ตื่นขึ้นมาบนภูเขาไร้ค่า พร้อมฝีปากที่ไร้ความปรานี
ความเจ็บปวดแล่นริ้วจู่โจมศีรษะราวกับถูกค้อนเหล็กทุบตี ซูหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกับเบิกตากว้าง สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องครัวอันหรูหราของภัตตาคารระดับห้าดาวที่นางคุ้นเคย ทว่ากลับเป็นหลังคาแฝกผุพังที่เต็มไปด้วยหยากไย่และรอยรั่วจนแสงแดดส่องลอดลงมาได้
กลิ่นอับชื้นของดินโคลนและหญ้าแห้งลอยเตะจมูก ความทรงจำแปลกปลอมสายหนึ่งหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงคำนึงอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำหลาก นางมิใช่ซูหว่านชิว แม่ครัวหัวป่าก์ฝีปากกล้าแห่งยุคปัจจุบันอีกต่อไปแล้ว แต่บัดนี้นางคือ 'หลินหว่านเยว่' บุตรสาวคนโตของบ้านรองตระกูลหลินแห่งหมู่บ้านหลีอวี่ แคว้นเจียงหนาน เด็กสาวชาวนาผู้อาภัพที่เพิ่งสิ้นลมหายใจเพราะความหิวโหยและความหนาวเหน็บ
ร่างบางพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตาที่เย็นเฉียบ พลางกวาดสายตามองไปรอบห้องแคบๆ ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงเพิงพักพิง ตรงมุมห้องนั้นมีร่างของบุรุษวัยกลางคนนั่งเหม่อลอยอยู่ ขาข้างหนึ่งของเขาบิดเบี้ยวผิดรูปไร้เรี่ยวแรง นั่นคือ 'หลินเอ้อร์หนิว' บิดาของร่างนี้ผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ข้างกายเขามีสตรีใบหน้าซีดเซียวซูบผอมกำลังใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตาอย่างเงียบงัน 'ซูซื่อ' มารดาผู้มีร่างกายอ่อนแออมโรค และที่น่าเวทนาที่สุดคือเด็กชายตัวน้อยวัยห้าหนาว 'หลินเสี่ยวเฉิน' น้องชายที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก กำลังขดตัวกุมท้องน้อยๆ ด้วยความหิวโหย
“สวรรค์ นี่มันนรกขุมใดกัน...” ซูหว่านชิวพึมพำกับตนเอง
สายตาของนางพลันสะดุดเข้ากับกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะไม้ไผ่โยกเยก นางเอื้อมมือไปหยิบมันขึ้นมาพิจารณา ตัวอักษรสีดำที่จารึกไว้ชัดเจนทำให้คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน นี่คือ 'หนังสือตัดขาดญาติ' ที่ประทับรอยนิ้วมือสีแดงชาดไว้อย่างสมบูรณ์
เนื้อความในจดหมายระบุชัดเจนว่า ตระกูลหลินสายหลักได้ทำการตัดขาดครอบครัวบ้านรองของหลินเอ้อร์หนิวอย่างเป็นทางการ โดยผลักไสไล่ส่งพวกเขาให้มาอาศัยอยู่บน 'ภูเขาอู๋กู่' ซึ่งเป็นภูเขาแห้งแล้งท้ายหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยหินกรวด ปลูกพืชพรรณอันใดก็มิขึ้น พร้อมทั้งระบุข้อความเด็ดขาดว่า นับแต่นี้ไปภูเขาอู๋กู่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวบ้านรอง และบ้านใหญ่ตระกูลหลินจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดื่มน้ำไม่ร่วมบ่อ ตายไม่เผาผีกันอีกต่อไป
แทนที่จะโศกเศร้า มุมปากของซูหว่านชิวกลับยกยิ้มขึ้นอย่างเย็นเยียบ สำหรับหลินหว่านเยว่คนเดิม นี่อาจเป็นจดหมายประหารชีวิต แต่สำหรับแม่ครัวสาวผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน นี่คือ 'เอกสารปลดแอก' ชั้นดี! นางไม่ต้องทนก้มหัวเป็นทาสรับใช้พวกญาติหน้าเลือดอีกต่อไป และภูเขาอู๋กู่ผืนนี้ แม้จะดูไร้ค่าในสายตาผู้อื่น แต่มันคือแผ่นดินของนางแต่เพียงผู้เดียว!
ปัง!
ความคิดของนางยังไม่ทันจบลง บานประตูไม้ที่ผุพังก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบจะหลุดกระเด็น สตรีร่างท้วมสวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลเข้ม ใบหน้าอวบอูมเต็มไปด้วยความร้ายกาจก้าวตึงตังเข้ามาในห้อง สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ ราวกับแร้งที่กำลังหาซากศพ ก่อนจะหยุดลงที่ถุงผ้าใบเล็กมุมห้อง
“จางกุ้ยเฟิน!” ซูหว่านชิวจำสตรีผู้นี้ได้ในทันที ป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลิน สตรีหน้าหนาผู้เป็นดั่งปลิงดูดเลือด!
