ตอนที่ 2
***บทที่ 2: รอยปานรูปทัพพีและมิติครัวสวรรค์***
โลกทั้งใบหมุนคว้างราวกับลูกข่างที่ถูกเหวี่ยงอย่างแรง กลิ่นหอมประหลาดที่หอมลึกล้ำราวกับกลิ่นข้าวมะลิหุงสุกใหม่เจือกลิ่นดินชื้นหลังฝนตก ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลบกลิ่นสาบสางของความยากจนข้นแค้นในลานบ้าน รอยปานรูปทัพพีสีแดงชาดบนข้อมือของหลินหว่านเอ๋อร์เปล่งแสงสีทองนวลตา ร้อนผ่าวราวกับถ่านไฟที่กำลังคุโชน ทว่ากลับไม่สร้างความเจ็บปวดแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับแผ่กระแสความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นปราดเข้าสู่เส้นชีพจร วิ่งตรงเข้าสู่หัวใจที่เต้นระรัว
"นี่มัน..."
หว่านเอ๋อร์พึมพำเสียงแผ่ว ก่อนที่ทัศนียภาพเบื้องหน้าจะบิดเบี้ยวและแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเงาในน้ำที่ถูกก้อนหินกระทบ ร่างกายที่หนักอึ้งและโหยหิวของนางเบาหวิวลอยละล่องไปในความว่างเปล่า
เพียงชั่วพริบตาเดียว ความรู้สึกวิงเวียนก็มลายหายไป สองเท้าของนางสัมผัสได้ถึงพื้นหญ้านุ่มละมุนที่แตกต่างจากพื้นดินแข็งกระด้างหน้าเรือนเก่าซอมซ่อ หญิงสาวค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง
เบื้องหน้าของนางคือพื้นที่โล่งกว้างสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าด้านบนเป็นสีครามกระจ่างใสไร้เมฆหมอก แสงแดดอุ่นละมุนสาดส่องลงมาทว่าไม่แผดเผา ตรงกลางพื้นที่นั้นมีกระท่อมไม้ไผ่หลังย่อมตั้งตระหง่าน รูปทรงเรียบง่ายแต่กลับแผ่กลิ่นอายโบราณและสูงส่ง รอบด้านรายล้อมด้วยแปลงดินดำมันวาวที่ว่างเปล่า รอคอยการเพาะปลูก
แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของหว่านเอ๋อร์มากที่สุด คือบ่อน้ำหินเก่าแก่ที่ตั้งอยู่หน้ากระท่อม ไอหมอกสีขาวจางๆ ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือปากบ่อ ส่งกลิ่นหอมสดชื่นที่นางสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ออกมา
"ที่นี่คือที่ไหน?"
ความทรงจำบางอย่างไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับสายน้ำเชี่ยว... *'มิติครัวสวรรค์'*
นางเข้าใจได้ในทันทีโดยสัญชาตญาณ นี่คือของขวัญที่สวรรค์มอบให้แก่ดวงวิญญาณผู้ข้ามภพ รอยปานรูปทัพพีนั้นคือกุญแจไขประตูสู่ดินแดนแห่งนี้!
ความกระหายน้ำรุนแรงเข้าจู่โจมลำคอที่แห้งผาก หว่านเอ๋อร์พยุงร่างที่ยังอ่อนแรงเดินตรงไปยังบ่อน้ำหิน น้ำในบ่อใสกระจ่างดุจกระจกเงา สะท้อนใบหน้าซูบตอบของเจ้าของร่างเดิม นางไม่รอช้า ใช้สองมือวักน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่
"อึก..."
