ตอนที่ 103
***บทที่ 103: ปุ๋ยหมักสูตรพิเศษ***
รุ่งอรุณสาดแสงสีทองจับขอบฟ้า ทว่าสำหรับเหล่าคนงานสิบคนที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกเมื่อวานเย็น เช้านี้กลับไม่ได้เริ่มต้นด้วยความสดใสอย่างที่คาดหวัง
เกวียนเทียมวัวเก่าคร่ำคร่าสองเล่มจอดรออยู่หน้าเรือนสกุลหลิน พร้อมด้วยตะกร้าไม้ไผ่สานตาห่างกองโต หลิน หว่านเอ๋อร์ ยืนกอดอกรอพวกเขาอยู่แล้ว นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย ทะมัดทะแมง ผมเกล้าสูงปักปิ่นไม้ธรรมดา แต่แววตานั้นกลับเฉียบคมทรงอำนาจเกินกว่าจะเป็นเพียงสตรีชาวบ้าน
"ทองคำที่ข้าบอก... อยู่ที่นั่น" นิ้วเรียวชี้ไปยังทิศทางท้ายหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของคอกเลี้ยงสัตว์รวมของชาวบ้านและจุดทิ้งขยะอินทรีย์
"คอก... คอกสัตว์หรือขอรับ?" บุตรชายคนรองของป้าเถียนนามว่า 'อาหนิว' เอ่ยถามเสียงสั่น จมูกเริ่มย่นเมื่อนึกถึงกลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยมาตามลม
"ถูกต้อง" หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ "ไปโกยมันมา ทั้งมูลวัว มูลหมู และบรรดาเศษใบไม้แห้งที่ทับถมกันอยู่แถวนั้น ขนกลับมาให้ได้มากที่สุด อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ก้อนเดียว"
เหล่าคนงานมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง นี่หรือคืองานหนักที่นายหญิงว่า? การไปโกยของสกปรกโสโครกที่ใครๆ ก็รังเกียจเนี่ยนะ? ทว่าเมื่อเห็นป้าเถียนเดินนำไปหยิบพลั่วและตะกร้าโดยไม่เอ่ยปากบ่นแม้แต่คำเดียว คนหนุ่มที่เหลือจึงจำต้องกลืนก้อนความสงสัยลงคอ แล้วเร่งฝีเท้าตามไป
ตลอดช่วงเช้า ภาพของคนงานสิบคนช่วยกันขนมูลสัตว์และเศษใบไม้ใส่เกวียนเทียมวัวเดินไปกลับระหว่างท้ายหมู่บ้านกับที่ดินรกร้างของสกุลหลิน กลายเป็นเรื่องขบขันของชาวบ้านร้านตลาด
"ดูนั่นสิ! แม่นางหลินคงเสียสติไปแล้วจริงๆ ถึงได้จ้างคนไปขนขี้มาถมที่!" เสียงหัวเราะเยาะหยันดังมาจากกลุ่มแม่บ้านที่ซักผ้าอยู่ริมลำธาร
"ที่ดินนั่นมันตายซากไปแล้ว นางคิดว่าจะเอาของสกปรกพวกนี้ไปทำอะไรได้? คงกะจะทำให้ที่ดินเหม็นเน่าจนหญ้ายังไม่กล้าขึ้นกระมัง" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยความสมเพช
หว่านเอ๋อร์ได้ยินคำนินทาเหล่านั้นชัดเจน แต่นางเพียงแค่ปรายตามองผ่านราวกับเสียงนกเสียงกา ในสายตาของนาง กองมูลสัตว์ที่ส่งกลิ่นฉุนเหล่านี้คือวัตถุดิบชั้นเลิศที่จะเปลี่ยนผืนดินทรายร่วนซุยไร้ค่าให้กลายเป็นขุมทรัพย์
เมื่อกองมูลสัตว์และใบไม้แห้งถูกขนมากองรวมกันจนสูงเป็นภูเขาย่อมๆ หว่านเอ๋อร์จึงเริ่มสั่งการ นางไม่ได้ให้พวกเขานำมันไปโรยลงดินทันทีอย่างที่ชาวบ้านทั่วไปเข้าใจ แต่กลับสั่งให้ก่อรูปกองวัสดุขึ้นมาใหม่
