ตอนที่ 101
***บทที่ 101: ข่าวลือเรื่องที่ดินต้องสาป***
สายลมเย็นยะเยือกที่พัดวูบผ่านแผ่นหลังเมื่อครู่จางหายไปแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายแห่งความไม่น่าไว้วางใจที่เจือจางอยู่ในอากาศ หลินหว่านเอ๋อร์สูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น นางปัดฝุ่นผงที่เกาะตามชายอาภรณ์ออกเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับผืนดินกว้างใหญ่เบื้องหน้า
ป้ายไม้สักขนาดใหญ่ที่สลักอักษรคำว่า 'ไร่สุขสำราญ' ด้วยลายมืออันวิจิตรบรรจงเพิ่งถูกปักลงบนหน้าดินเมื่อเช้านี้ ชื่อนี้เปรียบเสมือนคำประกาศศักดาและหมุดหมายแห่งชีวิตใหม่ ทว่าดูเหมือนความสุขสำราญที่นางวาดหวังไว้ จะไม่ได้มาโดยง่ายดายนัก
เพราะเพียงไม่กี่ชั่วยามหลังจากป้ายถูกติดตั้ง เสียงซุบซิบก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านประหนึ่งไฟลามทุ่ง
"เจ้าได้ยินหรือไม่? ที่ดินรกร้างตีนเขานั่น... นางหนูตระกูลหลินซื้อไปแล้ว"
"ซื้อไปทำไมกัน? ที่ดินผืนนั้นมันต้องคำสาป! ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ปลูกอะไรก็ตายเรียบ ใครไปทำกินก็มีแต่ล่มจม มิหนำซ้ำยังมีคนเคยเห็นเงาดำทะมึนเดินเพ่นพ่านในยามวิกาล"
ณ ลานซักล้างท้ายหมู่บ้าน สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังยืนทเท้าสะเอว ปากคอเราะร้ายพ่นคำพูดฉะฉาน ท่ามกลางวงล้อมของชาวบ้านที่หูผึ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางคือ 'หวังชุนฮวา' หรือป้าสะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลหลิน สตรีที่เพิ่งสูญเสียสามีเข้าคุกตารางไปเพราะความเฉลียวฉลาดของหลินหว่านเอ๋อร์ ความแค้นที่สุมอยู่ในอกทำให้นางไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้
"ข้าบอกพวกเจ้าแล้ว นังเด็กนั่นมันอวดดี คิดว่ามีเงินหน่อยจะทำอะไรก็ได้ หารู้ไม่ว่ากำลังเอาเงินไปละลายแม่น้ำ ซื้อที่ดินผีสิงมาทำไร่ ช่างโง่เขลาสิ้นดี!" หวังชุนฮวาแค่นหัวเราะ ดวงตาฉายแววริษยาและสะใจ "ข้าพนันได้เลยว่าอีกไม่เกินสามวัน นางจะต้องวิ่งร้องไห้กลับมาขอขมาบรรพชนที่ผลาญสมบัติไปกับเรื่องไร้สาระ!"
ชาวบ้านต่างพยักหน้าเห็นดีเห็นงาม บ้างก็แสดงสีหน้าหวาดกลัว บ้างก็สมเพชเวทนา ข่าวลือเรื่อง 'ที่ดินต้องสาป' ถูกใส่สีตีไข่จนกลายเป็นเรื่องราวสยองขวัญที่ชวนขนหัวลุก
ทว่า เรื่องราวเหล่านี้หาได้เล็ดลอดไปจากหูตาของหลินหว่านเอ๋อร์ไม่
หญิงสาวร่างบางยืนอยู่กลางที่ดินเวิ้งว้าง แสงแดดยามบ่ายแผดเผาจนผืนดินแตกระแหง ดินที่นี่เป็นดินทรายปนดินเหนียวที่แข็งกระด้าง ขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ไม่แปลกที่ชาวบ้านจะเชื่อว่ามันปลูกอะไรไม่ขึ้น แต่นั่นเป็นเพราะคุณภาพดิน ไม่ใช่ภูตผีปีศาจอย่างที่ป้าสะใภ้ใหญ่ป่าวประกาศ
"ท่านพี่... ชาวบ้านพวกนั้นมองเราแปลกๆ อีกแล้วขอรับ" เสี่ยวเป่ากระตุกแขนเสื้อพี่สาว สีหน้าของเด็กน้อยฉายแววกังวล "พวกเขาชี้มาที่ไร่ของเรา แล้วก็ทำท่าเหมือนกลัวอะไรสักอย่าง"