ทันทีที่น้ำทิพย์เย็นฉ่ำไหลผ่านลำคอ รสชาติหวานล้ำปานน้ำค้างกลางหาวก็แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความมหัศจรรย์บังเกิดขึ้นทันตาเห็น ความอ่อนล้าที่สั่งสมมาหายเป็นปลิดทิ้ง ความปวดร้าวตามข้อต่อและกล้ามเนื้อทุเลาลงราวกับได้รับโอสถวิเศษ สมองที่เคยตื้อตันเพราะความหิวโหยกลับมาแจ่มใสปลอดโปร่ง พลังชีวิตที่เหือดแห้งถูกเติมเต็มจนเปี่ยมล้น
"สุดยอด... นี่มันบ่อน้ำทิพย์สินะ" หว่านเอ๋อร์มองมือตนเองที่ดูมีเลือดฝาดขึ้นมาเล็กน้อย ดวงตาฉายแววมาดมั่น "ด้วยมิตินี้ ข้าจะไม่มีวันยอมให้ตัวเองและเสี่ยวเฟิงต้องอดตายเด็ดขาด!"
นางอยากจะสำรวจกระท่อมไม้ไผ่ด้านหลัง ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็น 'ครัว' ตามชื่อมิติ แต่ทันใดนั้น เสียงเรียกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวของน้องชายก็ดังก้องเข้ามาในจิตสำนึก
*'พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ฟื้นสิขอรับ!'*
"เสี่ยวเฟิง!" หว่านเอ๋อร์อุทาน นางรวบรวมสมาธิ นึกภาพลานบ้านซอมซ่อ ร่างกายของนางพลันถูกดูดกลับสู่โลกแห่งความจริงในทันที
วูบ!
หว่านเอ๋อร์กระพริบตาถี่ๆ พบว่าตนเองยังคงยืนเกาะเสาประตูบ้านอยู่ที่เดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือพละกำลังที่กลับคืนมาเต็มเปี่ยม ทว่าภาพเบื้องล่างกลับทำให้นางใจหายวาบ
หลินเสี่ยวเฟิง เด็กน้อยผู้น่าสงสารกำลังทรุดตัวลงกองกับพื้นดิน ใบหน้าเล็กจ้อยซีดเผือดไร้สีเลือด ริมฝีปากแห้งแตกเผยอขึ้นเล็กน้อย ลมหายใจรวยรินดุจเปลวเทียนต้องลมพายุ
"เสี่ยวเฟิง! เจ้าเป็นอะไรไป!" หว่านเอ๋อร์รีบทิ้งตัวลงประคองร่างผอมบางของน้องชายขึ้นมาสู่อ้อมอก ผิวกายของเขาเย็นเฉียบจนน่าตกใจ
"พี่... พี่ใหญ่..." เสียงของเด็กน้อยเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน "ข้า... ข้าหิว... หิวเหลือเกิน... มืด... มองไม่เห็นอะไรเลย..."
ดวงตาของเสี่ยวเฟิงปรือลงก่อนจะปิดสนิท ศีรษะเล็กพับลงกับอกของพี่สาว หว่านเอ๋อร์เขย่าตัวเรียกเขาด้วยความตื่นตระหนก ความหิวโหยกัดกินร่างกายของเด็กคนนี้มานานเกินไปแล้ว หากนางไม่หาอะไรให้เขากินภายในหนึ่งชั่วยามนี้ เขาอาจจะไม่มีโอกาสตื่นขึ้นมาอีกเลย
"ไม่ได้การ... ต้องหาของกิน เดี๋ยวนี้!"
หว่านเอ๋อร์กวาดตามองไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง ในมิติมียังไม่มีอาหาร มีเพียงน้ำทิพย์ แต่น้ำเพียงอย่างเดียวไม่อาจเติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่าได้ นางต้องการแป้ง ต้องการเนื้อ หรืออย่างน้อยก็ผักสักกำมือ!
แต่ลานบ้านนี้แห้งแล้งราวกับทะเลทราย ไม่มีสิ่งใดกินได้เลย สายตาของนางจ้องเขม็งไปที่กอวัชพืชแห้งๆ ข้างรั้วด้วยความสิ้นหวัง
*'ถ้าเพียงแต่ข้ารู้ว่าอะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้...'*
วิ้ง!
