ตอนที่ 4
***บทที่ 4: ไก่ฟ้าหลงทางกับซุปเห็ดหอม***
เงาดำทมึนสายนั้นพุ่งแหวกอากาศมาด้วยความเร็วที่แม้แต่สายตาของหลินหว่านเอ๋อร์ก็แทบจะจับจ้องไม่ทัน นางกระชับมีดพร้าในมือแน่น เกร็งลมปราณเตรียมรับแรงปะทะ หากเป็นสัตว์ร้าย นางก็พร้อมจะแลกเลือดเนื้อเพื่อปกป้องเสบียงอาหารเหล่านี้
ทว่า...
*ตึง!*
เสียงปะทะหนักหน่วงดังสนั่นหวั่นไหว มิใช่เสียงคมเขี้ยวขย้ำเนื้อ แต่เป็นเสียงวัตถุบางอย่างพุ่งชนตอไม้เก่าแก่ที่ยืนต้นตายซากอยู่ข้างกายนางอย่างจัง แรงปะทะนั้นรุนแรงเสียจนเปลือกไม้แห้งกรอบร่วงกราวลงมาสู่พื้นดิน
หลินหว่านเอ๋อร์เบิกตากว้าง ร่างกายที่ตั้งท่าเตรียมสู้พลันชะงักค้าง สิ่งที่นางเห็นเบื้องหน้ามิใช่เสือร้ายหรือหมาป่า แต่กลับเป็น ‘ไก่ฟ้าหางยาว’ ตัวอ้วนพี ขนสีสันสดใสของมันยังคงสะท้อนแสงแดดรำไร ทว่าลำคอของมันกลับบิดเบี้ยวผิดรูป ร่างกระตุกเกร็งอยู่สองสามครั้งก่อนจะแน่นิ่งไปแทบเท้าของนาง
“นี่มัน...”
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ มองไก่ฟ้าผู้โชคร้ายสลับกับตอไม้มรณะ สมองอันชาญฉลาดประมวลผลเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว ก่อนที่ริมฝีปากบางจะค่อยๆ คลี่ออกเป็นรอยยิ้มกว้างจนตาหยี
สวรรค์มิได้เพียงแค่เมตตา แต่ถึงขั้นประทานลาภก้อนโตมาให้ถึงที่!
นี่มันเข้าตำรา 'รอกระต่ายชนตอไม้' แต่นี่กลับเป็นไก่ฟ้าตัวอ้วนพีที่บินหลงทิศมาจบชีวิตด้วยตัวเอง ช่างเป็นไก่ที่โง่เขลาแต่กตัญญูต่อกระเพาะอาหารของมนุษย์ยิ่งนัก
“ขอบใจนะเจ้าไก่โง่ ข้าสัญญาว่าจะส่งวิญญาณเจ้าไปสู่สุขคติด้วยเครื่องปรุงรสเลิศ”
หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า รีบรวบขาไก่ฟ้าตัวนั้นขึ้นมา น้ำหนักของมันตึงมือไม่น้อย คาดคะเนด้วยสายตาแล้วน่าจะมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสามจิน นางรีบยัดไก่ฟ้าลงไปที่ก้นตะกร้า แล้วนำเห็ดหอมกับผักกูดมาโปะทับไว้ด้านบนอย่างมิดชิด เพื่ออำพรางสายตาจากพวกชาวบ้านปากสว่าง
เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย นางก็รีบสาวเท้าก้าวเดินกลับบ้านด้วยฝีเท้าที่ว่องไวแต่แผ่วเบา หัวใจพองโตด้วยความหวัง วันนี้น้องชายและท่านพ่อของนางจะได้ลิ้มรสชาติของเนื้อสัตว์เสียที!
...
บรรยากาศภายในบ้านดินหลังเก่าซอรมซ่อยังคงเงียบเหงา หลินต้าซานผู้เป็นบิดานั่งสานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน ด้วยขาข้างหนึ่งที่พิการทำให้เขาไปไหนมาไหนไม่สะดวก ส่วนหลินเสี่ยวเฟิง น้องชายตัวน้อยนั่งพิงเสาบ้านด้วยใบหน้าซีดเซียว ร่างกายผ่ายผอมจนเห็นซี่โครง
ทันทีที่หว่านเอ๋อร์ก้าวเข้ามาในรั้วบ้าน กลิ่นอายความสดชื่นดูเหมือนจะติดตามนางมาด้วย
“ท่านพ่อ เสี่ยวเฟิง ข้ากลับมาแล้ว!”
