ตอนที่ 3

***บทที่ 3: บุกป่าหมอกเขียว***

สายลมหวีดหวิวพัดผ่านชายทุ่งนำพาความหนาวเหน็บเสียดแทงกระดูก ร่างผอมบางในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบที่ผ่านการปะชุนมานับครั้งไม่ถ้วนก้าวเดินออกจากรั้วบ้านสกุลหลินสายสามอย่างมั่นคง ในมือของหลินหว่านเอ๋อร์กระชับมีดพร้าสนิมเขรอะแน่น แววตาที่เคยหม่นหมองในอดีตบัดนี้กลับวาวโรจน์ดุจดวงดาราในคืนเดือนมืด

สองเท้าที่สวมรองเท้าฟางเก่าขาดก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกอย่างไม่ลังเล ทว่ายังไม่ทันพ้นเขตหมู่บ้าน เสียงซุบซิบดั่งแมลงหวี่แมลงวันก็ดังแว่วเข้าหู

"นั่นใช่นังหนูหว่านเอ๋อร์หรือไม่? ดูท่าทางมันสิ เดินดุ่มๆ เข้าไปทางป่าหมอกเขียวประหนึ่งคนเสียสติ" หญิงชาวบ้านรูปร่างท้วม ผู้มีไฝเม็ดเป้งที่มุมปากกระซิบกระซาบกับสหายบ้านใกล้เรือนเคียงพลางชี้นิ้วมาทางนาง

"อนิจจา... ข้าว่านางคงสติฟั่นเฟือนไปแล้วเป็นแน่ ได้ยินว่าบ้านสามอดอยากมาหลายวัน น้องชายพิการนั่นก็ใกล้ตายเต็มที นางคงคิดสั้นจะไปเป็นอาหารเสือสางกระมัง" อีกเสียงหนึ่งตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงความสมเพชระคนเหยียดหยาม

"หรือไม่นางก็คงหิวจนตาลาย ถึงคิดจะไปเก็บหญ้าคามากิน ข้าเห็นแววตานางดูน่ากลัวพิลึก ราวกับปีศาจหิวโซไม่มีผิด"

คำนินทาเหล่านั้นมิได้แผ่วเบาเลยสักนิด หากเป็นหลินหว่านเอ๋อร์คนเดิมคงก้มหน้าหลบสายตา ร้องไห้สะอึกสะอื้นกลับเข้าบ้านไปแล้ว แต่สำหรับหว่านเอ๋อร์คนนี้ คำพูดเหล่านั้นเป็นเพียงสายลมผ่านหู นางเพียงปรายตามองกลุ่มชาวบ้านด้วยหางตาคมกริบเพียงวูบเดียว รังสีอำมหิตบางอย่างที่แผ่ออกมาทำให้วงนินทาแตกกระเจิงเงียบเสียงลงทันควัน

นางเชิดหน้าขึ้น ก้าวเท้าเข้าสู่เขตชายป่าหมอกเขียวทันที

ทันทีที่ก้าวพ้นเขตทุ่งโล่งเข้าสู่ร่มเงาของแมกไม้ บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หมอกสีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่วบริเวณ อากาศชื้นแฉะและเย็นยะเยือกทำให้ขนอ่อนตามร่างกายลุกชัน กลิ่นใบไม้ทับถมและดินชื้นลอยมาแตะจมูก

สำหรับชาวบ้าน ที่แห่งนี้คือแดนมิคสัญญีที่เต็มไปด้วยอันตราย แต่เมื่อหว่านเอ๋อร์กวาดสายตาผ่านม่านหมอกด้วย 'เนตรแยกแยะ' สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานางกลับเป็นขุมทรัพย์มหาศาล!

ตัวอักษรสีทองเรืองรองลอยเด่นอยู่เหนือพืชพรรณที่ขึ้นรกชัฏตามพื้นดิน

**[ผักกูด (ยอดอ่อน) : วัตถุดิบระดับทั่วไป / สถานะ: สดใหม่ / สรรพคุณ: บำรุงโลหิต แก้ไข้ตัวร้อน]**

หว่านเอ๋อร์แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะไว้ไม่อยู่ เบื้องหน้าของนางคือดงพืชตระกูลเฟิร์นที่ชาวบ้านเรียกว่า 'หญ้าอสรพิษ' เพราะลักษณะยอดที่ม้วนงอคล้ายหัวงู จึงไม่มีใครกล้ากินและถางทิ้งราวกับขยะ แต่นี่คือ 'ผักกูด' ยอดอวบอ้วน สีเขียวสดน่ารับประทาน กรอบอร่อยหากนำไปผัดน้ำมันหรือลวกจิ้มน้ำพริก

"หญ้าอสรพิษบ้าบออะไรกัน นี่มันของดีทั้งนั้น!"

