ตอนที่ 7

***บทที่ 7: แผนการหาเงินก้อนแรก***

ราตรีภุจงค์ค่อยๆ คืบคลานเข้าปกคลุมหมู่บ้านตระกูลหลิน ความมืดมิดกลืนกินแสงสุดท้ายของตะวัน ทิ้งไว้เพียงความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินผิวเนื้อ ลมราตรีพัดกรูเกรียวผ่านรอยแตกของผนังดินเก่าคร่ำครึ ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับภูตผีที่กำลังร้องโหยหวน

หลินหว่านเอ๋อร์ขยับตัวเล็กน้อย นำผ้าห่มผืนบางที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วนมาคลุมร่างให้บิดาที่นอนหลับใหลด้วยความอ่อนเพลีย ขาข้างที่บาดเจ็บของเขาถูกพันด้วยสมุนไพรอย่างเรียบร้อย ทว่าคิ้วที่ยังขมวดมุ่นยามนิทราบ่งบอกถึงความเจ็บปวดที่ยังคงหลงเหลืออยู่

นางถอนหายใจยาว พลางแหงนหน้ามองขึ้นไปยังหลังคาบ้าน แสงจันทร์สลัวลอดผ่านรูกระเบื้องที่แตกหักเป็นช่องโหว่หลายจุด รอยรั่วเหล่านั้นเปรียบเสมือนบาดแผลฉกรรจ์ของบ้านหลังนี้ หากคืนนี้พระพิรุณโปรยปรายลงมา แม้เพียงสายฝนพรำ บ้านทั้งหลังคงเจิ่งนองไปด้วยน้ำ และบิดาของนางคงต้องนอนแช่ความชื้นแฉะอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

"เฮ้อ..." หว่านเอ๋อร์เดินไปที่ถังข้าวสาร นางเปิดฝาออกดูด้วยความหวังอันริบหรี่ แต่สิ่งที่พบมีเพียงความว่างเปล่า ก้นถังเหลือข้าวสารสีเหลืองขุ่นเพียงไม่กี่กำมือ เพียงพอสำหรับต้มข้าวต้มน้ำใสจางๆ ได้อีกเพียงมื้อเดียวเท่านั้น

ความจริงอันโหดร้ายกระแทกเข้ากลางใจ... ไก่ตุ๋นเมื่อเย็นเป็นเพียงภาพลวงตาแห่งความสุขชั่วคราว ความอดอยากที่แท้จริงกำลังรออยู่เบื้องหน้า

"ท่านพี่..."

เสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง หลินเสี่ยวเฟิงเดินงัวเงียเข้ามาใกล้ มือเล็กๆ เกาะชายเสื้อนางแน่น ดวงตาใสซื่อจ้องมองพี่สาวด้วยความเป็นห่วง "ท่านพี่ยังไม่นอนหรือขอรับ?"

หว่านเอ๋อร์หันกลับไป ย่อตัวลงลูบศีรษะน้องชายด้วยความเอ็นดู "ข้ากำลังคิดว่า พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปตลาดตำบลชิงซี ข้าจะเอาเห็ดและผักป่าที่เก็บได้ไปขายแลกเงินซื้อข้าวสาร"

ดวงตาของเสี่ยวเฟิงเบิกกว้างขึ้นทันที เด็กน้อยยืดอกขึ้นอย่างมาดมั่น "ข้าจะไปด้วย! ข้าจะไปช่วยท่านพี่แบกของขอรับ! ท่านพี่เป็นสตรี ร่างกายบอบบาง ข้าเป็นลูกผู้ชาย ข้าต้องช่วยท่าน!"

