี้ควรจะเป็นของนาง กลับถูกทิ้งร้างไว้ทางทิศตะวันตก ด้านหลังสุดของตัวบ้านคือห้องน้ำและเล้าหมูเก่าๆ กำแพงดินที่ล้อมรอบบ้านทั้งสี่ด้านมีความสูงเพียงระดับอก มีประตูใหญ่อยู่ทางทิศใต้เพียงแห่งเดียว
ข้อมูลทั้งหมดถูกบันทึกและจัดเรียงเป็นแผนผังสามมิติที่ชัดเจนในสมองของซูอวิ๋นจิ่นในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ นางรู้ตำแหน่งของทุกประตู ทุกหน้าต่าง รู้แม้กระทั่งจุดอับสายตาที่สามารถใช้ซ่อนตัวได้
นางเริ่มต้นงานแรกด้วยการผ่าฟืน ขวานเก่าคร่ำคร่าในมือนั้นหนักอึ้งเกินกว่าเรี่ยวแรงของสตรีร่างบางเช่นนี้ ทว่าซูอวิ๋นจิ่นกลับปรับเปลี่ยนท่วงท่าการเหวี่ยงขวานอย่างชาญฉลาด ใช้แรงจากแกนกลางลำตัวและน้ำหนักของขวานเองในการผ่าท่อนไม้แทนการใช้แรงแขนเพียงอย่างเดียว นางจงใจทำท่าทางให้ดูเงอะงะไม่ประสา ทว่าฟืนแต่ละท่อนกลับถูกผ่าออกเป็นสองซีกอย่างแม่นยำในครั้งเดียว ขณะที่มือทำงาน ดวงตาก็สอดส่ายสังเกตพฤติกรรมของคนในบ้าน หวังชุ่ยฮวากำลังนั่งอยู่หน้าเรือนหลัก สองมือสางเมล็ดทานตะวันเข้าปากอย่างสบายอารมณ์ สายตาจับจ้องนางอย่างไม่วางตา จ้าวเจียวเจียว สะใภ้รอง เดินปัดชายกระโปรงออกมาจากเรือนพักทางปีกตะวันออก นางเหลือบมองซูอวิ๋นจิ่นด้วยแววตาดูแคลนระคนสมน้ำหน้า ก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว
ถัดมาคืองานตักน้ำ ถังไม้สองใบที่ผูกติดกับคานหามนั้นหนักหน่วงยิ่งนัก ยามที่เติมน้ำจนเต็มแล้ว มันแทบจะถ่วงร่างของนางให้จมลงดิน ทุกย่างก้าวที่เดินจากบ่อน้ำไปยังโอ่งเก็บน้ำขนาดใหญ่หลังครัว นางต้องเกร็งกล้ามเนื้อทุกส่วนเพื่อประคองร่างเอาไว้ เหงื่อกาฬไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม แต่ภายในใจของนางกลับเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง การเดินไปกลับนับสิบรอบทำให้นางสามารถคำนวณระยะทางและเวลาที่ต้องใช้ในการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งได้อย่างแม่นยำ
สุดท้ายคืองานซักผ้ากองโตที่ริมลำธารท้ายหมู่บ้าน หวังชุ่ยฮวาจงใจโยนเสื้อผ้าของทุกคนในบ้านมาให้นางซักเพียงผู้เดียว ซูอวิ๋นจิ่นแบกตะกร้าใบใหญ่เดินออกจากประตูบ้านตระกูลหลินเป็นครั้งแรก นี่เป็นโอกาสอันดียิ่งที่จะได้สำรวจสภาพแวดล้อมภายนอก นางจดจำเส้นทาง ลักษณะบ้านเรือนของเพื่อนบ้าน และใบหน้าของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา ทุกคนต่างมองนางด้วยสายตาที่หลากหลาย ทั้งสงสาร สมเพช และหวาดระแวงในฐานะ "ดาวคราสกินสามี"
ขณะที่นางกำลังก้มหน้าก้มตาขยี้ผ้าอยู่บนแผ่นหินริมลำธารใสแจ๋ว จิตใจของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับคราบสกปรกบนเนื้อผ้าเลยแม้แต่น้อย แต่กำลังวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาได้ทั้งหมด...หวังชุ่ยฮวาคือผู้กุมอำนาจสูงสุดในบ้าน นางจะออกมาสอดส่องทุกๆ หนึ่งชั่วยาม จ้าวเจียวเจียวมักจะวนเวียนอยู่แถวห้องครัว หลินเอ้อร์หนิวยังคงนอนหลับอุตุอยู่ในห้อง ส่วนหลินเสี่ยวเหมย...น้องสาวสามีผู้เอาแต่ใจคนนั้น...นางยังไม่เห็นเงาเลยตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมา
ช่างเป็นเรื่องที่น่าผิดสังเกต...