น้ำเสียงสดใสของนางเรียกความสนใจจากคนทั้งสอง หลินต้าซานเงยหน้าขึ้น ยิ้มให้อย่างอ่อนโยน “หว่านเอ๋อร์ เหนื่อยหรือไม่ลูก... ได้ผักป่ามาบ้างไหม?”
หว่านเอ๋อร์วางตะกร้าลงกลางลานบ้าน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนมุมปาก “ท่านพ่อ วันนี้เราไม่ได้มีแค่ผักป่าหรอกนะเจ้าคะ”
นางแหวกกองผักกูดและเห็ดหอมออก เผยให้เห็นร่างไร้วิญญาณของไก่ฟ้าขนงามที่ซ่อนอยู่ด้านล่าง หลินต้าซานและหลินเสี่ยวเฟิงเบิกตากว้างจนแทบถลน หลินเสี่ยวเฟิงถึงกับลืมความอ่อนเพลีย ขยับตัวเข้ามาใกล้ตะกร้าด้วยความตื่นเต้น
“พี่ใหญ่! นั่น... นั่นมันไก่ฟ้า!” เด็กน้อยร้องเสียงหลง น้ำลายสอขึ้นมาทันที
“หว่านเอ๋อร์... เจ้าไปเอาไก่ตัวนี้มาจากไหน?” หลินต้าซานถามด้วยความกังวล กลัวว่าบุตรสาวจะไปขโมยของใครมา หรือไปเสี่ยงอันตรายในป่าลึก
“มันบินมาชนตอไม้ตายต่อหน้าข้าเองเจ้าค่ะ ท่านพ่อไม่ต้องห่วง วันนี้ข้าจะแสดงฝีมือทำอาหารบำรุงพวกท่านเอง”
นางตัดบทไม่ให้บิดาซักไซ้มากความ หว่านเอ๋อร์จัดการหิ้วไก่ฟ้าเข้าไปในครัวหลังบ้านอย่างคล่องแคล่ว นางต้มน้ำร้อนลวกขนไก่ ถอนขนและควักเครื่องในออกด้วยความชำนาญราวกับทำมาเป็นร้อยครั้ง (ซึ่งในชาติก่อน นางก็ทำบ่อยจริงๆ)
นางแบ่งไก่ฟ้าออกเป็นสองส่วน ส่วนเนื้ออกและน่องที่เนื้อแน่น นางสับเป็นชิ้นพอดีคำเพื่อนำไปตุ๋น ส่วนโครงไก่และเนื้อติดกระดูก นางเก็บไว้ทำน้ำแกงในวันรุ่งขึ้น
วัตถุดิบสำคัญในวันนี้คือ 'เห็ดหอมสด' ที่นางเพิ่งเก็บมา หว่านเอ๋อร์ล้างเห็ดจนสะอาด ผ่าครึ่งดอกเพื่อให้น้ำซุปซึมเข้าเนื้อ แล้วนำไปใส่ในหม้อดินเผาพร้อมกับเนื้อไก่ เติมน้ำสะอาดลงไปจนท่วม
นางเหลือบไปเห็นไหเครื่องปรุงที่ว่างเปล่า มีเพียงไหใส่น้ำมันหมูใบเก่าที่ก้นไหเหลือเพียงคราบน้ำมันและกากหมูสีน้ำตาลเข้มอยู่เล็กน้อย นางไม่รังเกียจที่จะใช้มัน นางขูดเอาน้ำมันก้นไหและกากหมูเหล่านั้นออกมาใส่กระทะ ตั้งไฟจนร้อนฉ่า
*ฉ่า...*
เสียงน้ำมันปะทะความร้อนดังเสนาะหู กลิ่นหอมของน้ำมันหมูเก่าลอยฟุ้ง หว่านเอ๋อร์โยนกระเทียมทุบลงไปผัดจนเหลืองหอม ก่อนจะใส่ 'ผักกูด' ยอดอ่อนที่ล้างสะอาดแล้วลงไปผัดคลุกเคล้า ความร้อนจากกระทะเหล็กทำให้น้ำผักไหลออกมาผสมกับน้ำมันหมู ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายไปทั่วครัว
ในขณะเดียวกัน หม้อซุปไก่ตุ๋นเห็ดหอมก็เริ่มเดือดปุดๆ กลิ่นคาวเลือดไก่จางหายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมหวานของเนื้อไก่สดผสมผสานกับกลิ่นเอกลักษณ์ของเห็ดหอมป่า ไอร้อนลอยกรุ่นขึ้นมาอบอวลไปทั่วบริเวณบ้านหลังน้อย
กลิ่นหอมนี้... ช่างเย้ายวนใจเกินกว่าใครจะต้านทาน
หว่านเอ๋อร์ปรุงรสด้วยเกลือหยาบเพียงเล็กน้อย รสชาติหวานล้ำลึกจากธรรมชาติของวัตถุดิบก็เพียงพอที่จะทำให้อาหารมื้อนี้กลายเป็นอาหารทิพย์ นางตักซุปใส่ชามใบเก่าที่บิ่นเล็กน้อย ควันร้อนฉุยลอยขึ้นมาปะทะใบหน้า
“ท่านพ่อ เสี่ยวเฟิง ข้าวเสร็จแล้วเจ้าค่ะ!”
บนโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่า มีชามซุปไก่ตุ๋นเห็ดหอมควันโขมง และจานผัดผักกูดใส่น้ำมันกากหมูวางอยู่ แม้จะเป็นอาหารพื้นบ้านธรรมดา แต่สำหรับครอบครัวที่ต้องกินแต่น้ำข้าวต้มเจือจางมาแรมเดือน นี่คือภัตตาหารฮ่องเต้!
หลินเสี่ยวเฟิงมองชิ้นเนื้อไก่ในชามด้วยแววตาเป็นประกายระยิบระยับ เขาไม่กล้าใช้ตะเกียบคีบ ราวกับกลัวว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตาที่จะสลายไปหากสัมผัส
“กินสิเสี่ยวเฟิง” หว่านเอ๋อร์คีบน่องไก่ชิ้นโตใส่ชามให้น้องชาย แล้วคีบอีกชิ้นให้บิดา “ท่านพ่อด้วยเจ้าค่ะ กินเยอะๆ จะได้มีแรง”
หลินต้าซานมือสั่นเทาเล็กน้อยขณะคีบเนื้อไก่เข้าปาก รสสัมผัสแรกที่ลิ้นรับรู้คือความนุ่มละมุนของเนื้อไก่ที่ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ย แทบจะละลายในปาก ผสานกับน้ำซุปหวานกลมกล่อมที่แทรกซึมเข้าไปในทุกอณูเนื้อ กลิ่นหอมของเห็ดหอมกระจายไปทั่วโพรงปาก
น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกมาจากดวงตาชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว
“อร่อย... อร่อยเหลือเกิน...” เสียงของเขาสั่นเครือ “พ่อขอโทษนะลูก... ที่พ่อไร้ความสามารถ ทำให้พวกเจ้าต้องอดอยากมานาน...”
“ท่านพ่อ อย่าพูดเช่นนั้น” หว่านเอ๋อร์วางมือทับมือบิดา แววตามุ่งมั่น “ต่อจากนี้ไป ข้าสัญญาว่าพวกเราจะไม่ได้กินแค่ผักต้มอีกแล้ว ข้าจะทำให้ครอบครัวเรามีกินมีใช้ ไม่น้อยหน้าใครในหมู่บ้าน!”
หลินเสี่ยวเฟิงเคี้ยวตุ้ยๆ แก้มป่อง แววตาที่เคยหม่นหมองกลับมาสดใสมีชีวิตชีวาอีกครั้ง “พี่ใหญ่ทำอร่อยที่สุดเลย! ข้าไม่เคยกินอะไรอร่อยขนาดนี้มาก่อน!”
