ตอนที่ 104
***บทที่ 104: ต้นกล้าปริศนา***
หลังจากที่หลิน หว่านเอ๋อร์แสดงอานุภาพของ 'ทองคำดำ' หรือปุ๋ยหมักสูตรพิเศษให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของคนงานและชาวบ้านที่มามุงดูแล้ว นางมิได้ปล่อยให้เวลาอันมีค่าเสียเปล่า สตรีร่างบางในชุดผ้าฝ้ายเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน สั่งการให้คนงานขนย้ายดินปุ๋ยเหล่านั้นเข้าไปยังโรงเรือนเพาะชำที่นางจ้างช่างไม้ฝีมือดีในหมู่บ้านเร่งสร้างขึ้นเมื่อหลายวันก่อน
โรงเรือนแห่งนี้มีความพิเศษแตกต่างจากสิ่งปลูกสร้างทั่วไป ผนังทำจากไม้ไผ่สานถี่บุด้วยกระดาษน้ำมันราคาแพงลิบลิ่วเพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้น หลังคามุงด้วยหญ้าคาหนาทึบแต่มีช่องระบายอากาศที่เปิดปิดได้ตามทิศทางลม นี่คือภูมิปัญญาที่ล้ำหน้ากว่ายุคสมัยที่นางนำติดตัวมาจากโลกอนาคต เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการ 'ปลุกชีพ' เมล็ดพันธุ์ล้ำค่า
เมื่อประตูโรงเรือนปิดลง หว่านเอ๋อร์อาศัยจังหวะที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น แสร้งทำเป็นล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ แต่แท้จริงแล้วจิตของนางเชื่อมต่อกับมิติลับส่วนตัวในชั่วพริบตา นิ้วเรียวงามคัดเลือกห่อผ้าแพรสองห่อออกมาอย่างแม่นยำ
"นายหญิง ให้พวกข้าทำอย่างไรกับดินเหล่านี้หรือขอรับ?" ชายฉกรรจ์คนหนึ่งเอ่ยถามพลางปาดเหงื่อ เขาเริ่มศรัทธาในตัวเด็กสาวผู้นี้มากขึ้นเรื่อยๆ หลังจากเห็นกองปุ๋ยวิเศษ
หว่านเอ๋อร์วางห่อผ้าลงบนโต๊ะไม้ไผ่กลางโรงเรือน ค่อยๆ คลี่ผ้าออก เผยให้เห็นเมล็ดพันธุ์รูปร่างประหลาดสองชนิด
ห่อแรก บรรจุเมล็ดแบนเล็กสีขาวนวลอมเหลืองจำนวนมาก ดูคล้ายเมล็ดมะเขือแต่เรียวรีกว่า
ห่อที่สอง บรรจุเมล็ดกลมเกลี้ยงสีดำสนิท ผิวขรุขระเล็กน้อย กลิ่นฉุนจางๆ ลอยเตะจมูกทันทีที่สัมผัสอากาศ
"นี่คือสมบัติที่ข้าได้มาจากพ่อค้าต่างถิ่นที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากแดนไกล" หว่านเอ๋อร์โกหกหน้าตายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่น่าเชื่อถืออย่างประหลาด "มันไม่ใช่หญ้าวัชพืช และไม่ใช่ผักธรรมดาที่พวกเจ้าเคยกิน"
นางชี้ไปที่เมล็ดสีขาวนวล "สิ่งนี้เรียกว่า 'พริกจินดา' รสชาติของมันเผ็ดร้อนดุจไฟบรรลัยกัลป์ หากนำมาปรุงอาหาร จะช่วยเจริญอาหารและขับเหงื่อ ขับลมชื้นในร่างกายได้อย่างดียิ่ง"
จากนั้นนิ้วเรียวก็เลื่อนไปที่เมล็ดสีดำ "ส่วนนี่คือ 'พริกไทยดำ' ราชาแห่งเครื่องเทศ กลิ่นหอมหวนและรสเผ็ดร้อนซ่อนลึกของมัน จะทำให้อาหารทุกจานมีมูลค่าดุจทองคำ"
เสียงสูดลมหายใจดังเฮือกใหญ่ดังขึ้นรอบวง ป้าเถียนตาโตเท่าไข่ห่าน "ระ...ราชาแห่งเครื่องเทศหรือเจ้าคะ? ของล้ำค่าเพียงนี้ นายหญิงจะปลูกมันที่นี่จริงๆ หรือ?"
ในยุคสมัยนี้ รสเผ็ดมักได้จากสมุนไพรป่าหรือเครื่องเทศหายากที่มีราคาแพงระยับ การที่หว่านเอ๋อร์บอกว่าจะปลูก 'ไฟ' และ 'ทองคำ' ลงบนดิน ย่อมสร้างความตื่นตะลึงให้แก่เหล่าชาวบ้านผู้ยากไร้
"แน่นอน ข้าไม่ได้แค่จะปลูก แต่ข้าจะทำให้มันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่จะพลิกฟื้นหมู่บ้านของเรา" แววตาของหว่านเอ๋อร์วาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่น "เริ่มงานกันเถอะ!"
