ตอนที่ 5

***บทที่ 5: แขกไม่ได้รับเชิญ***

เสียงตะเกียบกระทบชามเงียบเสียงลง ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมกระท่อมโทรมๆ แห่งบ้านสาม แทนที่ความสุขสันต์เมื่อครู่

หลินหว่านเอ๋อร์มิได้แสดงท่าทีตื่นตระหนก นางเพียงแต่เร่งมือคัดแยกเนื้อไก่ส่วนที่ดีที่สุดใส่ลงในชามของบิดาและน้องชายอย่างรวดเร็ว ปากก็เอ่ยกำชับเสียงเรียบ "กินเข้าไป อย่าให้เหลือแม้แต่เศษกระดูก หากพวกมันมาถึง ของพวกนี้จะกลายเป็นเพียงอาหารหมูในสายตาของคนบ้านใหญ่"

ในขณะเดียวกัน ณ ลานบ้านเรือนหลัก

ร่างท้วมของหลินเป่าจูวิ่งกระหืดกระหอบ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความเหนื่อยผสมความริษยา นางถลาเข้าไปในห้องโถงที่แม่เฒ่าจางกำลังนั่งแคะเมล็ดแตงโมอยู่ โดยมีหวังชุนฮวา มารดาของนางนั่งปรนนิบัติพัดวีอยู่ข้างๆ

"ท่านย่า! ท่านย่าเจ้าขา! แย่แล้ว... แย่แล้วเจ้าค่ะ!" หลินเป่าจูร้องเสียงหลง พลางชี้ไม้ชี้มือไปทางบ้านหลังเก่าท้ายสวน

แม่เฒ่าจางขมวดคิ้ว ตวาดเสียงแหลม "เอะอะมะเทิ่งอันใดกัน เป่าจู! เป็นสาวเป็นนาง วิ่งหน้าตื่นเยี่ยงนี้ใช้ได้ที่ไหน"

"ท่านย่า... บ้านสาม... พวกบ้านสามมันแอบต้มไก่กินเจ้าค่ะ!" หลินเป่าจูรีบฟ้อง ลมหายใจยังไม่ทันทั่วท้อง "ข้าเห็นกับตา! น่องไก่อวบๆ น้ำแกงมันย่อง หอมฟุ้งไปทั่วเลยเจ้าค่ะ พวกมันปิดประตูเงียบกินกันเอง ไม่คิดจะแบ่งมาให้ท่านย่าสักคำ!"

คำว่า 'ไก่' และ 'น่องไก่อวบๆ' กระตุกต่อมความโลภของแม่เฒ่าจางและหวังชุนฮวาทันที หญิงวัยกลางคนตาโตเท่าไข่ห่าน นางผุดลุกขึ้น "อะไรนะ! ไอ้เจ้าสามขาเป๋กับนังเด็กอัปมงคลนั่นมีปัญญาหาไก่มากินหรือ? มิน่าเล่า วันนี้ข้าไม่ได้ยินเสียงพวกมันมาร้องขอข้าวสาร!"

"มันต้องขโมยมาแน่ๆ! หรือไม่ก็แอบซุกซ่อนเงินเอาไว้!" แม่เฒ่าจางตบเข่าฉาด ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยความโทสะและความละโมบ "ไอ้ลูกอกตัญญู! มีของดีกลับไม่รู้จักเอามาเซ่นไหว้มารดา เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ! สะใภ้ใหญ่... ตามข้ามา! วันนี้ข้าจะไปสั่งสอนพวกมันให้หลาบจำ แล้วยึดหม้อไก่นั่นมาให้หมด!"

"เจ้าค่ะท่านแม่!" หวังชุนฮวารับคำอย่างกระตือรือร้น นึกถึงรสชาติของเนื้อไก่นุ่มลิ้นก็น้ำลายสอ นางรีบปราดเข้าไปประคองแม่เฒ่าจาง ส่วนหลินเป่าจูยิ้มเยาะที่มุมปาก เดินตามหลังผู้เป็นย่าและมารดาไปติดๆ

ขบวนแห่งความโลภเคลื่อนตัวออกจากบ้านใหญ่ มุ่งหน้าสู่กระท่อมท้ายสวนราวกับฝูงตั๊กแตนที่จะไปลงทุ่งข้าว

...

