ตอนที่ 106

***บทที่ 106: วิกฤตฝนทิ้งช่วง***

คำสั่งของหลินหว่านเอ๋อร์ประดุจประกาศิต หลินเสี่ยวเฟิงแม้จะไม่เข้าใจเหตุผลกระจ่างแจ้ง แต่ความเชื่อถือในตัวพี่สาวทำให้เขาวิ่งวุ่นขนน้ำจากบ่อน้ำหลังเรือนมาเติมใส่โอ่งทุกใบจนเต็มปรี่ เหงื่อกาฬไหลอาบใบหน้าเล็กๆ จนชุ่มโชก แต่เขาก็ไม่ปริปากบ่น

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ทอดสายตามองออกไปนอกรั้วเรือน ความร้อนระอุของเปลวแดดยามสายแผดเผาลงมาราวกับจะหลอมละลายผืนปฐพี นี่เพิ่งจะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูเพาะปลูก ซึ่งตามปฏิทินกสิกรรมควรจะเป็นช่วงเวลาที่ ‘ฝนชุกชุ่มฉ่ำ’ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แตกหน่อ แต่อนิจจา... ท้องนภาเบื้องบนกลับว่างเปล่า ไร้เงาเมฆฝนแม้เพียงริ้วรอย

ลมร้อนที่พัดกรรโชกมาเป็นระลอกหอบเอาฝุ่นทรายแห้งผากปลิวว่อน กลิ่นอายความชื้นในอากาศเหือดหายไปจนหมดสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นไอดินที่เริ่มแตกระแหง

“พี่หญิง ข้าเติมน้ำจนเต็มทุกโอ่งแล้วขอรับ” เสี่ยวเฟิงเดินเข้ามาใกล้ ยกแขนเสื้อขึ้นปาดเหงื่อพลางหอบหายใจ “แต่น้ำในบ่อลดลงไปมาก ท่านว่า... ปีนี้แล้งหรือขอรับ?”

“มิใช่แค่แล้งธรรมดา” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ นัยน์ตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย “แต่มันคือสัญญาณของหายนะ”

นางเดินนำน้องชายออกจากเรือน มุ่งหน้าไปยังแปลงนาของชาวบ้านที่อยู่ติดกับที่ดินของตระกูลหลิน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือต้นกล้าข้าวที่เพิ่งปักดำได้ไม่นานเริ่มมีใบเหลืองซีด ปลายใบม้วนงอเข้าหากันเพื่อลดการคายน้ำ ดินโคลนในนาที่ควรจะมีน้ำขังเจิ่งนอง บัดนี้กลับแห้งขอดจนเห็นพื้นดินสีเทาหม่น

ทว่า สิ่งที่น่าหดหู่ยิ่งกว่าพืชผลที่กำลังเฉาตาย คือเสียงเอะอะโวยวายที่ดังแว่วมาแต่ไกล

“ไอ้เฒ่าจาง! เจ้ากล้าดีอย่างไรมาปิดทางน้ำเข้านาข้า!”

“ข้าไม่ได้ปิด! แต่น้ำมันมีเท่านี้ ข้าก็ต้องผันเข้าที่นาข้าก่อนสิโว้ย!”

เสียงก่นด่าทอและเสียงจอบเสียมกระทบกันดังลั่นมาจากบริเวณลำรางสาธารณะ หว่านเอ๋อร์เร่งฝีเท้าเข้าไปดู พบเห็นกลุ่มชาวบ้านนับสิบคนกำลังยื้อแย่งกันเปิดปิดประตูระบายน้ำขนาดเล็ก บ้างก็ใช้จอบขุดคันดินเพื่อเบี่ยงทางน้ำอันน้อยนิดให้ไหลเข้าสู่แปลงนาของตนเอง

ความสามัคคีที่เคยมีในยามปกติ มลายหายไปสิ้นเมื่อภัยแล้งมาเยือน สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้มนุษย์เผยธาตุแท้แห่งความเห็นแก่ตัวออกมาอย่างหมดเปลือก

ที่ใจกลางวงล้อม หัวหน้าหมู่บ้านยืนหน้าดำหน้าแดง พยายามตะโกนห้ามทัพ “หยุด! พวกเจ้าหยุดเดี๋ยวนี้! แย่งกันไปจะได้อะไรขึ้นมา น้ำมันไม่ไหลมา พวกเจ้าจะตีกันให้ตายน้ำก็ไม่เพิ่มขึ้นหรอก!”