"ปล่อยเขาไปเถอะเสี่ยวเป่า" หว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะน้องชายเบาๆ มุมปากยกยิ้มเย็นชา "ปากคนยาวกว่าปากกา ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ ปล่อยให้พวกเขาพูดไป จนกว่าความจริงจะตบหน้าพวกเขาเอง"
นางรู้ดีว่าข่าวลือนี้เป็นฝีมือใคร การโจมตีด้วยวาจาเป็นอาวุธของคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าเผชิญหน้า หวังชุนฮวาต้องการตัดแข้งตัดขา ทำลายความน่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ใครกล้ามาทำงานให้นาง
"ท่านลุงจาง ท่านลุงหวัง ช่วยข้าขุดหน้าดินตรงนี้ทีเจ้าค่ะ" หว่านเอ๋อร์หันไปสั่งงานคนงานรายวันที่นางจ้างมาเพียงไม่กี่คนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "ข้าจะทำ 'แปลงสาธิต' ให้ทุกคนได้เห็น"
คนงานสองสามคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แม้จะได้ค่าจ้าง แต่ข่าวลือเรื่องที่ดินต้องสาปก็ทำให้พวกเขาหวาดหวั่น จอบเสียมในมือสั่นระริก
"คุณหนูหลิน... ดินตรงนี้มันแข็งเหมือนหิน ขุดไปก็เท่านั้น ปลูกอะไรก็คงไม่รอด..." ลุงจางเอ่ยทัดทานด้วยความหวังดีแกมหวาดกลัว
"ทำตามที่ข้าบอกเถิดเจ้าค่ะ ข้ามีวิธีของข้า" หว่านเอ๋อร์ตัดบท นางเดินไปที่โอ่งน้ำขนาดใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับการผสมดิน
ลับหลังสายตาผู้อื่น หญิงสาวหยิบขวดกระเบื้องใบจิ๋วออกมาจากแขนเสื้อ ภายในบรรจุ 'น้ำทิพย์วารีสวรรค์' จากมิติลับของนาง เพียงหยดเดียวก็สามารถชุบชีวิตพืชพรรณได้ นางบรรจงหยดมันลงไปในโอ่งน้ำสามหยด ผสมปนเปกับน้ำธรรมดาจนเจือจาง
"วันนี้เราจะพลิกหน้าดิน แล้วรดด้วยน้ำสูตรพิเศษที่ข้าปรุงขึ้น" นางกล่าวเสียงดังฟังชัด ให้คนงานและชาวบ้านที่แอบมองอยู่ได้ยินทั่วกัน
เมื่อน้ำจากโอ่งถูกตักราดลงบนผืนดินที่แห้งผาก สิ่งมหัศจรรย์เล็กๆ ก็เกิดขึ้น ดินที่เคยแข็งกระด้างดุจศิลา กลับเริ่มดูดซับน้ำและคลายตัวลงอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมจางๆ ของดินที่อุดมสมบูรณ์ลอยฟุ้งขึ้นมาแตะจมูก กลิ่นอายแห่งความตายที่เคยปกคลุมพื้นที่ดูเหมือนจะถูกชำระล้างไปสิ้น
หว่านเอ๋อร์ลงมือใช้จอบขุดดินด้วยตนเองเพื่อเป็นตัวอย่าง ทุกครั้งที่จอบสับลงไป นางสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตที่เริ่มก่อตัว นางไม่ได้แค่กำลังเตรียมดิน แต่กำลังเตรียมเวทีประหารสำหรับข่าวลือเหลวไหลพวกนั้น
"ฮ่ะๆๆ! ดูนั่นสิ! คุณหนูใหญ่ตระกูลหลินกำลังเล่นขายของอยู่หรือไร?"
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้นที่ริมรั้ว หวังชุนฮวาเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมกับกลุ่มแม่บ้านขาเม้าท์ นางชี้นิ้วมาที่แปลงดินที่เปียกชุ่มด้วยสายตาดูแคลน
"เอาน้ำมารดดินทราย มันจะไปช่วยอะไรได้? ที่ดินผืนนี้เจ้าที่แรงนัก เจ้าคิดว่าจะเอาชนะอาถรรพ์ได้ด้วยแรงผู้หญิงตัวเล็กๆ รึ? ข้าเตือนด้วยความหวังดีนะ รีบขายทิ้งเสียเถอะ ก่อนที่หายนะจะมาเยือนครอบครัวเจ้าหนักกว่าเดิม!"
