ตอนที่ 102
***บทที่ 102: การคัดเลือกคนงานรุ่นแรก***
รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนพร้อมกับแสงแดดที่สาดส่องลงมายังลานดินหน้าเรือนสกุลหลิน ทว่าสิ่งที่ร้อนแรงยิ่งกว่าดวงตะวัน คือกระแสความโลภที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ในใจของชาวบ้าน
คำกล่าวที่ว่า ‘เงินตราใช้ผีโม่แป้งได้’ นั้นมิใช่คำกล่าวเกินจริง
ยามเฉินยังไม่ทันมาถึง บริเวณที่ดินรกร้างที่เคยเงียบเหงาและถูกล่ำลือว่ามีอาถรรพ์ บัดนี้กลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับร้อย เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดั่งฝูงแมลงวันตอมน้ำหวาน ไม่ว่าจะเป็นชายฉกรรจ์ หญิงหม้าย หรือแม้แต่คนแก่ที่ยังพอมีแรง ต่างมารอคอยด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น ค่าแรงสามเท่า ข้าวขาว และเนื้อสัตว์... สิ่งเหล่านี้คือมนตร์สะกดที่ทรงพลังยิ่งกว่ายันต์กันผีของนักพรตหน้าไหน
หลิน หว่านเอ๋อร์ เดินออกมาจากเรือนด้วยท่วงท่าสง่างาม นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่ายแต่ตัดเย็บอย่างประณีต ผมดำขลับเกล้าขึ้นปักปิ่นไม้เพียงอันเดียว ทว่าแววตาหงส์คู่นั้นกลับทอประกายเด็ดเดี่ยวและทรงอำนาจจนผู้คนที่ส่งเสียงดังเมื่อครู่ค่อยๆ เงียบเสียงลงโดยอัตโนมัติ
เบื้องหน้าของนาง มีโต๊ะไม้ตัวยาวตั้งอยู่ บนโต๊ะหาได้มีเพียงบัญชีรายชื่อ แต่กลับมีกองวัชพืชกองมหึมาที่ถูกถอนมารวมกันไว้ ส่งกลิ่นเหม็นเขียวคละคลุ้งไปทั่ว
"มากันเยอะกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก" หว่านเอ๋อร์กวาดสายตามองไปรอบๆ ริมฝีปากยกยิ้มจางๆ ที่อ่านความหมายไม่ออก "แต่ข้าบอกแล้วว่า ข้าต้องการคนงานเพียงสิบคน และข้าไม่ต้องการคนกินแรง หรือพวกที่คิดจะมาฉกฉวยผลประโยชน์"
สายตาของนางหยุดลงที่ร่างหนึ่งซึ่งพยายามแทรกตัวหลบอยู่หลังชายร่างใหญ่ หญิงสาวผู้นั้นสวมชุดเก่าขาดวิ่น ใบหน้ามอมแมมไปด้วยเขม่าควันและโคลนตม ทว่าผิวพรรณที่โผล่พ้นรอยเปื้อนออกมากลับขาวผ่องผิดวิสัยชาวนา
หว่านเอ๋อร์แค่นเสียงในลำคอเบาๆ *'หลิน เป่าจู... คิดจะเล่นละครตบตาข้าด้วยงิ้วโรงเล็กแค่นี้หรือ? ช่างดูถูกสติปัญญาข้าเกินไปแล้ว'*
นางรู้ดีว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายไม่ใช่ค่าแรง แต่เป็น 'สูตรลับ' ในการปรับปรุงดินและปุ๋ยที่นางเคยเปรยไว้ว่าจะทำ ข่าวลือเรื่องความสามารถของนางคงไปเข้าหูบ้านใหญ่เข้าแล้วกระมัง
"การทดสอบด่านแรก!" หว่านเอ๋อร์ประกาศก้อง น้ำเสียงกังวานชัดเจน "พวกเจ้าเห็นกองหญ้าบนโต๊ะนี้หรือไม่? นี่คือ 'หญ้าลิ้นงู' กับ 'หญ้าหวานป่า' ลักษณะของมันคล้ายคลึงกันมาก แต่สรรพคุณต่างกันราวฟ้ากับเหว อย่างหนึ่งเป็นยา อีกอย่างเป็นวัชพืชที่แย่งสารอาหารพืชผลได้ร้ายกาจที่สุด"
