ดวงตาสแกนเนอร์และมิติลับ
หลินเอ้อร์หนิวไม่เอ่ยคำใด สายตาของเขาปราศจากความรู้สึกขณะยื่นมือหยาบกร้านออกมาคว้าจับต้นแขนของซูอวิ๋นจิ่นอย่างแรง นางไม่ขัดขืน ปล่อยให้ร่างที่อ่อนระโหยโรยแรงของตนถูกลากถูลู่ถูกังไปตามพื้นดินเย็นเฉียบ ดวงตายังคงพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาที่เสกสรรขึ้น ทว่าภายในใจกลับเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์
ร่างของนางถูกเหวี่ยงเข้าไปในห้องเก็บฟืนท้ายเรือนอย่างไม่ปรานี ประตูไม้เก่าคร่ำคร่าถูกปิดลงตามหลังพร้อมเสียงดังลั่น ตามด้วยเสียงเลื่อนสลักประตูจากด้านนอกอย่างหนักแน่น ความมืดมิดและกลิ่นอับชื้นของไม้เก่าและดินโคลนโอบล้อมร่างของนางในทันที
ซูอวิ๋นจิ่นค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงผนังดินเย็นเฉียบ เมื่อแน่ใจว่าอยู่ตามลำพังแล้ว ม่านน้ำตาที่ฉาบหน้าอยู่ก็เหือดหายไปในพริบตา เหลือเพียงแววตาที่คมกริบและสงบนิ่งผิดกับหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป นางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างประเมินสถานการณ์ ความมืดมิดในห้องเก็บฟืนแทบไม่เป็นอุปสรรคต่อดวงตาที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างโชกโชนของเธอ
นี่คือห้องสี่เหลี่ยมคับแคบที่ใช้เก็บฟืนและเครื่องมือทำเกษตรกรรมที่ชำรุด มีเพียงช่องแสงเล็กๆ ใต้หลังคาที่พอให้แสงจันทร์ลอดผ่านเข้ามาได้บ้าง อากาศภายในทั้งเย็นและชื้น แสดงให้เห็นถึงความไม่ไยดีของตระกูลหลินที่มีต่อสะใภ้ใหญ่ผู้นี้
ท้องของนางเริ่มส่งเสียงประท้วง ความหิวโหยที่ถูกกดไว้ด้วยความวุ่นวายก่อนหน้าเริ่มแผลงฤทธิ์ นางไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ร่างกายของเจ้าของร่างเดิมนี้ก็อ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากปล่อยไว้เช่นนี้ มีหวังได้ตายเพราะความอดอยากก่อนที่จะได้เริ่มแผนการเอาคืนเป็นแน่
ขณะที่ซูอวิ๋นจิ่นกำลังขบคิดหาหนทางเอาตัวรอดอยู่นั้นเอง พลันเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นในห้วงสำนึกของนาง คล้ายมีกระแสลมอุ่นๆ พัดผ่านจิตวิญญาณ ก่อนที่ภาพที่ไม่คุ้นตาจะปรากฏขึ้นในมโนภาพอย่างชัดเจน
เบื้องหน้าของนางคือผืนดินสีดำสนิทกว้างใหญ่ประมาณหนึ่งหมู่ (ประมาณ 166 ตารางเมตร) ดินนั้นดูอุดมสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ ข้างๆ กันมีตาน้ำพุใสสะอาดกำลังผุดพรายอย่างไม่ขาดสาย ไกลออกไปมีโรงเก็บของขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบงัน ทุกอย่างดูแปลกแยกและไม่เข้ากับยุคสมัยนี้อย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น เสียงที่ราบเรียบไร้ความรู้สึกก็ดังขึ้นในหัวของนาง
[…กำลังเชื่อมต่อระบบ…เชื่อมต่อสำเร็จ]
[ยินดีต้อนรับสู่มิติลับฐานทัพเกษตรกรรม]
ซูอวิ๋นจิ่นตกตะลึงไปชั่วขณะ นี่มันอะไรกัน? หรือนางจะหิวจนตาลายและเริ่มเห็นภาพหลอนไปแล้ว? ในฐานะสายลับแห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นางยึดมั่นในหลักการและเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด เรื่องเหนือธรรมชาติเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางไม่เคยเชื่อถือ
นางลองเพ่งสมาธิอีกครั้ง ตั้งใจ "มอง" ไปยังภาพในหัว จิตของนางพลันถูกดูดเข้าไปในสถานที่แห่งนั้น ความรู้สึกที่ได้สัมผัสกับพื้นดินนุ่มเย็นและอากาศที่บริสุทธิ์สดชื่นนั้นเป็นของจริง!
