ตอนที่ 6
***บทที่ 6: วาทศิลป์เชฟปากแจ๋ว***
กลิ่นหอมกรุ่นของไก่ต้มสมุนไพรยังคงลอยอบอวลออกมาจากหม้อดินเผา คล้ายจงใจยั่วยวนพยาธิในท้องของผู้คนให้ปั่นป่วน ทว่าบรรยากาศเบื้องหน้าเตาไฟกลับตึงเครียดจนแทบจะจุดระเบิดได้ ใบมีดอีโต้ในมือของหลินหว่านเอ๋อร์ยังคงนิ่งสนิท ไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่เด็ดเดี่ยวเกินวัย
แม่เฒ่าจางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความหิวโหยปะทะกับความหวาดกลัว นางสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมความกล้าในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูล "นังหลานอกตัญญู! เจ้ากล้าเอาด้ามมีดมาชี้หน้าย่าของเจ้าหรือ! วางมีดลงเดี๋ยวนี้ แล้วส่งไก่มา! เงินทองในบ้านนี้ทุกอีแปะล้วนเป็นของข้า เจ้าเอาเงินที่ไหนไปซื้อไก่ ถ้าไม่ใช่ขโมยเงินข้าไป!"
หวังชุนฮวาได้ทีรีบผสมโรง นางจ้องมองหม้อไก่ตาเป็นมัน "ใช่! ต้องแอบขโมยเงินท่านย่าไปแน่ๆ บ้านสามยากจนข้นแค้นขนาดนี้ จะไปมีปัญญาหาไก่ทั้งตัวมาต้มกินได้อย่างไร ส่งมาเดี๋ยวนี้! นั่นมันของบำรุงของหลานเป่าจูนะ!"
หลินหว่านเอ๋อร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นแผ่วเบาแต่เสียดแทงจิตใจ นางค่อยๆ ลดมีดลงเล็กน้อย แต่มิได้วางลง ท่าทางผ่อนคลายแต่แฝงอันตรายดุจงูพิษที่รอฉกกัด
"ท่านย่า ป้าสะใภ้ใหญ่... พวกท่านช่างมีจินตนาการล้ำเลิศนัก" หว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้อง "ไก่ตัวนี้มิใช่ไก่บ้าน และข้าก็มิได้ใช้เงินของตระกูลหลินแม้แต่ครึ่งอีแปะ แต่มันคือ 'ไก่ฟ้า' ที่หลงทางมาชนตอไม้ตายต่อหน้าข้าเมื่อครู่นี้เอง"
นางเว้นจังหวะ กวาดสายตามองไปรอบๆ รั้วบ้านที่เริ่มมีชาวบ้านชะโงกหน้าเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้นและเต็มไปด้วยความขลัง
"ข้าเชื่อว่านี่คือของขวัญจาก 'เจ้าป่าเจ้าเขา' ท่านคงเวทนาบิดาข้าที่ขาพิการเดินเหินไม่ได้ และสงสารน้องชายข้าที่ผอมแห้งจนเหลือแต่กระดูก สวรรค์จึงประทานอาหารมื้อนี้มาเพื่อต่อชีวิตคนเจ็บคนป่วยโดยเฉพาะ"
ดวงตาของหลินหว่านเอ๋อร์หรี่ลง จ้องมองแม่เฒ่าจางเขม็ง "ท่านย่า... ท่านเป็นคนถือศีลกินเจมิใช่หรือ? ท่านคงเคยได้ยินคำโบราณว่าไว้... ของที่ฟ้าประทานให้คนตกทุกข์ได้ยาก หากผู้ที่มีกินมีใช้อยู่แล้วไปแย่งชิงมาเบียดเบียน... ระวังเถิด"
"ระ... ระวังอะไร?" แม่เฒ่าจางถามเสียงสั่น ร่างกายเริ่มชาวาบเมื่อได้ยินเรื่องผีสางเทวดา
"ระวังว่าปากที่กินเข้าไปจะเน่าเฟะ ระวังว่าท้องไส้จะบิดเบี้ยว ดั่งคำสาปแช่งของผู้ที่แย่งชิงอาหารจากปากคนพิการ!" หลินหว่านเอ๋อร์กระแทกเสียงในประโยคสุดท้าย แววตาคมกริบดุจปีศาจสาว "ท่านย่าร่างกายแข็งแรงดี ป้าสะใภ้ก็อ้วนท้วนสมบูรณ์ พวกท่านกล้าเสี่ยงรับคำสาปจากเจ้าป่าเจ้าเขา เพื่อแย่งชิงน้ำแกงก้นหม้อของคนป่วยใกล้ตายเชียวหรือ?"
