ตอนที่ 1
บทที่ 1: เชฟมิชลินในร่างเด็กสาวผู้หิวโหย
ความเจ็บปวดแล่นปราดไปทั่วศีรษะราวกับถูกค้อนปอนด์ทุบกระหน่ำ กลิ่นอับชื้นของฟางเก่าผสมปนเปกับกลิ่นดินโคลนตีเข้าจมูกอย่างรุนแรง จน 'หลินหว่านเอ๋อร์' ต้องขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความทรมาน นางจำได้ว่าเมื่อครู่ยังยืนสั่งการอยู่ในครัวภัตตาคารระดับมิชลินสตาร์ใจกลางมหานครเซี่ยงไฮ้ กำลังชิมซุปกระเพาะปลาตุ๋นเป๋าฮื้อหม้อไฟที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ ทว่าวินาทีถัดมา โลกทั้งใบกลับมืดดับลงพร้อมกับเสียงระเบิดของท่อแก๊สที่ดังกึกก้อง
"ท่านพี่ใหญ่... ท่านพี่ใหญ่ตื่นเถิดขอรับ ข้าหิว..."
เสียงร้องไห้กระซิกแผ่วเบาของเด็กชายดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เสียงนั้นแหบแห้งราวกิ่งไม้เสียดสีกัน บ่งบอกถึงความอ่อนล้าอย่างถึงที่สุด หว่านเอ๋อร์พยายามฝืนลืมตาที่หนักอึ้งขึ้น ภาพที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่เพดานห้องครัวสีขาวสะอาดตา หรือแสงไฟนีออนสว่างไสว แต่กลับเป็นโครงหลังคาไม้ผุพังที่มีแสงแดดลอดผ่านรูรั่วลงมาเป็นลำ แยงตาจนนางต้องกะพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับโฟกัส
นี่มันที่ไหนกัน? สวรรค์หรือนรก? หรือกองถ่ายละครย้อนยุคราคาถูก?
ทันใดนั้น ความทรงจำสายหนึ่งที่ไม่ใช่ของนางก็ไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก ภาพชีวิตของเด็กสาวที่มีชื่อแซ่เดียวกันฉายชัดขึ้นมาในห้วงความคิด หลินหว่านเอ๋อร์... บุตรีคนโตของบ้านสายสามแห่งตระกูลหลิน ในหมู่บ้านซิ่งฮวา แคว้นหนานหลิง
ร่างนี้คือเด็กสาววัยสิบห้าปีที่ผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก มารดาตรอมใจตายไปเมื่อปีก่อน ส่วนบิดา 'หลินต้าซาน' อดีตพรานป่าฝีมือฉกาจ พลาดท่าตกเขาจนขาหักพิการขณะขึ้นไปเก็บสมุนไพรหวังนำเงินมาจุนเจือครอบครัว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความโหดร้ายของ 'บ้านใหญ่' ย่าแท้ๆ และลุงป้าสะใภ้ฉวยโอกาสตอนที่บิดานางล้มหมอนนอนเสื่อ ขับไล่พวกนางสามพ่อลูกออกมาอยู่บ้านดินร้างท้ายหมู่บ้าน พร้อมหนี้สินจอมปลอมและที่ดินรกร้างที่ปลูกอะไรไม่ขึ้น
ความโกรธแค้นของเจ้าของร่างเดิมปะทุขึ้นในอกจนหว่านเอ๋อร์คนใหม่ต้องยกมือกุมหน้าอก ร่างกายนี้อ่อนแอเหลือเกิน ความหิวโหยดุจปีศาจร้ายกำลังกัดกินกระเพาะอาหารจนปวดแสบปวดร้อน นางก้มมองมือตัวเองที่เล็กและหยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยแผลจากการทำงานหนัก นิ้วมือเรียวยาวที่เคยจับมีดแล่ปลาอย่างคล่องแคล่ว บัดนี้กลับสั่นเทาเพียงแค่พยายามจะยันตัวลุกขึ้น
"พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ฟื้นแล้ว!"