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ที่เรือนตระกูลหลิน ภายหลังจากที่เห็นซูอวิ๋นจิ่นเดินแบกตะกร้าผ้าหายลับไปทางท้ายหมู่บ้านแล้ว เด็กสาวร่างเล็กในชุดสีชมพูสดใสผู้หนึ่งก็ย่องออกมาจากห้องของตนเองอย่างระแวดระวัง นางคือหลินเสี่ยวเหมย น้องสาวคนสุดท้องของตระกูล
หลินเสี่ยวเหมยชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นว่ามารดาของตนนั่งสัปหงกอยู่หน้าเรือน ส่วนพี่สะใภ้รองก็ง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว นางก็รีบวิ่งตัวปลิวไปยังห้องเก็บฟืนที่บัดนี้กลายเป็นที่พักของซูอวิ๋นจิ่นทันที
นางผลักประตูเข้าไปอย่างถือวิสาสะ ดวงตาคู่เล็กกวาดมองไปทั่วห้องที่ทั้งมืดและเหม็นอับด้วยความรังเกียจ บนกองฟางมีเพียงห่อผ้าเก่าๆ หนึ่งห่อเท่านั้น หลินเสี่ยวเหมยเดินเข้าไปกระชากห่อผ้านั้นออกมาแล้วเทของทั้งหมดลงบนพื้น ของสินเดิมที่ติดตัวซูอวิ๋นจิ่นมานั้นช่างน่าสมเพช มีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุด กับกล่องไม้ใบเล็กๆ หนึ่งใบเท่านั้น
นางเปิดกล่องไม้อย่างไม่ไยดี ข้างในมีเพียงปิ่นปักผมทำจากไม้ท้อธรรมดาๆ อันหนึ่ง มันเป็นปิ่นที่เรียบง่าย ปราศจากลวดลายหรือการแกะสลักใดๆ แม้จะไม่ใช่ของมีค่า แต่สำหรับซูอวิ๋นจิ่นคนเดิมแล้ว มันคือของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายที่บิดามอบให้ก่อนสิ้นใจ
หลินเสี่ยวเหมยหยิบปิ่นไม้อันนั้นขึ้นมาพิจารณาด้วยแววตาดูถูก "เฮอะ! นึกว่าจะมีของดีอะไรเสียอีก ที่แท้ก็แค่เศษไม้ไร้ค่า" นางพึมพำกับตัวเอง แต่ถึงกระนั้น ความอิจฉาริษยาและความปรารถนาที่จะแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างมาจากหญิงที่นางเกลียดชังก็ทำให้นางตัดสินใจเก็บปิ่นไม้อันนั้นใส่แขนเสื้อของตนเองไปอย่างหน้าไม่อาย ก่อนจะรีบจัดข้าวของให้เข้าที่อย่างลวกๆ แล้ววิ่งกลับห้องของตนไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อซูอวิ๋นจิ่นทำงานจนเสร็จสิ้นและกลับมาถึงห้องเก็บฟืนในตอนเที่ยงวัน ร่างกายของนางอ่อนล้าไปหมด ทว่าสัญชาตญาณสายลับกลับส่งเสียงเตือนในทันทีที่นางก้าวข้ามธรณีประตู
มีคนเข้ามาในนี้!
แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนเดิม แต่กลิ่นอายที่เปลี่ยนไปเล็กน้อยและร่องรอยการถูกรื้อค้นที่ถูกกลบเกลื่อนอย่างไม่แนบเนียนนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของนางไปได้ นางทรุดกายนั่งลงสำรวจข้าวของของตนเองทันที เสื้อผ้ายังอยู่ครบ...แต่ปิ่นปักผมไม้ท้อในกล่อง...หายไป!
ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมฉายภาพของบิดาผู้ล่วงลับที่ยื่นปิ่นอันนี้ให้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน มันเป็นสมบัติทางใจเพียงชิ้นเดียวที่นางมีเหลืออยู่!
ซูอวิ๋นจิ่นหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับอารมณ์ที่เริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ไม่จำเป็นต้องสืบสวนให้มากความ คนที่กล้าทำเรื่องเช่นนี้ในบ้านตระกูลหลิน มีเพียงคนเดียวเท่านั้น...หลินเสี่ยวเหมย!
นางไม่ได้ลุกขึ้นไปโวยวายหรือทวงถาม แต่กลับบันทึกหนี้แค้นรายการนี้เพิ่มเข้าไปในบัญชีดำของนางอย่างเงียบเชียบ...ขโมยแม้กระทั่งของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของคนตาย ช่างเป็นเด็กสาวที่ถูกเลี้ยงดูมาจนจิตใจบิดเบี้ยวเสียจริง
ขณะที่ซูอวิ๋นจิ่นกำลังจมอยู่ในภวังค์ความคิดและวางแผนที่จะทวงของรักของหวงคืนมาด้วยวิธีของนางเองนั้น พลันเสียงตวาดแหลมสูงของหวังชุ่ยฮวาก็ดังลั่นขึ้นจากหน้าลานบ้านจนนางสะดุ้ง
"ซูอวิ๋นจิ่น! นังตัวอัปมงคล! ออกมานี่เดี๋ยวนี้! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำชามกระเบื้องลายครามของข้าแตก!"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดราวกับพายุคลั่ง ซูอวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วมุ่น นางเพิ่งจะกลับเข้าห้องมาได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ แล้วจะไปทำชามของนางแตกได้อย่างไร? นี่มันคือการหาเรื่องกันชัดๆ!
นางลุกขึ้นยืน ปัดเศษฟางออกจากเสื้อผ้าที่เปียกชื้น ดวงตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้ทอประกายคมปลาบราวกับใบมีดที่เพิ่งลับคม...ดูเหมือนว่าสงครามยกแรก...กำลังจะเริ่มขึ้นเร็วกว่าที่นางคาดไว้เสียแล้ว