นางรีบนั่งลง มือบางกวัดแกว่งมีดพร้าเกี่ยวเอายอดอ่อนของผักกูดใส่ตะกร้าอย่างคล่องแคล่ว เสียง *ฉับ ฉับ* ดังเป็นจังหวะเพลิดเพลิน ยอดผักกูดอวบน้ำถูกตัดกองพะเนินในตะกร้าก้นรั่วที่นางหาใบตองมารองไว้ลวกๆ เพียงครู่เดียวก็ได้เกือบครึ่งตะกร้า

เมื่อจัดการกับผักกูดเสร็จ นางเดินลึกเข้าไปอีกหน่อย กลิ่นหอมจางๆ ของไม้ผุและเชื้อราชื้นๆ ลอยมาเตะจมูก กลิ่นนี้ช่างคุ้นเคยและหอมหวานยิ่งนักสำหรับเชฟอย่างนาง

นางเดินตามกลิ่นนั้นไปจนพบขอนไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มตายซากอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ บนขอนไม้นั้นมีดอกสีน้ำตาลเข้ม ดอกหนาอวบอ้วนขึ้นเรียงรายกันเป็นแพ

**[เห็ดหอมป่า : วัตถุดิบระดับสูง / สถานะ: สมบูรณ์เต็มที่ / สรรพคุณ: เสริมสร้างภูมิต้านทาน บำรุงกำลัง]**

ดวงตาของหว่านเอ๋อร์เป็นประกายวาววับยิ่งกว่าเห็นทองคำ! นี่คือเห็ดหอมป่าแท้ๆ ดอกใหญ่หนา กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ชาวบ้านที่นี่เรียกมันว่า 'เห็ดผี' เพราะมักขึ้นตามขอนไม้ตายและมีสีทึมๆ น่ากลัว จึงไม่มีใครกล้าแตะต้อง หารู้ไม่ว่านี่คือราชาแห่งรสชาติที่จะเปลี่ยนน้ำแกงธรรมดาให้กลายเป็นอาหารทิพย์

"สวรรค์เมตตาข้าแล้ว... เสี่ยวเฟิง เจ้าจะได้กินของดีแล้วนะ" หว่านเอ๋อร์พึมพำด้วยความตื้นตัน นางบรรจงเก็บเห็ดหอมเหล่านั้นอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังหยิบจับอัญมณีล้ำค่า นางจินตนาการถึงกลิ่นหอมของซุปเห็ดร้อนๆ ที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้น้องชาย

ในขณะที่มือของนางกำลังง่วนอยู่กับการเก็บเกี่ยวความอุดมสมบูรณ์ที่คนอื่นมองข้าม สมองอันชาญฉลาดก็เริ่มวางแผน นางจะตุ๋นเห็ดหอมพวกนี้ให้นิ่ม แล้วใช้ผักกูดผัดน้ำมันก้นขวดที่เหลือติดก้นครัว แม้จะไม่มีเนื้อสัตว์ แต่รสชาติ 'อูมามิ' จากเห็ดหอมก็เพียงพอที่จะทำให้อาหารมื้อนี้วิเศษสุด

ตะกร้าสานใบเก่าบัดนี้เต็มไปด้วยผักกูดและเห็ดหอมจนพูน หว่านเอ๋อร์ยืดตัวขึ้นปาดเหงื่อที่หน้าผาก รอยยิ้มพึงพอใจประดับบนใบหน้า แม้ร่างกายจะอ่อนล้าจากความหิวโหย แต่จิตใจของนางกลับฮึกเหิมเปี่ยมพลัง

แต่ทว่า...

*กร๊อบ!*

เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังขึ้นจากพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้า เสียงนั้นดังฝ่าความเงียบสงัดของป่าหมอกเขียวขึ้นมาอย่างชัดเจน หว่านเอ๋อร์ชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไปทันที มือที่ถือมีดพร้ากระชับด้ามแน่นโดยสัญชาตญาณ

นางหรี่ตามองฝ่าม่านหมอกไปยังทิศทางของเสียง สัญชาตญาณนักล่าในอดีตตื่นตัวขึ้น ขนคอของนางลุกชัน ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นการระวังภัย

เสียง *สวบ สาบ* ของบางสิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงแหวกพงหญ้าตรงเข้ามาหานาง ราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยจากคันศร

สัตว์ร้าย? หรือคนร้าย?

หว่านเอ๋อร์ถอยหลังไปหนึ่งก้าว ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับมือไม่ว่าสิ่งใดจะโผล่ออกมา นางจะไม่ยอมให้ใครหรืออะไรมาแย่งอาหารมื้อแรกของน้องชายไปเด็ดขาด!

เงาดำสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากพุ่มไม้ด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด มุ่งตรงมายังจุดที่นางยืนอยู่!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ไก่ฟ้าหลงทางกับซุปเห็ดหอม]**