ตอนที่ 100

***บทที่ 100: อาณาจักรสีเขียว***

รุ่งอรุณวันใหม่สาดแสงสีทองจับขอบฟ้า ขับไล่ความมืดมิดและนำพาความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วผืนปฐพี สายลมยามเช้าพัดพาเอากลิ่นหอมสดชื่นของยอดหญ้าและดินชุ่มน้ำมาแตะจมูก

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนตระหง่านอยู่บนเนินดินเตี้ยๆ ท้ายเรือน สองมือไพล่หลัง ดวงตาหงส์กวาดมองอาณาจักรเบื้องหน้าที่นางทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ จากผืนดินรกร้างว่างเปล่าที่เต็มไปด้วยวัชพืชและก้อนหิน บัดนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็น “อาณาจักรสีเขียว” ที่อุดมสมบูรณ์สุดลูกหูลูกตา

แปลงผักนานาชนิดเรียงรายเป็นระเบียบดั่งกองทหารที่รอรับคำสั่ง ผักกาดขาวอวบอ้วนชูใบสีเขียวสดรับแสงแดด แตงกวาลูกใหญ่ห้อยระย้าเต็มค้าง และแปลงสมุนไพรพิเศษที่นางเพิ่งเริ่มลงมือเพาะปลูกก็เริ่มแทงยอดอ่อนพ้นดินขึ้นมาให้เห็น สีเขียวขจีของพืชพรรณตัดกับสีน้ำตาลเข้มของดินที่ได้รับการปรับปรุงคุณภาพอย่างดีภาพเบื้องหน้าช่างงดงามราวกับภาพวาดจากปลายพู่กันของจิตรกรเอก

นี่ไม่ใช่เพียงแค่ไร่สวนผสมธรรมดา แต่มันคือรากฐานแห่งชีวิต คือป้อมปราการแห่งความมั่งคั่งที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องคนที่นางรัก

“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ขอรับ!”

เสียงเรียกใสแจ๋วของเด็กชายดังแว่วมาแต่ไกล หว่านเอ๋อร์หลุดจากภวังค์ความคิด หันไปมองต้นเสียง รอยยิ้มอ่อนโยนจุดขึ้นที่มุมปากเมื่อเห็นร่างเล็กของน้องชายกำลังวิ่งตรงเข้ามาหา

แก้มของเสี่ยวเป่าที่เคยซูบตอบและซีดเซียว บัดนี้กลับมีเลือดฝาดสีชมพูระเรื่อ ร่างกายที่เคยผอมแห้งจนเห็นซี่โครงเริ่มมีเนื้อหนังมังสา ดูแข็งแรงสมบูรณ์และเต็มไปด้วยพลังชีวิต เด็กน้อยวิ่งขึ้นเนินมาหยุดอยู่ข้างกายนาง หอบหายใจเล็กน้อยแต่ดวงตาเป็นประกายสดใส

“วิ่งช้าๆ หน่อยเถิด ประเดี๋ยวจะหกล้มเอา” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เจือความเอ็นดู พลางหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเหงื่อตามไรผมให้น้องชาย

“ข้าไม่เป็นไรขอรับพี่ใหญ่ ข้าแข็งแรงขึ้นมากแล้ว!” เสี่ยวเป่าฉีกยิ้มกว้าง พลางเบ่งกล้ามแขนเล็กๆ ให้พี่สาวดู “ข้าอยากมาช่วยพี่ใหญ่ดูไร่”

ไม่ไกลออกไปนัก ร่างของบิดากำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยของระบบน้ำเข้านา อาการบาดเจ็บที่ขาของหลินไห่ซึ่งเคยทำให้เขาต้องเดินกะเผลกอย่างน่าเวทนา บัดนี้ดีขึ้นจนแทบมองไม่เห็นความผิดปกติ ฝีเท้าของเขามั่นคง หลังที่เคยค่อมลงด้วยภาระอันหนักอึ้งกลับมายืดตรงสง่าผ่าเผยอีกครั้ง

น้ำทิพย์จากมิติลับของนางไม่เพียงแต่ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชผล แต่ยังช่วยฟื้นฟูสุขภาพของคนในครอบครัวได้อย่างน่าอัศจรรย์ นี่คือความลับสวรรค์ที่นางต้องปกปิดไว้ด้วยชีวิต

หลินไห่เดินเข้ามาสมทบ สองตามองบุตรสาวและบุตรชายด้วยความรักใคร่สุดซึ้ง “หว่านเอ๋อร์ เจ้าตื่นแต่เช้าเชียว”

“ท่านพ่อเองก็ตื่นเช้าเช่นกัน ขาของท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

“ดีขึ้นมากแล้ว ราวกับได้ขากลับมาใหม่ พ่อเดินเหินได้คล่องแคล่ว ไม่เจ็บปวดเหมือนแต่ก่อน” หลินไห่ตอบพลางตบขาตนเองเบาๆ ด้วยความยินดี “ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเจ้า... หว่านเอ๋อร์ หากไม่มีเจ้า ครอบครัวเราคงไม่มีวันนี้”

หว่านเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ “พวกเราคือครอบครัวเดียวกันเจ้าค่ะ ท่านพ่อ สิ่งที่ข้าทำไปย่อมเป็นหน้าที่ของบุตรสาว”

นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ไร่อีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง “ท่านพ่อ เสี่ยวเป่า วันนี้ข้ามีความคิดอย่างหนึ่ง... ไร่ของเราเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ผลผลิตก็งอกงามดี ข้าคิดว่าถึงเวลาที่เราควรจะตั้งชื่อให้ไร่แห่งนี้อย่างเป็นทางการเสียที เพื่อความเป็นสิริมงคลและเพื่อให้ผู้คนจดจำได้”

หลินไห่พยักหน้าเห็นด้วย “เจ้าพูดถูก เป็นความคิดที่ดี แล้วเจ้าคิดชื่อไว้หรือยังล่ะ?”

