ตื่นขึ้นมาในร่างสะใภ้รอง
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของอาหารบูดเน่าผสมกับกลิ่นอับชื้นของฟางเก่าๆ ลอยมากระทบจมูก กระตุ้นสติสัมปชัญญะที่กำลังหลับใหลให้ตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน
ซูหลันพยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง ทว่าความรู้สึกปวดร้าวราวกับกระดูกทั่วร่างถูกบดขยี้กลับแล่นพล่านขึ้นมา สิ่งแรกที่นางสัมผัสได้คือความอ่อนแรงอย่างแสนสาหัส ร่างกายนี้ผอมโซจนแทบจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ลมหายใจรวยรินราวกับตะเกียงที่ใกล้จะดับมอด
ยังไม่ทันที่สายตาจะปรับให้เข้ากับแสงสว่างอันเลือนราง เสียงตวาดแหลมสูงราวกับเป็ดถูกเชือดก็ดังแหวกอากาศเข้ามาเสียก่อน
"นังตัวดี! ตะวันโด่งป่านนี้ยังจะแกล้งตายอยู่อีกหรือ! คิดว่าบ้านตระกูลเฉินของข้ามีข้าวสารเหลือเฟือไว้เลี้ยงตัวไร้ประโยชน์ที่ไข่ไม่ได้อย่างเจ้าหรืออย่างไร!"
น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและมาดร้าย หญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและแววตาละโมบ ยืนตระหง่านอยู่ปลายเตียงเตาที่เย็นเฉียบ นางคือ 'หวังชุ่ยฮวา' แม่สามีผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในบ้านหลังนี้
ในมือของหวังชุ่ยฮวามีชามดินเผาบิ่นๆ ใบหนึ่ง ภายในนั้นคือข้าวตังสีเหลืองคล้ำที่ส่งกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ลอยฟ่องอยู่ในน้ำแกงใสแจ๋วที่มีเศษผักเหี่ยวๆ เพียงสองสามใบ นี่ไม่ใช่อาหารของมนุษย์ ทว่าเป็นเพียงเศษอาหารเหลือทิ้งที่แม้แต่สุนัขในตระกูลเศรษฐียังเมินหน้าหนี
"ท่านแม่ อย่าได้โมโหจนเสียสุขภาพเลยเจ้าค่ะ ในเมื่อน้องสะใภ้รองไร้เรี่ยวแรงจะกินข้าว ประเดี๋ยวข้าผู้เป็นพี่สะใภ้จะช่วยสงเคราะห์ กรอกข้าวลงคอให้นางเอง"
เสียงหวานหยดย้อยทว่าแฝงไปด้วยความรังเกียจดังขึ้นจากด้านข้าง 'หลี่ซิ่วเหมย' สะใภ้ใหญ่ของบ้านก้าวออกมา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มจอมปลอมที่ดูหน้าไหว้หลังหลอก นางถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นท่อนแขนอวบอัดที่แสดงถึงการกินดีอยู่ดี แตกต่างจากซูหลันราวฟ้ากับเหว
ซูหลันหรี่ตาลง สัญชาตญาณความระแวดระวังของ 'สายสืบสาวระดับแนวหน้า' จากยุคอนาคตถูกปลุกให้ตื่นตัวเต็มที่ แม้จะยังสับสนกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจากห้องสืบสวนอันทันสมัย กลายมาเป็นเรือนดินซอมซ่อในยุคโบราณ แต่นางก็ตระหนักได้ในเสี้ยววินาทีว่า ตนเองได้ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของหญิงสาวที่ชื่อแซ่เดียวกัน และกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด
หลี่ซิ่วเหมยก้าวอาดๆ เข้ามาหา มืออวบหนายื่นออกหมายจะคว้าบีบปลายคางของซูหลันเพื่อบังคับให้เปิดปากรับเศษอาหารบูดเน่าเหล่านั้น
"กินเข้าไปซะ นังตัวกาลกิณี!" หลี่ซิ่วเหมยแค่นเสียงลอดไรฟัน
แต่ในชั่วพริบตาที่ปลายนิ้วของสะใภ้ใหญ่กำลังจะสัมผัสโดนผิวหนัง ซูหลันที่ดูเหมือนจะหมดสติไปแล้วกลับพลิกตัวหลบด้วยความเร็วที่ไม่มีใครคาดคิด!