แม่เฒ่าจางผงะถอยหลังไปอีกก้าว ใบหน้าซีดเผือด นางเป็นคนงมงายในเรื่องโชคลางเป็นทุนเดิม เมื่อได้ยินหลานสาวพูดด้วยท่าทางจริงจังขึงขังเช่นนี้ ความอยากกินไก่ก็เริ่มลดน้อยถอยลง แปรเปลี่ยนเป็นความหวาดระแวง
"เจ้า... เจ้าพูดจาเหลวไหล!" หวังชุนฮวาพยายามโต้เถียง แต่เสียงก็เริ่มแผ่วลง "ผีสางเทวดาที่ไหนจะมาให้ไก่เจ้า!"
ในขณะนั้นเอง เสียงซุบซิบของชาวบ้านที่มายืนมุงดูอยู่หน้ารั้วไม้ไผ่ผุพังก็ดังขึ้น
"ได้ยินไหม... แม่เฒ่าจางจะไปแย่งไก่บ้านสามอีกแล้ว"
"โธ่... เจ้าต้าซานขาหักนอนซมอยู่แท้ๆ ลูกสาวอุตส่าห์หาของมาบำรุง ยังจะไปรีดไถเขาอีก"
"บ้านใหญ่ใจดำชะมัด ตัวเองกินอิ่มนอนอุ่น แต่จะมาแย่งอาหารจากปากเด็กกำพร้ากับคนพิการ สวรรค์มีตาจริงๆ นั่นแหละ"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นดังเข้าหูแม่เฒ่าจางราวกับเข็มพันเล่มทิ่มแทง นางหันขวับไปมองกลุ่มชาวบ้านด้วยความอับอาย หน้าที่เคยซีดเผือดกลับแดงก่ำด้วยความโกรธระคนเสียหน้า
หลินหว่านเอ๋อร์เห็นโอกาส จึงรุกฆาตด้วยไม้ตายสุดท้าย นางก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เชิดหน้าขึ้นประกาศก้อง
"หากท่านย่ายังยืนกรานจะเอาไก่หม้อนี้ไปให้ได้ ข้าก็ไม่ขัดข้อง! แต่ข้าจะถือหม้อเปล่าใบนี้ไปร้องเรียนท่านหัวหน้าหมู่บ้านเดี๋ยวนี้!"
"จะ... เจ้าจะไปฟ้องหัวหน้าหมู่บ้านทำไม!" หวังชุนฮวาร้องเสียงหลง
"ก็จะไปถามท่านหัวหน้าหมู่บ้านน่ะสิเจ้าคะ ว่าความกตัญญูของตระกูลหลินนั้นเป็นเช่นไร! ย่าแท้ๆ บุกมาแย่งอาหารรักษาชีวิตของลูกชายพิการ ป้าสะใภ้ข่มขู่หลานกำพร้า ข้าจะป่าวประกาศให้รู้ไปทั่วตำบลชิงซีเลยว่า บ้านใหญ่ตระกูลหลินดูแลลูกหลานที่เจ็บป่วยเยี่ยงไร!" หลินหว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มเย็น "ดูซิว่าพี่ชายเป่าเหวิน หลานชายคนโตสุดที่รักของท่านย่า ที่กำลังร่ำเรียนเตรียมสอบจองหงวน จะยังมีหน้าไปสู้หน้าบัณฑิตคนอื่นได้หรือไม่ หากมีข่าวลือว่าครอบครัวรังแกคนพิการจนอดตาย!"
คำว่า 'พี่ชายเป่าเหวิน' และ 'สอบจองหงวน' คือจุดตายของแม่เฒ่าจางอย่างแท้จริง นางหวังพึ่งใบบุญหลานชายคนโตให้สอบได้เป็นขุนนางเพื่อเชิดหน้าชูตาตระกูล หากมีข่าวฉาวโฉ่เรื่องความอกตัญญูและไร้มนุษยธรรมหลุดรอดออกไป อนาคตของหลานรักย่อมดับวูบ
แม่เฒ่าจางตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ แต่นางรู้ดีว่าวันนี้เพลี่ยงพล้ำเสียแล้ว ทั้งเรื่องผีสาง ทั้งสายตาชาวบ้าน และชื่อเสียงของหลานชาย
"ดี! ดีมาก! นังเด็กปากคอเราะร้าย!" แม่เฒ่าจางชี้หน้าด่ากราด นิ้วมือสั่นระริก "ปีกกล้าขาแข็งแล้วสินะ! ได้! วันนี้ข้าจะถือว่าทำทานให้หมามันกิน! แต่จำไว้เถอะ วันพระไม่ได้มีหนเดียว!"
นางหันไปกระชากแขนหวังชุนฮวาที่ยังมองหม้อไก่ด้วยความอาลัยอาวรณ์ "กลับ! ยังจะยืนเสนอหน้าอยู่อีกทำไม! อยากโดนชาวบ้านเขานินทาไปมากกว่านี้รึ!"
"แต่ท่านแม่... ไก่นั่น..."