คำพูดของป้าสะใภ้ใหญ่เสียดแทงราวกับเข็มพิษ หวังจะขุดคุ้ยบาดแผลเรื่องบิดามารดาของนาง แต่หารู้ไม่ว่าหลินหว่านเอ๋อร์ในวันนี้ ไม่ใช่เด็กสาวขี้กลัวคนเดิมอีกต่อไป
หว่านเอ๋อร์ปักจอบลงดินเสียงดัง *ฉึก!* ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาป้าสะใภ้ใหญ่ด้วยแววตาที่คมกริบดุจกระบี่ รอยยิ้มหวานหยดย้อยปรากฏบนใบหน้า แต่มันกลับทำให้คนที่มองรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
"ท่านป้าสะใภ้... ขอบคุณที่เป็นห่วง" หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ แต่ก้องกังวาน "แต่ข้าว่าท่านเอาเวลาไปห่วงท่านลุงในคุกเสียจะดีกว่า ได้ข่าวว่าในนั้นอากาศหนาวเหน็บ อาหารการกินก็แร้นแค้น เกรงว่าเขาจะอยู่ไม่สุขสบายเท่าท่านที่มายืนปากดีอยู่ตรงนี้"
หน้าของหวังชุนฮวาแดงก่ำด้วยความโกรธ "นังเด็กปากกล้า! ข้าจะคอยดูวันที่เจ้าหมดตัว ที่ดินผืนนี้ไม่มีวันเจริญหรอก ไม่มีใครหน้าไหนกล้ามาทำงานให้เจ้าแน่!"
ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงฮือฮา ข่าวลือเรื่องผีสางทำเอาแรงงานในหมู่บ้านต่างขยาด ไม่มีใครอยากเอาชีวิตมาทิ้งไว้ที่ 'ไร่ผีสิง' ตามคำเป่าหูของหวังชุนฮวา
หว่านเอ๋อร์กวาดตามองใบหน้าที่หวาดกลัวของชาวบ้าน แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นใสกระจ่างแต่เปี่ยมด้วยอำนาจ นางรู้ว่าถึงเวลาที่ต้องใช้ 'ไม้แข็ง' จัดการกับสถานการณ์นี้ หากความกลัวครอบงำจิตใจคน สิ่งเดียวที่จะเอาชนะความกลัวได้ คือ 'ความโลภ' และ 'ความเชื่อมั่น'
นางก้าวขึ้นไปยืนบนเนินดินสูง เชิดหน้าขึ้นท้าทายสายลมและสายตาดูแคลน
"พวกเจ้ากลัวผีสางงั้นหรือ? กลัวคำสาปงั้นหรือ?" หว่านเอ๋อร์ตะโกนก้อง น้ำเสียงของนางทรงพลังจนกดข่มเสียงซุบซิบให้เงียบกริบ "ดี! ถ้าที่นี่มีผีจริง ข้าก็จะจ้างผีมาโม่แป้งให้ข้า! แต่ตอนนี้ข้าต้องการคน!"
นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงเงินใบเขื่องออกมา แล้วเทก้อนเงินตำลึงจำนวนมากลงบนโต๊ะไม้ใกล้ตัว เสียงเงินกระทบกันดังกังวาน *เคร้ง! เคร้ง!* สะกดทุกสายตาให้จ้องมองตาถลน
"ในเมื่อท่านป้าสะใภ้บอกว่าไม่มีใครกล้าทำงานให้ข้า เช่นนั้นข้าก็จะพิสูจน์ให้ดู" หว่านเอ๋อร์แสยะยิ้มที่มุมปาก ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ดุจนักล่า "พรุ่งนี้ยามเฉิน ข้าจะเปิดรับสมัครคนงานระยะยาวสิบคน ใครที่ใจกล้า ไม่กลัวผี และสู้งาน ข้าจะให้ค่าแรง..."
นางชูนิ้วขึ้นมา "...สามเท่าของค่าแรงปกติ! พร้อมข้าวขาวและเนื้อสัตว์มื้อกลางวันทุกวัน!"
เสียงฮือฮาดังระเบิดขึ้นยิ่งกว่าเดิม คราวนี้ไม่ใช่ด้วยความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นจนเนื้อเต้น ค่าแรงสามเท่า! กินข้าวขาวกินเนื้อ! นี่มันสวรรค์ชัดๆ ต่อให้เป็นที่ดินผีสิง ถ้าได้เงินขนาดนี้ ผีก็ผีเถอะ พ่อจะจับมาผัดเผ็ดกินแกล้มเหล้าเสียให้หมด!
หวังชุนฮวาอ้าปากค้าง หน้าซีดเผือดเมื่อเห็นกระแสลมเปลี่ยนทิศ ผู้คนเริ่มมองมาที่หว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาเทิดทูนบูชาเงินตรามากกว่าความกลัว
"เตรียมตัวให้ดีเถิดชาวบ้านทั้งหลาย" หว่านเอ๋อร์กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล "เพราะการคัดเลือกของข้า... ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิด!"
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การคัดเลือกคนงานรุ่นแรก]**