เสียงร้องด้วยความดีใจของเด็กชายดึงสติของนางกลับมา หว่านเอ๋อร์หันไปมองต้นเสียง พบเด็กชายตัวน้อยวัยหกขวบ ศีรษะโตแต่ตัวลีบเล็ก ดวงตาโตฉายแววตื่นตระหนกและดีใจระคนกัน ใบหน้ามอมแมมเปื้อนคราบน้ำตา นั่นคือ 'หลินเสี่ยวเฟิง' น้องชายของเจ้าของร่าง
บนเตียงไม้ไผ่เก่าคร่ำครึข้างๆ มีบุรุษวัยกลางคนนอนนิ่งอยู่ ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ดวงตาลึกโหล ขาข้างหนึ่งถูกดามด้วยไม้หยาบๆ ส่งกลิ่นสมุนไพรราคาถูกคละคลุ้ง นั่นคือหลินต้าซาน บิดาผู้โชคร้าย
"หว่านเอ๋อร์... พ่อขอโทษ... พ่อไร้ความสามารถ..." หลินต้าซานเอ่ยเสียงแหบพร่ายิ่งกว่าเสียงใบไม้แห้งกรอบ นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและรู้สึกผิด "เจ้ากับเสี่ยวเฟิงต้องมาอดอยากเพราะพ่อ..."
หว่านเอ๋อร์สูดหายใจลึก พยายามรวบรวมสติ เชฟระดับโลกอย่างนางไม่เคยยอมแพ้ต่ออุปสรรค เรื่องแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ นางมองดูสภาพความเป็นจริงตรงหน้า... ไม่มีข้าวสาร ไม่มีฟืน ไฟในเตามอดดับไปนานแล้ว สิ่งเดียวที่มีคือความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง
"ท่านพ่อ อย่าได้พูดเช่นนั้น" หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้น เสียงของนางแหบแห้งไม่ต่างกัน แต่แววตากลับมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว "ตราบใดที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้ใครในบ้านต้องอดตาย"
จ๊อก...
เสียงท้องร้องของเสี่ยวเฟิงดังขัดจังหวะซึ้ง เด็กน้อยรีบเอามือกุมท้อง หน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย หว่านเอ๋อร์มองน้องชายด้วยความเวทนา นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะที่ผมแห้งกรังของเขาเบาๆ
"รอเดี๋ยวนะ ข้าจะไปดูว่าพอมีอะไรกินบ้าง"
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะก้าวขาลงจากแคร่ไม้ไผ่ เสียงตวาดแหลมสูงดุจเสียงฆ้องแตกก็ดังสนั่นมาจากหน้าประตูบ้านดิน
"นังตัวดี! หลินหว่านเอ๋อร์! โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!"
เสียงนั้นทำเอาเสี่ยวเฟิงสะดุ้งเฮือก รีบวิ่งไปหลบหลังบิดาด้วยความหวาดกลัว หลินต้าซานหน้าถอดสี พยายามจะยันกายลุกขึ้น "พี่สะใภ้ใหญ่..."
หว่านเอ๋อร์หรี่ตาลง ความทรงจำระบุชัดเจนว่าเสียงนกแก้วนกขุนทองนี้เป็นของใคร 'หวังชุนฮวา' ป้าสะใภ้ใหญ่จอมงกและปากร้ายแห่งบ้านหลิน หญิงอ้วนท้วนสมบูรณ์ที่แย่งชิงทุกอย่างไปจากครอบครัวนาง แม้แต่ไก่ไข่ตัวสุดท้ายที่แม่ทิ้งไว้ให้ก็ถูกนางยึดไปเมื่อวานซืน
ความโกรธของเจ้าของร่างเดิมผสมกับนิสัยไม่ยอมคนของเชฟสาวทำให้เลือดในกายสูบฉีด หว่านเอ๋อร์กัดฟันกรอด ลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเลแต่ท่วงท่ากลับมั่นคง นางเดินตรงไปที่ประตูบ้านที่แทบจะพังมิพังแหล่ แล้วผลักมันออกไปเผชิญหน้า
เบื้องหน้าคือหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าฝ้ายเนื้อดีสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าอวบอูมเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส ข้างกายมีตะกร้าใบใหญ่ว่างเปล่า หวังชุนฮวายืนเท้าเอว ถลึงตามองหลานสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"นังเด็กขี้เกียจ! ตะวันโด่งป่านนี้แล้วยังไม่ออกมาทำงานทำการ ไก่ของข้าหายไปตัวหนึ่ง ข้ารู้นะว่าพวกเจ้าแอบขโมยไปกิน! คายออกมาเดี๋ยวนี้! หรือไม่ก็เอาไข่ไก่ที่ซ่อนไว้มาคืนข้าสิบฟอง เป็นการไถ่โทษ!"