หว่านเอ๋อร์นิ่งคิดครู่หนึ่ง ดวงตาหงส์ทอประกายล้ำลึก นางมองเห็นภาพอนาคตที่รุ่งโรจน์ ความสุขที่ยั่งยืน และความสำราญใจที่จะเกิดขึ้นบนผืนดินแห่งนี้

“ข้าอยากให้ทุกคนที่อยู่ที่นี่มีความสุข ให้ผืนดินนี้เป็นแหล่งกำเนิดความสำราญใจ และเป็นที่พึ่งพิงอันมั่นคง...” นางเอ่ยเสียงกังวาน “ข้าจะตั้งชื่อไร่นี้ว่า... ‘ไร่สุขสำราญ’ (เล่อเล่อฟาร์ม)”

“ไร่สุขสำราญ...” หลินไห่ทวนคำ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้า “ชื่อดียิ่งนัก! ฟังดูรื่นหูและมีความหมายเป็นมงคล ขอให้พวกเรามีความสุขสำราญ ณ ที่แห่งนี้ตลอดไป”

“เย้! ไร่สุขสำราญ! ข้าชอบชื่อนี้ขอรับ!” เสี่ยวเป่ากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

หลินหว่านเอ๋อร์มองดูครอบครัวที่หัวเราะอย่างมีความสุข ความรู้สึกอิ่มเอิบใจแผ่ซ่านไปทั่วอก นี่คือสิ่งที่นางต้องการปกป้อง รอยยิ้มของพ่อ เสียงหัวเราะของน้อง และบ้านที่อบอุ่น

‘ไร่สุขสำราญ’ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ เป็นฐานที่มั่นที่ไม่อาจสั่นคลอน นางจะใช้ความรู้จากโลกเดิม ผสานกับของวิเศษในมิติลับ เพื่อสร้างความมั่งคั่งและอำนาจที่จะไม่มีใครกล้ามาดูแคลนครอบครัวตระกูลหลินได้อีก

ทว่า ภายใต้แสงตะวันอันอบอุ่นและบรรยากาศแห่งความเฉลิมฉลอง ยังมีเงามืดที่ซุกซ่อนอยู่

ห่างออกไปจากเขตไร่สุขสำราญ ในป่าทึบที่รกชัฏ ชายฉกรรจ์ชุดดำสามคนกำลังซุ่มสังเกตการณ์อยู่บนกิ่งไม้สูง ร่างกายของพวกเขากลืนไปกับเงาไม้ สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจับจ้องไปที่ร่างของหลินหว่านเอ๋อร์อย่างไม่วางตา

“นั่นหรือ... สตรีที่นายท่านให้จับตาดู?” หนึ่งในชายชุดดำกระซิบถามเสียงแผ่วเบา

“ใช่ นางคือหลินหว่านเอ๋อร์ บุตรสาวคนโตของตระกูลหลิน” อีกคนตอบเสียงเรียบ “สายข่าวรายงานว่า นางมีความสามารถในการเพาะปลูกที่ผิดปกติ พืชผลในไร่ของนางเติบโตเร็วกว่าปกติหลายเท่า แถมยังมีคุณภาพสูงจนน่าตกใจ”

“แค่เด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่ง จะมีความสามารถเพียงนั้นเชียวหรือ?”

“อย่าได้ประมาท นางอาจมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา หรือไม่... ก็อาจครอบครองของวิเศษบางอย่าง” ชายคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มหรี่ตามอง “สืบประวัติของนางให้ละเอียด ตรวจสอบทุกความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะแหล่งที่มาของเมล็ดพันธุ์และวิธีการปลูก หากพบสิ่งผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว... ให้รีบรายงานทันที”

“รับทราบ!”

เงาร่างทั้งสามวูบไหวเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงใบไม้ที่ไหวสั่นเล็กน้อยตามแรงลม

หว่านเอ๋อร์ที่กำลังยืนยิ้มแย้มอยู่กลางไร่ จู่ๆ ก็รู้สึกขนลุกซู่ที่แผ่นหลัง นางหันขวับไปมองทางชายป่าด้วยสัญชาตญาณระวังภัย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

“พี่ใหญ่ มีอะไรหรือขอรับ?” เสี่ยวเป่าถามเมื่อเห็นท่าทีแปลกไปของพี่สาว

“ไม่มีอะไรจ้ะ...” หว่านเอ๋อร์ตอบเสียงเรียบ แต่ดวงตายังคงฉายแววครุ่นคิด “ลมแรงขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น”

นางรู้ดีว่าความสำเร็จที่โดดเด่นย่อมดึงดูดทั้งมิตรและศัตรู แสงสว่างที่เจิดจ้าย่อมก่อให้เกิดเงาที่มืดมิด

'ดูเหมือนว่า... ไร่สุขสำราญแห่งนี้จะไม่ได้มีแค่ความสุขสำราญเสียแล้ว'

ริมฝีปากบางเฉียบของหญิงสาวยกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นเยียบและท้าทาย หากใครคิดจะมาลองดีกับนางและครอบครัว นางก็พร้อมที่จะต้อนรับพวกเขาด้วยวิธีการที่สาสม!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ข่าวลือเรื่องที่ดินต้องสาป]**