"ข้าบอกให้กลับ!"
แม่เฒ่าจางตวาดเสียงดังลั่น ก่อนจะสะบัดก้นเดินกระแทกเท้าออกจากลานบ้านที่ซุดโทรมของบ้านสามไป โดยมีหวังชุนฮวาและหลินเป่าจูวิ่งตามหลังไปติดๆ เสียงก่นด่าสาปแช่งยังคงลอยมาตามลม แต่ไม่มีใครกล้าหันกลับมามองอีก
เมื่อร่างของผู้บุกรุกทั้งสามลับสายตาไป ชาวบ้านที่มุงดูก็เริ่มทยอยกันแยกย้าย บางคนตะโกนให้กำลังใจหลินหว่านเอ๋อร์สองสามประโยค ก่อนจะกลับไปทำมาหากิน
หลินหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจยาว ร่างกายที่เกร็งเขม็งเมื่อครู่ค่อยๆ ผ่อนคลายลง นางลดมีดอีโต้ลงวางข้างเตา หันกลับไปมองบิดาและน้องชาย
หลินต้าซานน้ำตาคลอเบ้า มองบุตรสาวด้วยความรู้สึกผิดและซาบซึ้ง "หว่านเอ๋อร์... พ่อขอโทษที่ปกป้องเจ้าไม่ได้ ต้องให้เจ้าออกหน้าแทน..."
"ท่านพ่ออย่ากล่าวเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะ" หลินหว่านเอ๋อร์เดินเข้าไปประคองบิดา รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าแทนที่ความดุดันเมื่อครู่ "เราครอบครัวเดียวกัน ต้องช่วยดูแลกันเป็นธรรมดาเจ้าค่ะ ตอนนี้ท่านอย่าเพิ่งคิดมากเลย กลิ่นไก่หอมขนาดนี้ เรารีบกินกันเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะเย็นชืดเสียรสชาติ"
หลินเสี่ยวเฟิงที่ยืนเกาะขาพี่สาวแน่น เงยหน้ามองด้วยดวงตาเป็นประกาย "ท่านพี่เก่งที่สุดเลย! ท่านพี่ย่ากลัวท่านพี่ด้วย!"
หว่านเอ๋อร์ลูบหัวน้องชายเบาๆ "คนพาลมักกลัวคนจริง เสี่ยวเฟิงจำไว้นะ ต่อไปนี้เราจะไม่ยอมให้ใครมารังแกเราได้อีก"
นางตักไก่ตุ๋นใส่ชามเก่าๆ ที่มีรอยบิ่น ส่งให้บิดาและน้องชาย เนื้อไก่เปื่อยนุ่มจนแทบละลายในปาก น้ำซุปหวานหอมกลมกล่อมแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความอบอุ่นจากอาหารมื้อนี้ช่วยเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำของทุกคนในบ้านสามได้เป็นอย่างดี
ทว่า... เมื่อความวุ่นวายผ่านพ้นไป ความจริงอันโหดร้ายก็ปรากฏชัดขึ้นอีกครั้ง
ขณะที่หลินหว่านเอ๋อร์นั่งจิบน้ำซุป นางเงยหน้าขึ้นมองเพดานบ้าน แสงแดดยามเย็นลอดผ่านรูกระเบื้องที่แตกหักเป็นช่องโหว่หลายจุด ลมหนาวเริ่มพัดกรูเกรียวเข้ามาตามรอยแตกของผนังดิน ข้าวสารในถังเหลือติดก้นเพียงไม่กี่กำมือ เครื่องปรุงรสก็แทบไม่มีเหลือ
ชัยชนะในวันนี้เป็นเพียงการเอาตัวรอดชั่วคราวเท่านั้น
นางมีมิติวิเศษ มีสมุนไพรและวัตถุดิบล้ำค่า แต่หากนำออกมาใช้โต้งๆ ย่อมเป็นภัย บ้านหลังนี้กันแดดกันฝนแทบไม่ได้ หากฝนตกลงมาคืนนี้ พ่อที่ขาเจ็บคงต้องนอนแช่น้ำ
'ไม่ได้การ...' หว่านเอ๋อร์รำพึงในใจ แววตาแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนขึ้นอีกครั้ง 'ข้าต้องหาเงิน... ต้องหาเงินก้อนแรกให้ได้โดยเร็วที่สุด ก่อนที่บ้านหลังนี้จะถล่มลงมาทับพวกเราตาย'
นางมองไปที่ตะกร้าเห็ดและผักป่าที่เก็บมาได้จากในมิติ สมองอันชาญฉลาดเริ่มวางแผนการอย่างรวดเร็ว พรุ่งนี้... ตลาดตำบลชิงซี จะเป็นสมรภูมิแห่งแรกในการพลิกฟื้นชะตาชีวิต!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แผนการหาเงินก้อนแรก]**