นางหยิบต้นหญ้าสองชนิดชูขึ้นให้ดู "ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งก้านธูป จงแยกพวกมันออกจากกัน ใครที่แยกผิดแม้แต่ต้นเดียว... ตกรอบทันที!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นอีกครั้ง ชาวบ้านหลายคนเริ่มบ่นพึมพำ งานแยกหญ้าดูเหมือนง่าย แต่เมื่อมองดูดีๆ ใบของพวกมันแทบจะเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ต้องใช้สายตาที่เฉียบคมและความละเอียดลอออย่างที่สุด
ชาวบ้านเริ่มทยอยเข้ามาหยิบกำหญ้าไปนั่งแยก บางคนทำด้วยความรีบร้อนหวังจะให้เสร็จเร็ว บางคนทำไปบ่นไป แต่มีเพียงไม่กี่คนที่ก้มหน้าก้มตาทำด้วยความตั้งใจ หนึ่งในนั้นคือป้าเถียนและลูกชายทั้งสองของนาง
หลิน เป่าจู ในคราบหญิงสาวมอมแมมเดินเข้ามาหยิบหญ้ากำใหญ่ นางก้มหน้าต่ำ พยายามไม่สบตาหว่านเอ๋อร์ มือไม้ของนางสั่นเทาด้วยความรังเกียจที่จะต้องสัมผัสเศษดินเศษหญ้าสกปรก นางเขี่ยๆ มันอย่างลวกๆ พลางคิดในใจว่า *'นังคนชั้นต่ำ เรื่องมากนัก! รอให้ข้าได้สูตรปุ๋ยไปก่อนเถอะ จะให้ท่านพ่อจัดการเจ้าให้สาสม!'*
เวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูป หลิน เป่าจู ก็ลุกขึ้นยืน "ข้าแยกเสร็จแล้ว!"
นางมั่นใจว่าตนเองทำได้ดีพอที่จะผ่านด่าน นางรีบยื่นตะกร้าส่งให้ แต่หว่านเอ๋อร์กลับไม่แม้แต่จะมองตะกร้านั้น นางใช้ด้ามพัดเคาะเบาๆ ที่มือของเป่าจู
"เร็วดีนี่... แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าแยกถูก?" หว่านเอ๋อร์ถามเสียงเรียบ
"ข้าแน่ใจ! เจ้าอย่ามาเรื่องมาก รีบๆ รับข้าเข้าทำงานได้แล้ว!" เป่าจูเผลอขึ้นเสียงด้วยความหงุดหงิด ลืมดัดเสียงของตนไปชั่วขณะ
หว่านเอ๋อร์หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา แล้วยื่นมือไปเช็ดคราบโคลนบนใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
"ว้าย! เจ้าทำบ้าอะไร!" เป่าจูปัดมือออก แต่ไม่ทันเสียแล้ว ใบหน้าที่แท้จริงภายใต้คราบโคลนปรากฏแก่สายตาประชาชน
"โอ้... ที่แท้ก็เป็นคุณหนูรองหลิน เป่าจู นี่เอง" หว่านเอ๋อร์แสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ "ลมอะไรหอบเจ้ามาสมัครเป็นคนงานแบกหามในไร่ของข้ากัน? หรือว่าที่บ้านใหญ่ไม่มีข้าวกินจนต้องมาแย่งงานชาวบ้าน?"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังครืนขึ้นจากฝูงชน เป่าจูหน้าแดงก่ำจนลามไปถึงใบหู ความอับอายแล่นพล่านไปทั่วร่าง
"ข้า... ข้าแค่..." เป่าจูอึกอัก หาข้อแก้ตัวไม่ได้
"แถมงานง่ายๆ แค่นี้เจ้ายังทำไม่ได้" หว่านเอ๋อร์เขี่ยตะกร้าของเป่าจูให้ล้มลง เผยให้เห็นหญ้าสองชนิดที่ปะปนกันมั่วซั่ว "คนงานของข้าต้องมีความอดทนและละเอียดรอบคอบ ไม่ใช่คุณหนูเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อที่หวังจะเข้ามาเป็นหนอนบ่อนไส้... เชิญกลับไปเถอะ ก่อนที่ข้าจะให้คนโยนเจ้าออกไป!"