หว่านเอ๋อร์มองดูร่างผอมแห้งของน้องชาย แขนขาเล็กลีบราวกับกิ่งไม้แห้งเนื่องจากขาดสารอาหารมานาน นางอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูระคนขมขื่น นางบีบแก้มตอบๆ ของเขาเบาๆ

"เจ้าตัวเปี๊ยกแค่เอวข้า แขนก็เล็กเท่าต้นหญ้า ริอาจจะมาช่วยข้าแบกของหรือ?" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเย้าแหย่ "หนทางไปตำบลชิงซีไกลโข ต้องเดินข้ามเขา หากเจ้าไปด้วย เกรงว่าข้าคงต้องแบกทั้งของและแบกทั้งเจ้ากลับมาเป็นแน่"

"ตะ... แต่ข้าอยากช่วยนี่นา" เสี่ยวเฟิงหน้ามุ่ย ก้มหน้าลงมองเท้าตัวเองด้วยความน้อยใจที่ตนเองไร้กำลัง

"ถ้าเจ้าอยากช่วยข้าจริงๆ พรุ่งนี้เจ้าต้องอยู่เฝ้าท่านพ่อ" น้ำเสียงของหว่านเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นจริงจัง "ท่านพ่อขาเจ็บ เดินเหินไม่สะดวก หากมีใครมารังแก หรือท่านพ่อต้องการน้ำ เจ้าต้องเป็นคนดูแล เข้าใจหรือไม่? หน้าที่นี้สำคัญกว่าการแบกของมากนัก"

เมื่อได้ยินว่าตนได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ เสี่ยวเฟิงจึงเงยหน้าขึ้น แววตามุ่งมั่นกลับมาอีกครั้ง "ขอรับ! ข้าจะดูแลท่านพ่อให้ดีที่สุด จะไม่ให้แมลงวันสักตัวมาเกาะท่านพ่อเลย!"

"ดีมาก เด็กดี รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ตื่นมาจะได้มีแรง"

หลังจากส่งน้องชายเข้านอนและมั่นใจว่าลมหายใจของทั้งสองสม่ำเสมอแล้ว หว่านเอ๋อร์จึงดับตะเกียงน้ำมัน ความมืดมิดเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่นางไม่ได้ล้มตัวลงนอน

จิตวิญญาณของนางเพ่งสมาธิ เพียงชั่วพริบตา ร่างบางก็หายวูบไปจากเตียงไม้เก่าคร่ำครึ เข้าสู่ห้วงมิติลับส่วนตัว

อากาศภายในมิติช่างแตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอายวิญญาณบริสุทธิ์สดชื่นไหลเวียน ปราศจากความหนาวเหน็บ ทุ่งหญ้าเขียวขจีและแปลงสมุนไพรที่นางเริ่มจัดสรรไว้ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ แสงสว่างนวลตาแผ่ปกคลุมทั่วบริเวณ ทำให้มองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจน

หว่านเอ๋อร์ไม่รอช้า นางหยิบตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่ที่เตรียมไว้ เดินตรงไปยังโซนป่าจำลองที่นางได้โยนสปอร์เห็ดและเมล็ดพันธุ์ผักป่าทิ้งไว้เมื่อวันก่อน ด้วยพลังแห่งมิติวิเศษ พืชพรรณเหล่านี้เติบโตเร็วกว่าโลกภายนอกหลายสิบเท่า

เบื้องหน้าของนางคือกลุ่ม 'เห็ดหอมป่า' ดอกใหญ่ อวบอ้วน สีน้ำตาลเข้มเป็นมันวาว ราวกับถูกเคลือบด้วยน้ำมันชั้นดี กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเห็ดหอมเตะจมูกทันทีที่เข้าใกล้ นางคัดเลือกเก็บเฉพาะดอกที่สมบูรณ์ที่สุด รูปร่างกลมเกลี้ยง ไม่มีรอยตำหนิ

"เห็ดพวกนี้... หากวางขายในตลาดทั่วไป คงถูกกดราคาว่าเป็นแค่ของป่าธรรมดา" หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตัวเอง สมองอันชาญฉลาดเริ่มคำนวณ "แต่ถ้าข้าทำให้มันดูพิเศษ... มันจะกลายเป็นทองคำ"