ฉับพลันนั้น ความรู้สึกร้อนวูบวาบแล่นขึ้นมาที่ดวงตาทั้งสองข้าง โลกเบื้องหน้าของหว่านเอ๋อร์เปลี่ยนไปอีกครั้ง ตัวอักษรสีทองจางๆ ลอยขึ้นมาเหนือวัตถุที่นางจ้องมอง
นางเพ่งมองไปที่กอหญ้าแห้งข้างเท้า ตัวอักษรปรากฏชัดเจน:
**[หญ้าหางหมาแห้ง : วัชพืชไร้ค่า / กินไม่ได้ / สถานะ: แห้งตาย]**
หว่านเอ๋อร์ชะงักกึก หัวใจเต้นรัวเร็วขึ้น นี่มัน... ความสามารถพิเศษอีกอย่างงั้นหรือ?
นางรีบหันขวับไปมองก้อนหินสีเทา:
**[หินแกรนิตธรรมดา : วัสดุก่อสร้าง / กินไม่ได้]**
มองไปที่เศษถ้วยแตก:
**[เศษเครื่องเคลือบดินเผา : ขยะ / อันตราย]**
'เนตรแยกแยะ!' หว่านเอ๋อร์ร้องก้องในใจ นางเข้าใจแล้วว่านี่คือสกิลติดตัวที่มาพร้อมกับมิติครัวสวรรค์ ความสามารถที่จะบอกคุณสมบัติของทุกสรรพสิ่ง!
แต่ในบ้านนี้ไม่มีอะไรกินได้เลย ตัวอักษรที่ขึ้นมามีแต่คำว่า 'ขยะ' และ 'กินไม่ได้' เต็มไปหมด ความสิ้นหวังเริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้ง จนกระทั่งสายตาของนางมองเลยรั้วบ้านออกไป...
ไกลออกไปทางทิศตะวันตก คือ 'ป่าหมอกเขียว' ที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัวและร่ำลือกันว่ามีภูตผีปีศาจและสัตว์ร้ายอาศัยอยู่ ป่าทึบที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาตลอดปีจนไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้าไป
แต่ในสายตาของหลินหว่านเอ๋อร์เวลานี้... ท่ามกลางหมอกสีขาวที่ดูน่ากลัวสำหรับคนทั่วไป นางกลับเห็นแสงระยิบระยับบางอย่าง แสงสีเขียวอ่อนจางๆ ที่บ่งบอกถึง 'ชีวิต' และ 'อาหาร' ลอยฟุ้งอยู่ชายป่า
**[ป่าหมอกเขียว : แหล่งทรัพยากรธรรมชาติระดับสูง / ความอันตราย: ปานกลาง / สถานะ: อุดมสมบูรณ์]**
คำว่า 'อุดมสมบูรณ์' กระแทกเข้าตาอย่างจัง
หว่านเอ๋อร์ก้มลงมองใบหน้าซีดเผือดของเสี่ยวเฟิงในอ้อมแขน สัมผัสถึงชีพจรที่เต้นแผ่วเบา ความกลัวตายหรือกลัวสัตว์ร้ายถูกปัดเป่าออกไปจนหมดสิ้น แทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยวของพี่สาวผู้แบกรับชีวิตของน้องชายไว้บนบ่า
"เสี่ยวเฟิง รอพี่ก่อนนะ..." นางกระซิบเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่น วางร่างน้องชายลงบนแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ หน้าบ้านอย่างทะนุถนอม ก่อนจะป้อนน้ำทิพย์ที่แอบนำออกมาจากมิติใส่ปากเขาเล็กน้อยเพื่อพยุงอาการ
นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือคว้าตะกร้าสานใบเก่าก้นรั่วและมีดพร้าสนิมเขรอะข้างฝาผนัง แววตาคมกริบจ้องมองตรงไปยังป่าหมอกเขียวที่มืดครึ้ม
ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟ หรือเผชิญหน้ากับพยัคฆ์ร้าย หากที่นั่นมีอาหารที่จะช่วยชีวิตน้องชายของนางได้ นางก็จะไป!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: บุกป่าหมอกเขียว]**