เป่าจูกรี้ดร้องด้วยความเจ็บใจ กระทืบเท้าแล้ววิ่งหนีฝ่าฝูงชนออกไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะขบขันของผู้คน
"เอาล่ะ เงียบ!" หว่านเอ๋อร์ตบโต๊ะเสียงดัง บรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง "คนที่เหลือ... ฟังให้ดี การทดสอบที่สองคือ 'ความอดทน'"
นางชี้ไปที่ลานโล่งกลางแดดจ้า "ไปยืนตากแดดตรงนั้น ห้ามขยับ ห้ามดื่มน้ำ ห้ามพูดคุย จนกว่าเงาของเสาต้นนั้นจะทาบทับก้อนหินก้อนนี้ ใครทนไม่ไหว เดินออกไปได้เลย"
บททดสอบนี้ดูเหมือนง่ายแต่ทรมานสังขารยิ่งนัก เวลาผ่านไปเรื่อยๆ แดดสายเริ่มแรงกล้าขึ้น ผู้คนเริ่มเหงื่อไหลไคลย้อย บางคนเป็นลมล้มพับ บางคนถอดใจเดินหนีเพราะทนร้อนไม่ไหว จากคนนับร้อย เหลือเพียงไม่กี่สิบคน
และในที่สุด เมื่อเงาเสาเคลื่อนมาถึงจุดหมาย เหลือคนยืนหยัดอยู่เพียงสิบสามคน
หว่านเอ๋อร์เดินเข้าไปหาพวกเขา สายตาของนางจับจ้องไปที่ป้าเถียน หญิงวัยกลางคนที่ยืนนิ่งสงบราวกับรูปปั้น แม้เหงื่อจะท่วมตัวแต่แววตาไม่วอกแวก
"ป้าเถียน ท่านผ่าน" หว่านเอ๋อร์ประกาศ ก่อนจะชี้ไปที่ลูกชายสองคนของนางและชาวบ้านอีกเจ็ดคนที่มีแววตาซื่อสัตย์และมุ่งมั่น "พวกเจ้าทั้งหมด สิบคนนี้... คือคนงานชุดแรกของข้า"
เสียงเฮด้วยความดีใจดังลั่นจากผู้ผ่านการคัดเลือก ส่วนคนที่เหลือคอตกเดินกลับไป
"อย่าเพิ่งดีใจไป" หว่านเอ๋อร์ยกมือห้าม ยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัย "งานที่พวกเจ้าต้องทำต่อไปนี้ หนักหนากว่าการยืนตากแดดหลายเท่านัก"
นางหันหลังเดินนำไปยังผืนดินแห้งแล้งที่แตกระแหงเป็นร่องลึกราวกับผิวหนังคนแก่ที่ไร้การบำรุง ดินที่นี่ตายสนิท ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง
"นายหญิง... ดินแบบนี้จะปลูกอะไรขึ้นรึขอรับ?" ลูกชายคนโตของป้าเถียนถามด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
หว่านเอ๋อร์หันกลับมา แววตาเป็นประกายวาวโรจน์ นางมองเห็นภาพอนาคตที่เขียวขจีซ้อนทับอยู่บนความแห้งแล้งนี้
"ปลูกขึ้นสิ... แต่ก่อนจะปลูก เราต้อง 'ให้อาหาร' ดินพวกนี้เสียก่อน"
นางชี้มือไปยังทิศทางของคอกสัตว์ท้ายหมู่บ้าน "พรุ่งนี้เช้า พวกเจ้าจงเตรียมเกวียนและตะกร้าให้พร้อม เราจะไปขน 'ทองคำ' ที่ชาวบ้านรังเกียจกัน!"
เหล่าคนงานมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทองคำที่ชาวบ้านรังเกียจ? หรือว่านายหญิงผู้นี้จะเสียสติไปแล้วจริงๆ?
ทว่าหว่านเอ๋อร์กลับไม่ได้สนใจสายตาสงสัยเหล่านั้น ในหัวของนาง สูตรปุ๋ยหมักสูตรพิเศษที่ผสมผสานภูมิปัญญาจากยุคปัจจุบันและ 'น้ำทิพย์' จากมิติ กำลังจะพลิกฟื้นผืนดินแห่งนี้ให้กลายเป็นตำนาน!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ปุ๋ยหมักสูตรพิเศษ]**