“พวกตัวไร้ค่าเอ๊ย! ในเมื่อพวกเจ้าถูกตัดขาดจากตระกูลหลินแล้ว ข้าวสารหยาบครึ่งถุงนี้ก็ต้องเป็นของบ้านใหญ่ ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่ตระกูลหลินเมตตาเลี้ยงดูพวกเจ้ามาจนถึงป่านนี้ก็แล้วกัน!” จางกุ้ยเฟินแค่นเสียงหยัน พลางปรี่เข้าไปคว้าถุงเสบียงก้นหีบใบสุดท้ายของครอบครัวบ้านรอง
“พี่สะใภ้ใหญ่! ไม่ได้นะเจ้าคะ!” มารดาซูรีบถลาเข้าไปขวางด้วยน้ำตาอาบหน้า “นั่นเป็นเสบียงเฮือกสุดท้ายของพวกเรา หากท่านเอาไป เสี่ยวเฉินจะต้องอดตายเป็นแน่ ท่านเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน ละเว้นพวกเราเถิดเจ้าค่ะ!”
“ถุย! ใครเป็นสายเลือดเดียวกับพวกเจ้า!” จางกุ้ยเฟินถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจ “สามีของเจ้ามันก็แค่คนพิการไร้ประโยชน์ ภรรยาก็เอาแต่ป่วยออดแอด ลูกๆ ก็มีแต่พวกตัวล้างผลาญ ข้าวครึ่งถุงนี้ให้พวกเจ้ากินไปก็เสียของเปล่า สู้เอาไปต้มข้าวต้มให้ลูกชายข้ากินบำรุงสมองก่อนสอบยังจะดีเสียกว่า หลีกไป!”
นางผลักร่างบอบบางของมารดาซูจนล้มลงไปกองกับพื้น หลินเอ้อร์หนิวพยายามจะลุกขึ้นมาช่วยภรรยาแต่ขาที่พิการก็ทำให้เขาล้มกลิ้งลงไปอีกคน หลินเสี่ยวเฉินร้องไห้จ้าด้วยความหวาดกลัว
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
น้ำเสียงเยือกเย็นและทรงอำนาจดังขึ้น ทำเอาการเคลื่อนไหวของจางกุ้ยเฟินชะงักงัน ซูหว่านชิวก้าวลงจากเตียงเตา ร่างกายแม้นจะผอมบางและสวมเพียงเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ แต่แววตาที่มองตรงมากลับคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งลับเสร็จใหม่ๆ
“นังเด็กเมื่อวานซืน เจ้ากล้าตวาดข้าหรือ!” จางกุ้ยเฟินเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ ปกติหลินหว่านเยว่ผู้นี้เอาแต่ก้มหน้าขี้ขลาด ยอมให้ข่มเหงมาตลอด แต่วันนี้เหตุใดจึงมีสายตาที่น่าสะพรึงกลัวปานนี้
ซูหว่านชิวเดินเข้าไปประจันหน้า ชูหนังสือตัดขาดญาติในมือขึ้นระดับสายตา “ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านตาบอดหรือว่าสมองเสื่อมกันแน่? ในหนังสือฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนด้วยลายมือและรอยนิ้วมือของท่านปู่ว่า 'บ้านใหญ่และบ้านรองตัดขาดกันเด็ดขาด ไม่ข้องแวะเกี่ยวพันกันอีก' หมึกยังไม่ทันจางหาย ท่านก็บุกรุกเข้ามาในเคหสถานของผู้อื่นเพื่อปล้นชิงทรัพย์สินเสียแล้ว หรือว่าจริยธรรมของตระกูลหลินสายหลัก คือการสวมรอยเป็นโจรภูเขา!”
“เจ้า... นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! ข้าเป็นป้าสะใภ้เจ้านะ! เสบียงนี่ก็เป็นของตระกูลหลิน ข้าแค่มาทวงคืน!” จางกุ้ยเฟินหน้าดำหน้าแดง ชี้หน้าด่าทอ
“ป้าสะใภ้หรือ? ถุย!” ซูหว่านชิวเลียนแบบท่าทางถ่มน้ำลายของอีกฝ่ายได้อย่างเจ็บแสบ “ข้าจำได้ว่าตอนที่ตระกูลหลินไล่พวกเราออกมา พวกท่านยึดทั้งบ้าน ยึดทั้งที่ดินทำกินผืนงาม ทิ้งให้พวกเรามาอยู่บนภูเขาไร้ค่าแห่งนี้พร้อมกับเสื้อผ้าติดกายและข้าวหยาบเพียงครึ่งถุง ข้าวถุงนี้คือส่วนแบ่งอันน้อยนิดที่พวกเราพึงได้จากการตรากตรำทำงานหนักให้บ้านใหญ่มานับสิบปี! ท่านกล้าพูดได้อย่างไรว่ามาทวงคืน? ความหน้าหนาของท่านนี่ นำไปสร้างกำแพงกันน้ำท่วมเมืองชิงโจวได้เลยกระมัง!”