“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านก็พูดได้สิ!” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งตวาดกลับ “นาของท่านอยู่ต้นน้ำ ท่านสูบน้ำไปจนหมด แล้วพวกข้าที่อยู่ปลายน้ำจะเอาอะไรกิน!”

คำพูดนั้นเหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ ชาวบ้านที่อยู่ปลายน้ำต่างพากันฮือเข้ามาด้วยความโกรธแค้น สถานการณ์ทำท่าจะบานปลายกลายเป็นเหตุวิวาทนองเลือด

หลินหว่านเอ๋อร์ยืนสังเกตการณ์อยู่บนเนินดินสูง นางมิได้เข้าไปห้ามปราม เพียงแต่มองดูด้วยสายตาเย็นชาและสมเพชเวทนา

“คนพวกนี้ช่างโง่เขลานัก” นางพึมพำกับตัวเอง “แย่งชิงน้ำก้นบ่อที่กำลังจะแห้งเหือด แก้ปัญหาที่ปลายเหตุรังแต่จะพาให้ตายกันหมด”

สายตาคมกริบของนางละจากกลุ่มคน มองเลยไปยังแม่น้ำสายหลักที่ไหลผ่านท้ายหมู่บ้าน—แม่น้ำชิงสุ่ย

แม่น้ำสายนี้เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวบ้านมาหลายชั่วอายุคน ปกติในฤดูนี้น้ำจะเอ่อล้นตลิ่ง ไหลบ่าเข้าสู่คูคลองซอยอย่างสะดวกดาย ทว่าภาพที่หว่านเอ๋อร์เห็นในตอนนี้กลับชวนให้ใจหายวาบ

ระดับน้ำลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ โขดหินสีดำทะมึนที่มักจมอยู่ใต้น้ำบัดนี้โผล่พ้นขึ้นมาอวดตะไคร่น้ำที่เริ่มแห้งกรอบ ตลิ่งชันสูงขึ้นจนเห็นรากไม้ระเกะระกะ และที่สำคัญ... ระดับน้ำในแม่น้ำนั้น ‘ต่ำกว่า’ ปากทางเข้าของลำรางสาธารณะไปแล้ว

นี่คือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้น้ำไม่ไหลเข้านา ไม่ใช่เพราะใครปิดกั้น แต่เป็นเพราะน้ำในแม่น้ำไม่มีแรงดันพอที่จะไหลขึ้นสู่ที่สูงกว่าได้

“พี่หญิง... หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าวในนาต้องตายหมดแน่” เสี่ยวเฟิงกระซิบเสียงสั่น เขามองดูต้นข้าวที่เหี่ยวเฉาด้วยความหวาดกลัว ความอดอยากเป็นฝันร้ายที่เด็กยากจนทุกคนไม่อยากเผชิญ

“ไม่ตายหรอก หากเรารู้จักใช้วิธีที่ถูกต้อง” หว่านเอ๋อร์กล่าวเสียงหนักแน่น พลางหมุนตัวเดินตรงไปยังริมแม่น้ำ

นางเดินลงไปที่ตลิ่ง ย่อตัวลงใช้มือวักน้ำขึ้นมาดมและสัมผัส น้ำยังคงใสเย็น แต่ปริมาณการไหลเอื่อยเฉื่อยลงอย่างเห็นได้ชัด นางเงยหน้ามองสำรวจภูมิประเทศโดยรอบ สมองอันชาญฉลาดเริ่มประมวลผลและวางแผนผังอย่างรวดเร็ว

ที่ดิน 'ไร่สุขสำราญ' ของนาง แม้จะอยู่ใกล้แหล่งน้ำ แต่ก็ตั้งอยู่บนที่ดอนเล็กน้อย หากระดับน้ำลดลงเช่นนี้ การจะหาบน้ำจากแม่น้ำขึ้นไปรดผักและต้นกล้าในพื้นที่หลายสิบหมู่ย่อมเป็นไปไม่ได้ ต่อให้เกณฑ์คนงานทั้งหมดมาช่วยกันหาบ ก็คงได้แค่ประทังชีวิตพืชผลไปวันๆ สุดท้ายแรงคนก็จะหมดก่อนแรงแดด

“ต้องใช้เครื่องทุ่นแรง...” หว่านเอ๋อร์พึมพำ ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์

นางนึกถึงองค์ความรู้จากโลกเดิม การชลประทานไม่ใช่เรื่องของการภาวนาขอฝน แต่คือศาสตร์แห่งการควบคุมการไหลของน้ำ หากน้ำไม่ยอมไหลขึ้นที่สูง นางก็จะบังคับให้มันไหลขึ้นไปเอง!