นางค่อยๆ วางเห็ดลงในตะกร้าอย่างเบามือ รองก้นตะกร้าด้วยใบตองตึงสดๆ เพื่อรักษาความชื้น จากนั้นนางก็เดินไปอีกมุมหนึ่ง ซึ่งมีกอ 'ผักกูด' ขึ้นหนาแน่น ยอดผักกูดม้วนงอสวยงาม ลำต้นอวบน้ำสีเขียวสด กรอบเด้งสู้มือยามสัมผัส ผักกูดในมิตินี้ได้รับน้ำทิพย์วิญญาณ จึงดูสดกรอบกว่าผักกูดทั่วไปตามลำธารหลายเท่าตัว

หว่านเอ๋อร์เลือกเก็บยอดอ่อนที่กำลังกิน มัดรวมกันเป็นกำๆ ด้วยตอกไม้ไผ่เส้นเล็กๆ อย่างประณีต ทุกกำมีขนาดเท่ากันเป๊ะ ราวกับชั่งตวงวัดมาอย่างดี ความเป็นระเบียบและความสะอาดสะอ้านคือหัวใจสำคัญที่จะอัพราคาของสินค้า

นางใช้เวลาเกือบทั้งคืนในมิติ (ซึ่งเวลาเดินเร็วกว่าภายนอก) ในการจัดเตรียมสินค้า นางนำน้ำจากบ่อทิพย์มาพรมลงบนเห็ดและผักกูดเบาๆ ละอองน้ำทิพย์ไม่เพียงแต่ช่วยคงความสดให้ยาวนาน แต่ยังช่วยดึงกลิ่นหอมและรสชาติให้เข้มข้นขึ้น

"เสร็จเรียบร้อย"

หว่านเอ๋อร์มองดูผลงานในตะกร้าด้วยความพึงพอใจ เห็ดหอมดอกโตวางเรียงรายสวยงามเคียงคู่กับกำผักกูดสีเขียวสดใส มันดูเลอค่าเกินกว่าจะเป็นเพียงผักป่าข้างทาง นางมั่นใจว่าสินค้าล็อตนี้ต้องสร้างรายได้ก้อนแรกให้นางได้อย่างแน่นอน

นางวางแผนในใจอย่างรัดกุม... ตลาดตำบลชิงซีเปิดตั้งแต่เช้ามืด นางต้องไปให้ถึงก่อนตะวันขึ้น เพื่อจองทำเลที่ดี หรือไม่ก็ต้องหาลู่ทางอื่นที่ไม่ใช่แค่การนั่งแบกะดินขายให้ชาวบ้านตาดำๆ ที่ไม่รู้คุณค่าของวัตถุดิบชั้นเลิศเหล่านี้

หว่านเอ๋อร์ออกจากมิติกลับมายังห้องนอนอันหนาวเหน็บอีกครั้ง แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา ไก่ป่าเริ่มขันรับอรุณ นางรีบจัดการธุระส่วนตัว ล้างหน้าบ้วนปากด้วยน้ำเย็นจัดจนหน้าชา จากนั้นก็แบกตะกร้าไม้ไผ่ที่มีน้ำหนักไม่น้อยขึ้นสะพายหลัง

นางเขียนข้อความสั้นๆ ทิ้งไว้บนโต๊ะด้วยถ่านฟืน บอกบิดาว่าออกไปเก็บของป่า จะรีบกลับมาตอนสายๆ เพื่อไม่ให้เขาเป็นห่วง

ขณะที่นางก้าวเท้าออกจากประตูบ้าน ลมกรรโชกแรงวูบหนึ่งพัดปะทะใบหน้า หว่านเอ๋อร์กระชับเสื้อคลุมเก่าๆ แน่นขึ้น นางสูดหายใจลึก รับกลิ่นดินกลิ่นหญ้ายามเช้า แววตาคู่สวยฉายประกายเด็ดเดี่ยววาวโรจน์

หนทางข้างหน้าอาจขรุขระและเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่นางคือหลินหว่านเอ๋อร์ ผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อชะตาฟ้าลิขิต เงินก้อนแรกนี้... นางจะต้องคว้ามันมาให้ได้!

ทว่า ทันทีที่นางก้าวพ้นรั้วบ้าน เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคน หรือบางสิ่ง ก็ดังแว่วมาตามสายลมจากทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เสียงนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดสลัวก่อนรุ่งสาง...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เดินทางสู่ตลาดชิงซี]**