นี่คือ...มิติส่วนตัว? ของขวัญที่ติดตัวมาพร้อมกับการทะลุมิติครั้งนี้หรือ?
หัวใจของซูอวิ๋นจิ่นเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้น นี่ไม่ใช่แค่ทางรอด แต่เป็นขุมทรัพย์ล้ำค่า! ที่ดินวิเศษผืนนี้กับตาน้ำพุที่ไม่สิ้นสุด สามารถพลิกชะตาชีวิตของนางในโลกที่แห้งแล้งและยากจนแห่งนี้ได้อย่างแน่นอน
นางลองเดินเข้าไปสำรวจโรงเก็บของ ประตูเปิดออกอย่างง่ายดายเมื่อนางต้องการ ภายในกว้างขวางและว่างเปล่า มีเพียงชั้นวางของโลหะที่เรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ดูเหมือนว่าพื้นที่แห่งนี้จะสามารถเก็บรักษาสิ่งของได้โดยไม่เน่าเปื่อยหรือเสื่อมสลายไปตามกาลเวลา
เมื่อจิตของนางถอนกลับออกมาสู่ห้องเก็บฟืนที่มืดมิดอีกครั้ง ความหวังก็ได้จุดประกายขึ้นในใจอย่างเจิดจ้า อย่างน้อยที่สุด...นางก็มีน้ำสะอาดให้ดื่มแล้ว นางเพ่งจิตไปที่ตาน้ำพุ ในพริบตาต่อมา ความรู้สึกเย็นชื่นใจของน้ำก็ปรากฏขึ้นในลำคอ ราวกับว่านางได้ดื่มมันเข้าไปจริงๆ ความกระหายที่คุกคามอยู่บรรเทาลงทันที
ทว่าความหิวโหยยังคงอยู่ นางต้องหาอะไรกินให้ได้โดยเร็วที่สุด ขณะที่นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง ดวงตาของนางพลันรู้สึกแปลกไป คล้ายมีม่านพลังงานบางเบาเคลือบอยู่ เมื่อนางจ้องมองไปยังกองฟืนขนาดใหญ่ที่มุมห้อง กรอบสี่เหลี่ยมสีฟ้าโปร่งแสงก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของนาง
[กองฟืนไม้จ๋าจ่า]
[คุณภาพ: ปานกลาง]
[คุณสมบัติ: เหมาะสำหรับเป็นเชื้อเพลิง ให้ความร้อนสม่ำเสมอ]
[หมายเหตุ: มีบางสิ่งถูกซ่อนอยู่ด้านล่างสุด]
ซูอวิ๋นจิ่นกะพริบตาปริบๆ นี่คือความสามารถใหม่อีกอย่างงั้นรึ? ดวงตาสแกนเนอร์? มันสามารถวิเคราะห์คุณสมบัติของสิ่งของได้!
คำว่า "มีบางสิ่งถูกซ่อนอยู่ด้านล่างสุด" ดึงดูดความสนใจของนางในทันที นางไม่รอช้า รีบคลานเข้าไปรื้อกองฟืนอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้การขยับเขยื้อนแต่ละครั้งเป็นไปอย่างยากลำบาก แต่ความหวังที่จะได้พบอาหารทำให้นางมีเรี่ยวแรงขึ้นมา
หลังจากรื้อฟืนออกไปได้ครึ่งกอง ในที่สุดนางก็พบกับสิ่งที่ซ่อนอยู่...มันคือหัวมันเทศเหี่ยวๆ สองสามหัวที่ถูกฝังกลบไว้ใต้กองฟืน คาดว่าคงเป็นของที่คนในบ้านซ่อนไว้กินยามหิว
นางหยิบมันเทศขึ้นมาหัวหนึ่ง แล้วใช้ความสามารถดวงตาสแกนเนอร์อีกครั้ง
[หัวมันเทศเก่าเก็บ]
[คุณภาพ: ต่ำ]
[คุณสมบัติ: สามารถรับประทานได้ ให้พลังงานพื้นฐาน]
[หมายเหตุ: มีร่องรอยหนูแทะ ควรทำความสะอาดและปรุงให้สุกก่อนบริโภค]
แม้จะเป็นเพียงมันเทศเก่าเก็บ แต่สำหรับซูอวิ๋นจิ่นในยามนี้ มันล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ นางไม่สามารถก่อไฟในห้องนี้ได้ จึงตัดสินใจใช้น้ำจากมิติของนางล้างดินและสิ่งสกปรกออกอย่างลวกๆ แล้วกัดกินมันทั้งดิบๆ เนื้อของมันฝืดและไร้รสชาติ แต่เมื่อมันผ่านลำคอลงไปสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า มันกลับให้ความรู้สึกราวกับเป็นอาหารทิพย์