ข้อกล่าวหาเลื่อนลอยและหน้าด้านไร้ยางอายนี้ทำเอาหว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ ไก่ของบ้านใหญ่หายไป? บ้านซอมซ่อนี่จะมีปัญญาไปขโมยไก่ได้อย่างไร ในเมื่อรั้วบ้านใหญ่สูงท่วมหัว แถมมีหมาดุเฝ้าอยู่
"ป้าสะใภ้ใหญ่" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่เย็นยะเยือกจนหวังชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อย "ท่านเอาอะไรมาพูด? บ้านข้ามีแต่คนเจ็บกับเด็ก ท่านพ่อขาหักลุกไม่ได้ เสี่ยวเฟิงก็ตัวเท่าลูกแมว ส่วนข้าก็เพิ่งฟื้นไข้ พวกเราจะมีปัญญาไปปีนรั้วบ้านท่านขโมยไก่ได้อย่างไร?"
หวังชุนฮวาอึ้งไปครู่หนึ่ง ปกติหลานสาวคนนี้เป็นคนหัวอ่อน ก้มหน้าก้มตาร้องไห้เวลาถูกด่า แต่วันนี้แววตาของนังเด็กนี่กลับดูน่ากลัวพิลึก "อะ... ไอ้หยา! ปากเก่งขึ้นนี่! ถ้าเจ้าไม่ได้ขโมย แล้วกลิ่นตุ๋นไก่มาจากไหน! ข้าได้กลิ่นตุ๋นยาจีนลอยมาจากบ้านเจ้า!"
"กลิ่นตุ๋นยาจีน?" หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้ว ก่อนจะหัวเราะเยาะ "นั่นมันกลิ่นยาสมุนไพรต้มรากไม้ราคาถูกของท่านพ่อต่างหากเล่า! จมูกท่านคงดีเกินไปจนแยกแยะกลิ่นยาเน่าๆ กับกลิ่นไก่ไม่ออกกระมัง หรือว่าความตะกละมันบังตาจนเห็นบ้านผีสิงอย่างพวกข้าเป็นโรงครัว?"
"เจ้า! นังเด็กอกตัญญู! กล้าด่าป้าสะใภ้รึ!" หวังชุนฮวาหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ ชี้หน้าด่ากราด "ข้าจะไปฟ้องแม่เฒ่า! ว่าพวกเจ้ามันเลี้ยงเสียข้าวสุก อกตัญญูต่อบรรพชน!"
"เอาสิ! ไปฟ้องเลย!" หว่านเอ๋อร์ตะคอกกลับเสียงดังจนชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเริ่มชะลอฝีเท้าดู "ตะโกนให้ดังไปทั้งหมู่บ้านเลยว่า 'บ้านใหญ่ตระกูลหลิน' รังแกบ้านสามที่พิการและกำพร้าแม่! แย่งที่นาดีๆ ไป แย่งเงินชดเชยขาหักท่านพ่อไปหมด แล้วยังจะมาขูดรีดไข่ไก่จากบ้านที่ไม่มีแม้แต่ข้าวสารจะกรอกหม้อ!"
นางสาวเท้าเข้าไปหาป้าสะใภ้หนึ่งก้าว ดวงตาวาวโรจน์ดุจมีดแกะสลักที่คมกริบ
"ท่านป้าสะใภ้... ท่านอยากให้คนทั้งตำบลชิงซีรู้หรือไม่ ว่า 'บัณฑิตน้อย' ลูกชายสุดที่รักของท่านที่กำลังจะสอบเข้าราชการ มีแม่ที่ใจดำอำมหิต รังแกอาที่พิการจนแทบเอาชีวิตไม่รอด? หากเรื่องนี้รู้ถึงหูทางการ หรืออาจารย์ที่สำนักศึกษา ท่านคิดว่าอนาคตของพี่ชายใหญ่จะเป็นอย่างไร?"