ดวงตาหงส์ที่เคยหม่นหมองบัดนี้ทอประกายเย็นเยียบและคมกริบราวกับใบมีด แม้ร่างกายจะอ่อนแอไร้พละกำลัง แต่ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดและการคำนวณทิศทางแรงที่สลักลึกอยู่ในวิญญาณของสายสืบสาวไม่ได้เลือนหายไปไหน นางใช้หลักการ 'ยืมแรงปะทะแรง' อาศัยจังหวะที่หลี่ซิ่วเหมยโถมน้ำหนักตัวเข้ามา คว้าหมับเข้าที่ข้อมืออวบหนานั้น
"โอ๊ย!"
หลี่ซิ่วเหมยอุทานด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันได้ดึงมือกลับ ซูหลันก็บิดข้อมือของอีกฝ่ายย้อนทิศทางข้อต่ออย่างแม่นยำ พร้อมกับใช้เท้าเกี่ยวข้อเท้าของสะใภ้ใหญ่จนเสียหลัก
ตึง!
ร่างอวบของหลี่ซิ่วเหมยล้มกระแทกพื้นดินอัดแน่นอย่างแรง ซูหลันไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ นางพลิกตัวขึ้นคร่อมทับส่วนหลังของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว มือซ้ายกดท้ายทอยของหลี่ซิ่วเหมยแนบติดพื้น ส่วนมือขวาล็อกแขนของสะใภ้ใหญ่ไพล่หลังแล้วดึงรั้งขึ้นสูงจนถึงจุดที่ข้อต่อหัวไหล่ตึงเปรี๊ยะ
"อ๊ากกก! แขนข้า! แขนข้าจะหักแล้ว! ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย!" หลี่ซิ่วเหมยกรีดร้องลั่นบ้าน ใบหน้าที่เคยเย่อหยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด น้ำหูน้ำตาไหลพราก นางพยายามดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้น แขนที่ถูกล็อกไว้ก็ยิ่งเจ็บปวดร้าวลึกถึงกระดูก
เหตุการณ์พลิกผันอย่างกะทันหันนี้สร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคนในห้อง
หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้างจนแทบจะถลน ชามข้าวบูดในมือสั่นระริก นางไม่เคยคิดฝันว่าสะใภ้รองที่ปกติเอาแต่ก้มหน้าให้ด่าทอทุบตีและอ่อนแอราวกับลูกไก่ในกำมือ วันนี้กลับกล้าลุกขึ้นมาสู้ ซ้ำยังมีกระบวนท่าที่แปลกประหลาดและดุดันถึงเพียงนี้
"เอ่อ... ชุ่ยฮวา ซิ่วเหมย พวกเจ้าค่อยๆ พูดจากันเถิด อย่าได้ลงไม้ลงมือกันเลย ประเดี๋ยวเพื่อนบ้านจะหัวเราะเยาะเอาได้..."
เสียงแหบพร่าและสั่นเครือดังมาจากมุมห้อง 'เฉินต้าหนิว' พ่อสามีผู้มีใบหน้ากร้านแดดและหลังค่อมงุ้ม พยายามส่งเสียงห้ามปราม ทว่าน้ำเสียงของชายแก่ผู้นี้ช่างเบาหวิวและไร้น้ำหนัก เขาเพียงยืนบีบมือตัวเองไปมา ไม่กล้าแม้แต่จะก้าวเข้ามาห้ามปรามภรรยาและลูกสะใภ้อย่างจริงจัง สมกับที่เป็นชายหัวอ่อนผู้ปล่อยให้เมียเป็นใหญ่
ที่หลังกรอบประตูห้อง 'เฉินเจียวเจียว' น้องสาวสามีวัยแรกรุ่น แอบชะโงกหน้ามองดูเหตุการณ์ด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเล็กๆ ซีดเผือด เมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบของซูหลันที่ตวัดมองมา เด็กสาวก็สะดุ้งเฮือกและรีบหดหัวกลับไปซ่อนตัวทันที ราวกับเห็นมัจจุราช