ขณะที่นางกำลังเคี้ยวมันเทศเพื่อประทังชีวิตอยู่นั้นเอง ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่ไม่ปะติดปะต่อก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวอีกครั้ง คราวนี้มันแจ่มชัดราวกับเป็นภาพยนตร์ฉายซ้ำ
นางเห็นภาพของหวังชุ่ยฮวาที่ยิ้มแย้มอย่างใจดีผิดปกติเมื่อหลายวันก่อน นางถือเอกสารฉบับหนึ่งมาหาซูอวิ๋นจิ่นคนเดิม พร้อมกับตลับชาดสีแดงสด นางพูดจาหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานว่านี่เป็นเอกสารสำคัญของตระกูลที่ต้องให้สะใภ้ใหญ่ประทับลายนิ้วมือเพื่อเป็นสิริมงคล
ซูอวิ๋นจิ่นคนเดิมนั้นซื่อและอ่านหนังสือไม่ออก นางเห็นแม่สามีทำดีด้วยก็หลงเชื่ออย่างง่ายดาย นางใช้ปลายนิ้วโป้งกดลงบนตลับชาด แล้วประทับมันลงบนกระดาษแผ่นนั้นโดยไม่ลังเล...
ภาพในความทรงจำซูมเข้าไปที่ตัวอักษรบนหัวกระดาษสามตัว... "สัญญาโอนที่ดิน"!
ความตระหนกแล่นริ้วเข้าสู่หัวใจของซูอวิ๋นจิ่นคนปัจจุบัน นางสืบค้นความทรงจำต่อไปอย่างบ้าคลั่ง และในที่สุดก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทั้งหมด ที่ดินผืนนั้นคือที่นาชั้นดีจำนวนห้าหมู่ที่ซูต้าไห่ บิดาผู้ล่วงลับของเจ้าของร่างเดิมมอบให้เป็นสินเดิมติดตัว! มันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่นางมี และบัดนี้มันได้ถูกหวังชุ่ยฮวาหลอกลวงเอาไปเป็นของตระกูลหลินแล้ว!
ความโกรธแค้นระเบิดขึ้นในอกราวกับภูเขาไฟ ความรู้สึกนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวนางเอง แต่เพื่อเด็กสาวโชคร้ายผู้เป็นเจ้าของร่างคนก่อนที่ถูกรังแกและหลอกใช้จนตัวตาย หวังชุ่ยฮวาวางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น นางไม่ได้ต้องการสะใภ้ แต่ต้องการที่นาสินเดิมของนางต่างหาก! การตายของหลินต้าเฉียงเป็นเพียงข้ออ้างที่นางใช้เพื่อกำจัดเสี้ยนหนามอย่างซูอวิ๋นจิ่นให้พ้นทางเท่านั้น
ซูอวิ๋นจิ่นกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด มันเทศในมือถูกบีบจนแหลกละเอียด ดวงตาของนางที่เคยมืดมนในความมืด บัดนี้กลับทอประกายเย็นเยียบราวกับแสงดาวในคืนเดือนดับ
ตระกูลหลิน...พวกเจ้ามันช่างเลือดเย็นและละโมบเสียเหลือเกิน พวกเจ้าคิดว่าการขังข้าไว้ในนี้จะทำให้ทุกอย่างจบสิ้นงั้นรึ? พวกเจ้าคิดผิดแล้ว
พวกเจ้าไม่ได้แค่ขังหญิงสาวที่น่าสงสารไว้ แต่พวกเจ้าได้ปลุกพยัคฆ์ร้ายที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาต่างหาก
"หวังชุ่ยฮวา...ตระกูลหลิน..." นางพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าแต่แฝงไปด้วยไอสังหาร "บัญชีแค้นที่พวกเจ้าก่อขึ้น ทั้งชีวิตของเจ้าของร่างเดิม และที่นาห้าหมู่ของข้า...ข้า ซูอวิ๋นจิ่น จะขอทวงคืนกลับมาทั้งหมด...พร้อมด้วยดอกเบี้ยอย่างสาสม!"