"ปูใบไม้แห้งลงไปก่อนเป็นชั้นแรก หนาประมาณหนึ่งฝ่ามือ" นางสั่งพลางใช้ไม้ขนาดยาวชี้จุด "จากนั้นโรยมูลสัตว์ทับลงไป ตามด้วยเศษผักเน่าเสียที่พวกเจ้าไปขอมาจากตลาด สลับกันไปเรื่อยๆ เหมือนการทำขนมชั้น"
คนงานแม้จะงุนงงแต่ก็ทำตามอย่างเคร่งครัด หว่านเอ๋อร์เดินสำรวจรอบกองปุ๋ย สายตาจับจ้องทุกขั้นตอน นี่คือเทคโนโลยีการทำปุ๋ยหมักแบบ 'พลิกกลับกอง' (Composting) ที่นางเรียนรู้มาจากยุคปัจจุบัน การผสมผสานระหว่างคาร์บอนจากใบไม้แห้งและไนโตรเจนจากมูลสัตว์ ในอัตราส่วนที่เหมาะสม จะก่อให้เกิดความร้อนและการย่อยสลายที่สมบูรณ์
"สำคัญที่สุดคือความชื้น" หว่านเอ๋อร์พึมพำ ก่อนจะเดินไปที่ถังน้ำใบใหญ่ที่เตรียมไว้ นางอาศัยจังหวะที่คนงานกำลังง่วนกับการเกลี่ยกองใบไม้ แอบหยด 'น้ำทิพย์' จากมิติลับลงไปในถังเพียงไม่กี่หยด
น้ำทิพย์นี้มีคุณสมบัติเร่งการเจริญเติบโตและฟื้นฟูสภาพ มันจะทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้จุลินทรีย์ในกองปุ๋ยทำงานเร็วกว่าปกติร้อยเท่าพันเท่า และยังช่วยกำจัดเชื้อโรคในมูลสัตว์จนสิ้นซาก
"เอาน้ำในถังนี้รดกองปุ๋ยให้ชุ่ม แต่อย่าให้แฉะจนน้ำไหลนอง" นางสั่งเสียงเข้ม "และจำไว้ ทุกๆ สามวัน พวกเจ้าต้องมา 'พลิกกลับกองปุ๋ย' เอาด้านในออกมาด้านนอก เอาด้านนอกเข้าไปด้านใน เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากพวกเจ้าขี้เกียจไม่ยอมพลิกกอง ปุ๋ยนี้จะเน่าเสียและใช้การไม่ได้ เข้าใจหรือไม่!"
"เข้าใจขอรับ/เจ้าค่ะ!" คนงานขานรับพร้อมเพรียง แม้ใจจะยังกังขาว่ากองขยะเหม็นๆ นี้จะกลายเป็นปุ๋ยวิเศษได้อย่างไร
เมื่อตะวันคล้อยต่ำ หว่านเอ๋อร์ปล่อยให้คนงานกลับไปพักผ่อน ส่วนนางเดินกลับเข้าเรือนพักที่ดูดีขึ้นกว่าแต่ก่อนเล็กน้อยจากการซ่อมแซม กลิ่นสมุนไพรหอมกรุ่นลอยเตะจมูกทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู
ในห้องโถงกลาง หลิน ต้าซาน บิดาของนางกำลังกัดฟันแน่น มือทั้งสองข้างกำไม้ค้ำยันที่ทำจากไม้เนื้อแข็งจนเส้นเลือดปูดโปน พยายามจะก้าวเท้าขวาที่เคยหักพับงอไปข้างหน้า เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผากซีดเผือด
"ท่านพ่อ อย่าเพิ่งหักโหมเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์รีบวางตะกร้าลง แล้วเข้าไปประคองบิดาให้นั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่
"พ่อ... พ่อแค่อยากจะเดินได้ไวๆ จะได้ไปช่วยเจ้าทำงาน" หลิน ต้าซานกล่าวเสียงเครือ นัยน์ตาฉายแววเจ็บปวดและรู้สึกผิดที่ต้องให้บุตรสาวแบกรับภาระหนักอึ้งเพียงลำพัง "ชาวบ้านเขานินทาเจ้าสนุกปาก พ่อทนฟังไม่ได้..."