ขณะที่นางกำลังใช้กิ่งไม้วาดแผนผังคร่าวๆ ลงบนพื้นทรายริมตลิ่ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็เดินตรงเข้ามา

“นังหนูหลิน!” เสียงห้วนกระด้างของหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้น เขาเดินหนีความวุ่นวายจากชาวบ้านลงมาที่ริมน้ำ ใบหน้าบูดบึ้งเต็มไปด้วยโทสะ “มายืนทำอะไรตรงนี้? เห็นไหมว่าชาวบ้านกำลังเดือดร้อน แย่งน้ำกันจะเป็นจะตาย เจ้ายังมีหน้ามาเดินเล่นกินลมชมวิวรึ?”

หว่านเอ๋อร์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นทรายออกจากมืออย่างเชื่องช้า ก่อนจะเงยหน้าสบตาชายชราด้วยแววตาเรียบนิ่งแต่ทรงอำนาจ

“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าหาได้มาเดินเล่น แต่ข้ากำลังดู ‘ต้นตอ’ ของปัญหาต่างหาก” นางชี้มือไปที่แม่น้ำที่ลดระดับลง “ท่านตาบอดหรือไร จึงมองไม่เห็นว่าระดับน้ำมันต่ำกว่าปากท่อส่งน้ำ? ต่อให้ท่านห้ามชาวบ้านตีกันได้ วันพรุ่งนี้น้ำในลำรางก็จะแห้งสนิทอยู่ดี ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะหันมารุมทึ้งท่านแทน”

หัวหน้าหมู่บ้านชะงักกึก หน้าซีดเผือดลงเล็กน้อยเมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ “แล...แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร! ฝนไม่ตก ข้าจะไปสั่งฟ้าสั่งฝนได้รึ!”

“สั่งฟ้าไม่ได้ แต่สั่งน้ำได้” หว่านเอ๋อร์เหยียดยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านรู้สึกหนาวสันหลัง “ในเมื่อน้ำไม่ยอมไหลเข้านา เราก็ต้องหาทางดึงมันขึ้นไป”

“เพ้อเจ้อ! จะดึงน้ำจากแม่น้ำทั้งสายขึ้นไปได้เยี่ยงไร นอกจากจะใช้แรงคนหาบ!” หัวหน้าหมู่บ้านแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “ข้าเตือนเจ้าไว้ก่อนนะนังหนู อย่าคิดทำอะไรแผลงๆ ช่วงนี้ชาวบ้านกำลังเครียดแค้น หากเจ้าก่อเรื่องอีก ข้าจะไม่ปกป้องเจ้าแน่”

กล่าวจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้หว่านเอ๋อร์มองตามหลังด้วยสายตาดูแคลน

“ปกป้องข้า? หึ... ตัวท่านเองยังจะเอาตัวไม่รอด”

หว่านเอ๋อร์หันกลับมามองผืนน้ำอีกครั้ง ในหัวของนางภาพโครงสร้างของสิ่งประดิษฐ์ชนิดหนึ่งเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจน สิ่งที่จะเปลี่ยนวิกฤตนี้ให้กลายเป็นโอกาส และตบหน้าพวกที่ดูถูกนางให้ชาจนพูดไม่ออก

นางรู้ดีว่าเวลามีไม่มาก แสงแดดที่แผดเผาแต่ละวินาทีกำลังดูดกลืนชีวิตของต้นกล้าในไร่ หากนางไม่รีบลงมือทำระบบชลประทานให้เสร็จภายในสองวัน พืชผลทั้งหมดที่ลงทุนลงแรงไปจะสูญเปล่า และที่สำคัญ... นางจะไม่ยอมให้ความแห้งแล้งนี้มาขัดขวางเส้นทางสู่ความร่ำรวยของนางเด็ดขาด!

“เสี่ยวเฟิง กลับเรือน!” หว่านเอ๋อร์สั่งเสียงเฉียบขาด “ไปตามลุงจางช่างไม้มาพบข้าด่วน ข้ามีงานใหญ่ให้เขาทำ... งานที่จะชี้ชะตาความเป็นความตายของไร่เรา!”

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: กังหันวิดน้ำไม้ไผ่]**