ณ กระท่อมบ้านสาม

เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงด่าทอที่ลอยมาตามลม ทำให้บรรยากาศในบ้านตึงเครียดจนแทบขาดผึง

"ไอ้เจ้าสาม! ไอ้ลูกทรพี! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ!" เสียงแหลมปรี๊ดของแม่เฒ่าจางดังทะลุผนังดินที่ผุพังเข้ามา "มีของดีแอบกินกันเอง ทิ้งให้แม่แก่ๆ ต้องอดอยาก เจ้ายอมให้ฟ้าผ่าตายหรือไร!"

หลินต้าซานหน้าซีดเผือด ตะเกียบในมือสั่นระริก เขามองหน้าลูกน้อยทั้งสองด้วยความรวดร้าว ความเป็นพ่อและความกตัญญูที่ถูกปลูกฝังมาตีกันวุ่นในอก แต่เมื่อเห็นแววตาหวาดกลัวของหลินเสี่ยวเฟิง เขาก็กัดฟันแน่น

"หว่านเอ๋อร์... เสี่ยวเฟิง... หลบไปหลังพ่อ"

ชายพิการพยายามจะใช้แขนยันกายลุกขึ้นจากแคร่ไม้ไผ่ เขาต้องการจะไปยืนขวางประตู ปกป้องลูกๆ จากพายุอารมณ์ของมารดาตนเอง ทว่าขาข้างที่หักซึ่งยังไม่หายดีกลับไม่อำนวย

*โครม!*

"ท่านพ่อ!" หลินหว่านเอ๋อร์และหลินเสี่ยวเฟิงร้องออกมาพร้อมกัน

ร่างผอมแห้งของหลินต้าซานทรุดฮวบลงกับพื้นดิน แข้งขาที่ไร้เรี่ยวแรงบิดผิดรูป ความเจ็บปวดแล่นพล่านจนเหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก แต่เขาก็ยังพยายามตะเกียกตะกายจะลุกขึ้น "พ่อ... พ่อไม่เป็นไร... พ่อจะไปคุยกับท่านย่าเอง..."

"ท่านพ่อหยุดเถอะเจ้าค่ะ!" หลินหว่านเอ๋อร์รีบเข้าไปประคองบิดาให้นั่งพิงแคร่ แววตาของนางไหววูบด้วยความสงสาร ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความแข็งกร้าวเมื่อมองไปทางประตู

เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหว *ปึง! ปึง! ปึง!* ประตูไม้ผุๆ สั่นสะเทือนจนฝุ่นร่วงกราว เศษไม้เริ่มปริแตก

"เปิดนะนังเด็กสารเลว! ข้ารู้นะว่าพวกแกซ่อนไก่ไว้!" เสียงของหวังชุนฮวาดังแทรกเข้ามา "ถ้าไม่เปิด ข้าจะพังเข้าไปเดี๋ยวนี้!"

หลินหว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจลึก นางค่อยๆ วางมือลงบนไหล่ของน้องชายที่ตัวสั่นงันงก "เสี่ยวเฟิง ดูแลท่านพ่อ อย่าให้ใครเข้ามาใกล้"

"พี่ใหญ่..." เด็กน้อยมองพี่สาวด้วยดวงตาชุ่มน้ำ

หลินหว่านเอ๋อร์ไม่ตอบคำ นางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายผอมบางทว่าแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบราวมัจจุราช นางเดินตรงไปยังมุมห้องครัว หยิบมีดอีโต้เล่มใหญ่ที่นางเพิ่งลับจนคมกริบเมื่อครู่นี้ขึ้นมาถือไว้ในมือ

น้ำหนักของมีดในมือทำให้นางมั่นใจขึ้น ชาติก่อนนางเคยเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจกว่านี้มานับไม่ถ้วน เพียงแค่หญิงแก่ปากร้ายกับป้าสะใภ้จอมตะกละ จะคณามืออันใด!