"ปากคนยาวกว่าปากกา ยิ่งห้ามก็ยิ่งยุ ปล่อยเขาพูดไปเถอะเจ้าค่ะ ผลลัพธ์ในวันหน้าจะเป็นตัวตบปากพวกเขาเอง" หว่านเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่ยี่หระ นางเดินไปตักซุปกระดูกหมูที่ตุ๋นทิ้งไว้บนเตาถ่าน
ซุปถ้วยนี้ไม่ใช่ซุปธรรมดา แต่นางแอบใส่สมุนไพรจากมิติที่ช่วยสมานกระดูกและบำรุงเส้นเอ็นลงไป กลิ่นหอมของมันทำให้ความเหนื่อยล้าจางหายไปได้ครึ่งหนึ่งเพียงแค่ได้กลิ่น
"ดื่มซุปนี่ให้หมดนะเจ้าคะ กระดูกของท่านกำลังสมานตัว ต้องได้รับสารอาหารที่ดี" นางยื่นถ้วยซุปให้บิดา
หลิน ต้าซานรับถ้วยมาด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ความร้อนอุ่นวาบแล่นพล่านไปทั่วร่างทันทีที่ซุปไหลลงคอ ความเจ็บปวดที่ขาดูเหมือนจะทุเลาลงอย่างน่าอัศจรรย์ เขามองหน้าบุตรสาวด้วยความซาบซึ้งระคนสงสัยในความเก่งกาจที่เปลี่ยนไปของนาง แต่ก็เลือกที่จะไม่เอ่ยถาม เก็บความเชื่อมั่นไว้ในใจว่าบุตรสาวคนนี้จะพาครอบครัวรอดพ้นวิกฤตได้
สามวันผ่านไป ไวเหมือนโกหก
เช้าวันที่สี่ หว่านเอ๋อร์พาคนงานกลับมาที่กองปุ๋ยอีกครั้ง ชาวบ้านบางคนที่เดินผ่านมาเตรียมจะหัวเราะเยาะอีกรอบ ทว่าคราวนี้พวกเขาต้องหยุดชะงัก
ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือ ไอควันสีขาวจางๆ ลอยกรุ่นออกมาจากกองปุ๋ยหมัก ราวกับมีใครไปจุดไฟเผาอยู่ข้างใน แต่เมื่อลมพัดพาเอาไอร้อนนั้นมาแตะจมูก มันกลับไม่มีกลิ่นเหม็นเน่าของมูลสัตว์หลงเหลืออยู่เลย!
กลับกัน มันมีกลิ่นหอมของดินชื้นๆ กลิ่นของใบไม้ผุ และกลิ่นจางๆ ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด
"นายหญิง! นี่มัน..." ป้าเถียนอุทาน ตาเบิกกว้างเมื่อใช้พลั่วเจาะเข้าไปในกองปุ๋ยเพื่อทำการพลิกกลับกองตามคำสั่ง พบว่าภายในกองปุ๋ยนั้นร้อนระอุ วัสดุที่เคยเป็นใบไม้และมูลสัตว์เริ่มย่อยสลายกลายเป็นเนื้อเดียวกัน สีดำสนิทร่วนซุยราวกับดินชั้นดีที่สุดในป่าลึก
"นี่แหละคือ 'ทองคำดำ' ที่ข้าพูดถึง" หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ "ด้วยสิ่งนี้ ดินที่ตายแล้วจะฟื้นคืนชีพ พืชผลที่ไม่เคยมีใครปลูกได้ จะงอกงามบนที่ดินผืนนี้!"
นางก้มลงกำปุ๋ยหมักสูตรพิเศษที่ผสมน้ำทิพย์ขึ้นมา สัมผัสถึงพลังชีวิตที่อัดแน่นอยู่ภายใน สายตาของนางทอดมองไปยังเรือนเพาะชำที่เพิ่งสร้างเสร็จหมาดๆ
ดินพร้อมแล้ว... ต่อไปก็ถึงเวลาของ 'สิ่งนั้น' ที่นางเตรียมไว้ในมิติ
สิ่งที่จะทำให้ชาวบ้านพวกนั้นต้องตาถลนออกจากเบ้า!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ต้นกล้าปริศนา]**