คำว่า 'อนาคตลูกชาย' เปรียบเสมือนจุดตายของหวังชุนฮวา นางหน้าซีดเผือดทันที การสอบขุนนางให้ความสำคัญกับชื่อเสียงวงศ์ตระกูลและความกตัญญูเป็นที่สุด หากมีข่าวลือเน่าเฟะเช่นนี้หลุดออกไป ลูกชายนางจบสิ้นแน่!
"จะ... เจ้า! นังปีศาจ!" หวังชุนฮวาชี้หน้ามือสั่น พูดไม่ออกบอกไม่ถูก
"กลับไปซะ!" หว่านเอ๋อร์กดเสียงต่ำ "แล้วอย่าได้มาเหยียบที่นี่เพื่อรีดไถอะไรอีก ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น ข้า หลินหว่านเอ๋อร์ ตายแล้วฟื้นมาหนหนึ่ง ชีวิตนี้ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว!"
รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างผอมแห้งทำให้หวังชุนฮวาขนลุกซู่ นางไม่เคยเห็นหลานสาวคนนี้ในมุมนี้มาก่อน ด้วยความกลัวว่าจะกระทบชื่อเสียงลูกชาย และความหวาดหวั่นในแววตานั้น นางจึงได้แต่กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ
"ฝากไว้ก่อนเถอะ! ถ้าข้าจับได้ว่าพวกเจ้าขโมยของ ข้าจะเอาให้ตาย!" หญิงร่างท้วมสะบัดก้นเดินหนีกลับไปทางบ้านใหญ่อย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงฝุ่นที่คลุ้งกระจาย
หว่านเอ๋อร์มองตามหลังป้าสะใภ้จนลับตา เมื่อแน่ใจว่าภัยคุกคามผ่านพ้นไปแล้ว ร่างกายที่ฝืนเกร็งเมื่อครู่ก็ทรุดฮวบลง นางรีบคว้าเสาประตูไว้เพื่อพยุงตัว เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังขึ้นในความเงียบ
"พี่ใหญ่! พี่ใหญ่เป็นอะไรหรือไม่!" เสี่ยวเฟิงวิ่งออกมาประคองนาง มือน้อยๆ สั่นเทา
"ข้า... ข้าไม่เป็นไร เสี่ยวเฟิง" หว่านเอ๋อร์ฝืนยิ้มซีดเซียวให้น้องชาย "แค่เวียนหัวนิดหน่อย..."
ความหิวโหยโจมตีระลอกสอง รุนแรงกว่าเดิมจนตาทั้งสองข้างเริ่มพร่ามัว นางรู้ดีว่าการใช้อารมณ์และพลังงานเมื่อครู่เผาผลาญพลังงานเฮือกสุดท้ายไปจนเกลี้ยง หากไม่ได้กินอะไรตอนนี้ นางอาจจะตายรอบสองจริงๆ ก็ได้
นางกวาดตามองไปรอบๆ ลานบ้านที่แห้งแล้ง ไม่มีผัก ไม่มีหญ้าที่พอกินได้ แสงแดดยามบ่ายแผดเผาจนดินแตกระแหง ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกุมจิตใจอีกครั้ง
'พระเจ้า... ให้ข้ามาเกิดใหม่ทั้งที จะให้ข้ามาอดตายแบบนี้หรือ?'
ในจังหวะที่นางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นรอยสีแดงจางๆ ที่ข้อมือซ้าย รูปร่างของมันช่างคุ้นตายิ่งนัก มันดูเหมือน... ทัพพี?
เดี๋ยวนะ... รอยปานรูปทัพพีนี้ ชาติก่อนนางไม่มีนี่นา?
ขณะที่จ้องมองรอยปานนั้น จู่ๆ ความรู้สึกอุ่นวาบก็แล่นปราดจากข้อมือไหลเข้าสู่หัวใจ พร้อมกับกลิ่นหอมประหลาดที่คล้ายกับกลิ่นดินหลังฝนตกและกลิ่นข้าวหุงสุกใหม่ๆ ลอยแตะจมูก ภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยว...
[โปรดติดตามตอนต่อไป: รอยปานรูปทัพพีและมิติครัวสวรรค์]