*โครม!*

ในที่สุด ประตูไม้ไผ่ที่น่าเวทนาก็ทนแรงกระแทกไม่ไหว บานพับสนิมเขรอะหลุดกระเด็น ประตูเปิดอ้าออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างของแม่เฒ่าจางที่ยืนเท้าสะเอวหน้าดำคร่ำเครียด ขนาบข้างด้วยหวังชุนฮวาและหลินเป่าจู

กลิ่นหอมของซุปไก่ที่ยังอบอวลอยู่ในห้อง พุ่งเข้าจมูกผู้มาเยือนทั้งสามทันที ดวงตาของพวกนางวาวโรจน์ดุจสัตว์ป่าหิวโหย

"นั่นไง! ข้าว่าแล้ว!" หลินเป่าจูชี้ไปที่หม้อดินเผาบนเตา "ท่านย่า ไก่อยู่ในนั้น!"

หวังชุนฮวาไม่รอช้า นางทำท่าจะพุ่งตัวเข้ามาหมายจะแย่งหม้อไก่ทันที "เอามานี่นะ! ของซื้อของขายด้วยเงินตระกูลหลิน พวกแกมีสิทธิ์อะไรมาแอบกิน!"

"หยุด!"

เสียงตวาดนั้นมิได้ดังสนั่น แต่กลับทรงพลังและเย็นเยียบจนเสียดแทงกระดูก

ร่างของหลินหว่านเอ๋อร์ก้าวออกมายืนขวางหน้าเตาไฟ นางยืนประจันหน้ากับผู้บุกรุกทั้งสาม แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบมีดอีโต้ในมือจนเกิดประกายวาววับสะท้อนเข้าตาหวังชุนฮวาจนต้องชะงักเท้ากึก

"นะ... นังเด็กบ้า! แกถือมีดทำไม! จะฆ่าแกงยายรึ!" แม่เฒ่าจางร้องโวยวาย แต่ขาก็แอบถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความหวาดหวั่น แววตาของหลานสาวคนนี้ในวันนี้... มันช่างดูแปลกไปเหลือเกิน มันมิใช่แววตาของเด็กสาวขี้ขลาดคนเดิม แต่เป็นแววตาของสัตว์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำคอหอยใครก็ตามที่กล้าล้ำเส้น

หลินหว่านเอ๋อร์ยกมีดขึ้นชี้หน้าป้าสะใภ้ มุมปากยกยิ้มเย็นชา "ลองก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียวสิ... ข้าสาบานว่าวันนี้เลือดจะชะโลมหน้าประตูบ้านนี้แน่!"

นางกระชับด้ามมีดแน่น ท่วงท่ามั่นคงดุจขุนเขา "ไก่ตัวนี้ข้าหามาด้วยปัญญาของข้า ข้าปรุงให้บิดาที่เจ็บป่วยและน้องชายที่หิวโหย ใครหน้าไหนกล้ามาแย่งชิง... ก็ลองเอาคอมาพาดเขียงดู!"

บรรยากาศรอบกายพลันลดอุณหภูมิลง แม่เฒ่าจางและหวังชุนฮวาถึงกับขนลุกซู่ ไม่เคยมีครั้งไหนที่พวกนางจะถูกเด็กสาวผู้นี้ต่อต้านรุนแรงถึงเพียงนี้

หลินต้าซานมองแผ่นหลังเล็กๆ ของบุตรสาวด้วยความตกตะลึง ในขณะที่หลินเสี่ยวเฟิงมองพี่สาวด้วยความเลื่อมใสระคนหวาดหวั่น

พายุแห่งความขัดแย้งกำลังโหมกระหน่ำ และหลินหว่านเอ๋อร์คือเสาหลักต้นเดียวที่ยืนหยัดท้าทายสายลมนั้น โดยไม่หวั่นเกรงต่อฟ้าดิน!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: วาทศิลป์เชฟปากแจ๋ว]**