นางสอนวิธีเพาะเมล็ดอย่างละเอียด ให้คนงานใช้นิ้วกดลงไปในกระบะดินที่ผสมปุ๋ยทองคำดำและน้ำทิพย์เจือจาง ความลึกต้องพอดี ไม่ตื้นจนแห้ง และไม่ลึกจนเน่า หว่านเอ๋อร์กำชับเรื่องความสะอาดและการรดน้ำอย่างเคร่งครัด ราวกับนางพญาบัญชาการรบ
ในขณะที่ทุกคนกำลังง่วนอยู่กับการหยอดเมล็ด ร่างเล็กๆ ของเด็กชายผู้หนึ่งก็วิ่งวุ่นไปทั่วโรงเรือน
"ท่านพี่! ข้าตักน้ำมาแล้วขอรับ!" เสี่ยวเฟิง น้องชายตัวน้อยของหว่านเอ๋อร์ประคองกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำมาอย่างทุลักทุเล ใบหน้าจิ้มลิ้มเปื้อนคราบดินมอมแมม แต่ดวงตากลับส่องประกายมุ่งมั่น
"ระวังหน่อยเสี่ยวเฟิง เดี๋ยวหกล้ม" หว่านเอ๋อร์ดุไม่จริงจังนัก พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อบนหน้าผากให้น้องชาย
"ข้าไม่ล้มหรอกขอรับ ข้าจะช่วยท่านพี่รดน้ำ แล้วข้าก็จะเฝ้าหน้าประตูด้วย ใครหน้าไหนก็ห้ามเข้ามาขโมยสมบัติของท่านพี่เด็ดขาด!" เสี่ยวเฟิงยืดอกประกาศก้อง มือเล็กๆ กำจอบอันจิ๋วที่ทำจากไม้ไผ่ไว้แน่น ท่าทางขึงขังราวกับแม่ทัพน้อยพิทักษ์ด่านชายแดน
ภาพนั้นเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากเหล่าคนงาน บรรยากาศในโรงเรือนที่เคยตึงเครียดเพราะความกลัวเกรงในตัวนายหญิง ผ่อนคลายลงกลายเป็นความอบอุ่นและความหวัง
หว่านเอ๋อร์มองดูน้องชายที่บรรจงรดน้ำลงบนกระบะเพาะกล้าพริกไทยอย่างระมัดระวัง นางรู้ดีว่าพืชสองชนิดนี้ ทั้งพริกจินดาและพริกไทยดำ คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่ความมั่งคั่ง อาหารรสจืดชืดของยุคนี้กำลังรอการปฏิวัติ และนางจะเป็นผู้ถือคบเพลิงนั้น
เวลาล่วงเลยไปจนตะวันคล้อยต่ำ แสงสีส้มสาดส่องลอดผ่านช่องระบายอากาศ กระทบกับผืนดินสีดำสนิทที่บัดนี้ได้ซุกซ่อนเมล็ดพันธุ์แห่งอนาคตเอาไว้ การเพาะปลูกล็อตแรกเสร็จสิ้นลงด้วยความเรียบร้อย
"เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้" หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงดังฟังชัด "ทุกคนกลับไปพักผ่อนได้ พรุ่งนี้ค่อยมาดูผลงาน"
เหล่าคนงานต่างแยกย้ายกันกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป จากที่เคยมาทำงานเพียงเพื่อแลกเศษเงินประทังชีวิต วันนี้พวกเขากลับรู้สึกเหมือนได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่
ทว่า... ขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังตรวจสอบความเรียบร้อยของโรงเรือนเป็นครั้งสุดท้าย สายตาอันเฉียบคมของนางก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนด้อมๆ มองๆ อยู่ที่พุ่มไม้นอกรั้ว ก่อนจะรีบผลุบหายไปเมื่อเห็นว่านางหันไปมอง
ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มเย็นเยียบขึ้นที่มุมปาก
ดูเหมือนว่ากลิ่นหอมของ 'ความสำเร็จ' จะเริ่มดึงดูดแมลงร้ายเข้ามาเสียแล้ว การมีของล้ำค่าอยู่ในมือโดยปราศจากกำแพงป้องกันที่แข็งแกร่ง ก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กทารกถือทองคำเดินกลางตลาด
ลำพังแค่กำแพงรั้วไม้ไผ่ไม่อาจกันคนโลภได้ และสัญญาใจปากเปล่ากับคนงานเหล่านี้... สักวันอาจแปรเปลี่ยนเมื่อมีผลประโยชน์มหาศาลมาล่อใจ
"เสี่ยวเฟิง กลับบ้านกันเถอะ" หว่านเอ๋อร์จูงมือน้องชายเดินออกจากโรงเรือน นางล็อกประตูแน่นหนา พลางครุ่นคิดแผนการขั้นต่อไปในใจ
สิ่งที่นางต้องสร้างในวันพรุ่งนี้ ไม่ใช่แค่ระบบน้ำหรือโรงเรือนเพิ่ม แต่เป็น 'กรงขัง' ที่มองไม่เห็น... กรงขังที่จะผูกมัดใจคนและความซื่อสัตย์เอาไว้อย่างดิ้นไม่หลุด!
คืนนั้น แสงตะเกียงในห้องของหว่านเอ๋อร์สว่างไสวตลอดทั้งคืน ปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด นางกำลังร่างตราสารบางอย่างที่จะสั่นสะเทือนธรรมเนียมปฏิบัติของคนทั้งหมู่บ้าน!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สัญญาทาสหรือสัญญาธรรม?]**