“นี่เจ้า... เจ้ากล้าด่าข้าหน้าหนา!”
“ข้ายังพูดไม่จบ!” ซูหว่านชิวก้าวรุกคืบ แววตาแผ่รังสีคุกคามจนจางกุ้ยเฟินต้องก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว “หากท่านยังดึงดันจะแย่งชิงอาหารประทังชีวิตของคนพิการและเด็กเล็ก ข้าก็จะเดินลงจากภูเขาอู๋กู่เดี๋ยวนี้ ไปป่าวประกาศที่ศาลบรรพชนและกลางตลาดตำบลผิงอัน ให้ชาวบ้านได้รู้กันทั่วว่า ตระกูลหลินสายหลักช่างมีเมตตาธรรม บีบบังคับน้องชายสายเลือดเดียวกันให้ตายทั้งเป็น! ข้าอยากรู้นักว่า หากข่าวนี้แพร่ออกไป บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของท่านยังจะมีหน้าไปสอบจอหงวน หรือจะมีแม่นางบ้านใดกล้าแต่งเข้าตระกูลที่เหี้ยมโหดเยี่ยงนี้อีก!”
คำพูดของซูหว่านชิวแทงทะลุจุดตายของจางกุ้ยเฟินอย่างจัง ชื่อเสียงของบุตรชายคือสิ่งเดียวที่นางหวงแหนยิ่งกว่าชีวิต หากเรื่องนี้ถึงหูผู้นำหมู่บ้านและบัณฑิตในตำบล อนาคตของบ้านใหญ่คงจบสิ้นแน่
ใบหน้าอวบอูมของจางกุ้ยเฟินซีดเผือดสลับเขียวคล้ำ นางกำมือแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ ริมฝีปากสั่นระริกแต่กลับหาคำมาเถียงไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ สตรีตรงหน้ามิใช่หลินหว่านเยว่คนเดิมที่ขี้ขลาดตาขาวอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นนางมารร้ายที่มีฝีปากคมกล้าประดุจกรรไกรตัดเหล็ก!
“ฝากไว้ก่อนเถอะ นังเด็กเหลือขอ! สักวันพวกเจ้าต้องอดตายอยู่บนภูเขาหัวโล้นนี่!”
จางกุ้ยเฟินทิ้งคำผรุสวาทไว้ด้วยความอับอาย ก่อนจะสะบัดหน้าเดินกระแทกเท้าตึงตังหนีออกไปทางประตูที่พังยับเยิน ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองถุงข้าวสารอีก
เมื่อแผ่นหลังของศัตรูพ้นสายตา บรรยากาศภายในห้องก็กลับมาเงียบสงัด หลินเอ้อร์หนิวและมารดาซูมองบุตรสาวคนโตด้วยแววตาตกตะลึงระคนตื้นตัน พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าบุตรสาวที่อ่อนแอจะกล้ายืนหยัดปกป้องครอบครัวได้อย่างเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ลุกขึ้นเถิดเจ้าค่ะ” ซูหว่านชิวรีบเข้าไปประคองมารดาและบิดาให้ลุกขึ้นนั่งบนเตียงเตา จากนั้นจึงลูบศีรษะที่เต็มไปด้วยผมแห้งกระด้างของหลินเสี่ยวเฉินอย่างเบามือ “ไม่ต้องกลัวนะเสี่ยวเฉิน ต่อไปนี้พี่ใหญ่จะไม่ยอมให้ใครมารังแกพวกเราอีก”
“พี่ใหญ่...” เด็กน้อยสะอื้น พลางกอดเอวพี่สาวแน่น
ทว่าในวินาทีแห่งความซาบซึ้งนั้นเอง เสียงร้องโครกครากอย่างรุนแรงก็ดังประท้วงมาจากกระเพาะของซูหว่านชิว ความหิวโหยที่แทบจะกัดกินลำไส้ทำเอานางหน้ามืดไปชั่วขณะ นางหันไปมองข้าวสารหยาบครึ่งถุงที่เหลืออยู่ มันมีปริมาณน้อยเสียจนต้มข้าวต้มใสๆ ได้เพียงไม่กี่มื้อเท่านั้น ภูเขาอู๋กู่แห่งนี้ก็แห้งแล้งจนหาผักป่ายังยากลำบาก แล้วนางจะเอาสิ่งใดมายาไส้ให้ครอบครัวพ้นวิกฤตนี้ไปได้?
ขณะที่คิ้วเรียวกำลังขมวดมุ่นอย่างหนักใจ จู่ๆ เสียงกลไกที่เย็นเยียบและแปลกประหลาดก็ดังก้องขึ้นในห้วงสมองของนาง!
*[ติ๊ง! ตรวจพบความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของผู้ถือครอง...]*
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เสียงแจ้งเตือนสวรรค์ ระบบยอดกสิกรทำงาน!]**