เสียงหัวเราะแห่งความสุขดังก้องในบ้านหลังเล็ก ท่ามกลางกลิ่นหอมของอาหารที่อบอวล
ทว่า... กลิ่นหอมอันโอชะนี้มิได้รับรู้กันอยู่แค่ภายในรั้วบ้าน
สายลมยามเย็นพัดพากลิ่นหอมของซุปไก่และน้ำมันหมูเจียว ลอยข้ามรั้วไม้ไผ่ผุพังออกไปยังถนนดินลูกรังหน้าบ้าน
ในเวลานั้นเอง 'หลินเป่าจู' บุตรสาวคนเล็กของลุงใหญ่ รูปร่างท้วมสมบูรณ์เพราะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีจากย่า กำลังเดินทอดน่องกลับมาจากวิ่งเล่นท้ายหมู่บ้าน จมูกที่ไวต่อเรื่องของกินกระดิกยิกๆ ทันทีที่กลิ่นหอมแปลกปลอมลอยมาเตะจมูก
“กลิ่นอะไรน่ะ? หอม... หอมเหมือนเนื้อต้ม!”
หลินเป่าจูสูดจมูกฟุดฟิด ดวงตาตี่เล็กเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ นางหันซ้ายแลขวาเพื่อหาที่มาของกลิ่น เท้าอวบอ้วนพาเจ้าตัวเดินตามกลิ่นนั้นมาราวกับต้องมนต์สะกด จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูรั้วบ้านของอาสาม
บ้านซอมซ่อของอาสามที่ควรจะมีแต่กลิ่นยาสมุนไพรเหม็นเขียวและกลิ่นความจน วันนี้กลับมีกลิ่นหอมของเนื้อไก่ลอยออกมา!
ความริษยาและความตะกละแล่นพล่านในใจของหลินเป่าจู นางค่อยๆ ย่องเข้าไปใกล้รอยแตกของรั้วไม้ไผ่ แล้วแนบใบหน้ามองลอดเข้าไป
ภาพที่นางเห็นทำให้เลือดในกายเดือดพล่าน
บนแคร่ไม้ไผ่ หลินหว่านเอ๋อร์และครอบครัวกำลังนั่งล้อมวงกินเนื้อไก่ชิ้นโต! ในชามของหลินเสี่ยวเฟิงมีน่องไก่ ทั้งที่นางเอง... หลานสาวคนโปรดของย่า ยังได้กินแค่วิญญาณไก่ในน้ำแกงเมื่อวันก่อน
“นังเด็กชั้นต่ำ! พวกมันแอบซ่อนของดีไว้กินกันเอง!”
หลินเป่าจูกัดฟันกรอด ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองทันที หากนางวิ่งเข้าไปแย่งตอนนี้คงสู้หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ แต่ถ้านางไปบอกท่านย่า... ท่านย่าจะต้องมาจัดการพวกมัน และยึดหม้อไก่นั้นมาให้บ้านใหญ่อย่างแน่นอน!
เด็กสาวร่างท้วมแสยะยิ้มร้ายกาจ ก่อนจะหมุนตัวเตรียมวิ่งกลับไปฟ้องมารดาและท่านย่าที่บ้านใหญ่
*แกร๊บ!*
เท้าของนางเหยียบกิ่งไม้แห้งหน้าประตูรั้วจนหัก เสียงนั้นดังพอที่จะทำให้บรรยากาศชื่นมื่นในบ้านชะงักลง
หว่านเอ๋อร์ตวัดสายตาคมกริบมองไปยังทิศทางของเสียงทันที นางเห็นเพียงชายเสื้อผ้าฝ้ายสีฉูดฉาดของหลินเป่าจูที่ไหวๆ หายลับไปทางบ้านใหญ่ พร้อมกับเสียงฝีเท้าตึงตังที่วิ่งห่างออกไป
หัวใจของหว่านเอ๋อร์กระตุกวูบ สัญชาตญาณร้องเตือนภัยร้ายแรง กลิ่นหอมของอาหารมื้อนี้ ได้ไปปลุกปีศาจแห่งความโลภเข้าเสียแล้ว
นางวางตะเกียบลงช้าๆ แววตาเปลี่ยนจากความอบอุ่นเป็นความเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
“ท่านพ่อ เสี่ยวเฟิง... รีบกินให้หมด เดี๋ยวนี้!”
เสียงสั่งเฉียบขาดของนางทำให้หลินต้าซานสะดุ้ง เขารู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากบุตรสาว และลางสังหรณ์บางอย่างบอกเขาว่า... พายุลูกใหญ่กำลังจะพัดถล่มบ้านของพวกเขาในอีกไม่กี่อึดใจนี้!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แขกไม่ได้รับเชิญ]**