ในขณะที่ซูหลันยังคงกดล็อกแขนของหลี่ซิ่วเหมยไว้ ความเจ็บปวดแปลบปลาบก็แล่นริ้วขึ้นมาในสมอง พร้อมกับความทรงจำของ 'เจ้าของร่างเดิม' ที่หลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำทะลัก
ซูหลันคนเดิมเป็นหญิงสาวที่น่าสงสาร นางถูกซื้อตัวมาเป็นสะใภ้รองด้วยเงินเพียงไม่กี่อีแปะ ต้องทำงานหนักตั้งแต่ไก่โห่ยันค่ำมืดดึกดื่น ซักผ้า ผ่าฟืน ตักน้ำ ทำอาหาร แต่กลับได้กินเพียงน้ำล้างหม้อและเศษอาหารเหลือทิ้ง ซ้ำร้ายยังถูกแม่สามีและสะใภ้ใหญ่รังแกสารพัด สิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ นางรู้สึกปวดหน่วงที่ท้องน้อยและร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ อย่างไร้สาเหตุ ทำให้แต่งงานมาปีกว่าก็ยังไร้วี่แววของการตั้งครรภ์ ซึ่งนั่นกลายเป็นข้ออ้างชั้นดีให้หวังชุ่ยฮวาใช้ด่าทอและกดขี่นางเยี่ยงทาส
*หึ... ไร้ประโยชน์ที่ไข่ไม่ได้อย่างนั้นหรือ?*
ซูหลันลอบแค่นเสียงในใจ ดวงตาของนางหรี่ลงอย่างจับผิด สัญชาตญาณนักสืบของนางบอกว่า อาการอ่อนแอเรื้อรังและอาการปวดท้องน้อยของร่างเดิมนี้ ไม่ใช่ความผิดปกติทางธรรมชาติอย่างแน่นอน มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่สกปรกซ่อนอยู่
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนได้ยินเพียงเสียงหอบหายใจ ซูหลันจึงยอมคลายมือที่ล็อกแขนหลี่ซิ่วเหมยออกช้าๆ นางหยัดกายลุกขึ้นยืน แม้ร่างกายจะโอนเอนเล็กน้อยเพราะความหิวโหยและอ่อนเพลีย แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรงสง่างาม แววตาที่จ้องมองหวังชุ่ยฮวาและหลี่ซิ่วเหมยนั้น ปราศจากความหวาดกลัวอย่างที่เคยเป็นมา
"หากใครกล้าแตะต้องตัวข้าอีก ข้าจะไม่หยุดแค่บิดแขนแน่" ซูหลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่เย็นเยียบจนจับขั้วหัวใจ
นางก้าวเดินอย่างเชื่องช้า เข้าไปดึงชามข้าวบูดผสมน้ำแกงเหลือๆ ออกจากมือของหวังชุ่ยฮวาที่ยังคงยืนแข็งค้างด้วยความตกตะลึงระคนหวาดระแวง
ซูหลันไม่พูดอะไรอีก นางประคองชามใบนั้นและหันหลังเดินกลับเข้าไปในห้องเก็บฟืนซอมซ่ออันเป็นที่พักของตน ทิ้งให้คนตระกูลเฉินยืนเบิกตากว้างมองตามแผ่นหลังที่ผอมบางทว่าแผ่กลิ่นอายอันตรายออกมาอย่างไม่อาจละสายตา
เมื่อประตูปิดลง ซูหลันทรุดตัวลงนั่งบนเตียงฟางอย่างหมดแรง หอบหายใจหนักหน่วง การใช้ทักษะต่อสู้เมื่อครู่ดึงพลังงานเฮือกสุดท้ายของร่างกายนี้ไปจนหมดสิ้น นางก้มมองชามข้าวในมือ ตั้งใจจะเททิ้งเพื่อหาหลักฐานบางอย่าง ทว่าในวินาทีที่สายตาจดจ่ออยู่กับเศษข้าวบูดเน่านั้นเอง...
จู่ๆ แสงสีฟ้าอ่อนจางก็สว่างวาบขึ้นในห้วงอากาศเบื้องหน้า!
ภาพตรงหน้าบิดเบี้ยวเล็กน้อย ก่อนที่ข้อความอักขระเรืองแสงแปลกประหลาดจะปรากฏขึ้นซ้อนทับบนชามข้าวราวกับภาพลวงตา พร้อมกับเสียงสะท้อนในหัวที่เย็นชาและไร้อารมณ์...
*[ระบบกำลังตรวจสอบวัตถุต้องสงสัย... พบสารพิษอันตรายซ่อนเร้น!]*