ตอนที่ 107
***บทที่ 107: กังหันวิดน้ำไม้ไผ่***
เปลวแดดยามบ่ายแผดเผาจนอากาศเหนือพื้นดินเต้นระยิบระยับ แม้แต่แมลงปอก็ยังไม่กล้ากางปีกบิน หากแต่ภายในห้องโถงของเรือนสกุลหลิน บรรยากาศกลับตึงเครียดและเร่งรีบยิ่งกว่าความร้อนภายนอก
กระดาษฟางเนื้อหยาบถูกคลี่กางลงบนโต๊ะไม้ หลินหว่านเอ๋อร์จรดแท่งถ่านวาดเส้นสายที่สลับซับซ้อนอย่างคล่องแคล่ว ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างด้วยความงุนงงของ ‘ลุงจาง’ ช่างไม้ฝีมือดีที่สุดในหมู่บ้านจินสุ่ย
“แม่นางหลิน... นี่มันคือสิ่งใดหรือขอรับ?” ลุงจางขมวดคิ้วเพ่งมองวงกลมขนาดใหญ่ที่มีซี่ล้อถี่ยิบ และกระบอกไม้ไผ่ที่ติดตั้งไว้โดยรอบ “รูปร่างประหลาดนัก คล้ายล้อรถม้าแต่ก็ใหญ่โตกว่ามาก อีกทั้งยังมีใบพายยื่นออกมา... ข้าไม่เคยเห็นสิ่งประดิษฐ์เช่นนี้มาก่อนในชีวิต”
หว่านเอ๋อร์วางแท่งถ่านลง ปัดฝุ่นสีดำออกจากปลายนิ้ว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งแต่หนักแน่น
“ข้าเรียกมันว่า ‘กังหันวิดน้ำ’ หรือ ‘ระหัดน้ำ’ เจ้าค่ะท่านลุงจาง” นางชี้ไปที่จุดศูนย์กลางของแบบแปลน “หลักการของมันมิได้ซับซ้อน เราไม่ต้องใช้แรงคนหาบน้ำ ไม่ต้องใช้วัวควายฉุดลาก แต่เราจะยืมแรงจากกระแสน้ำในแม่น้ำมาหมุนวงล้อนี้”
ลุงจางเกาหัวแกรกๆ “ยืมแรงน้ำ? น้ำมันไหลลงสู่ที่ต่ำ แล้วจะยืมแรงมันพาน้ำขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างไร?”
“ท่านดูตรงนี้” ปลายนิ้วเรียวชี้ไล่ไปตามกลไกที่นางออกแบบ “เมื่อกระแสน้ำไหลกระทบใบพาย วงล้อจะหมุน กระบอกไม้ไผ่ที่ติดอยู่ขอบล้อจะจุ่มลงไปตักน้ำเมื่อหมุนลงสู่จุดต่ำสุด และเมื่อวงล้อหมุนขึ้นสู่จุดสูงสุด ปากกระบอกจะเอียงเทน้ำลงสู่รางรับน้ำที่เราเตรียมไว้... ตราบใดที่แม่น้ำยังไหล กังหันนี้ก็จะหมุนไม่หยุดหย่อน ทั้งวันทั้งคืน”
ดวงตาของช่างไม้ชราค่อยๆ เบิกกว้างขึ้น แสงแห่งความตื่นรู้พาดผ่านใบหน้าที่กร้านโลก เขาเป็นช่างไม้มาทั้งชีวิต ย่อมมองออกถึงโครงสร้างและการรับน้ำหนัก แม้จะไม่เคยเห็นของจริง แต่คำอธิบายของหว่านเอ๋อร์กลับทำให้เขามองเห็นภาพการทำงานของมันได้อย่างแจ่มชัด
“สวรรค์! คิดได้อย่างไร... ใช้แรงน้ำสู้น้ำ!” ลุงจางพึมพำเสียงสั่น “หากทำได้จริง นี่จะเป็นปาฏิหาริย์ที่ช่วยชาวนาได้ทั้งแผ่นดิน!”
“อย่าเพิ่งเอ่ยถึงแผ่นดินเลยเจ้าค่ะ เอาแค่ไร่ของข้าให้รอดก่อน” หว่านเอ๋อร์ตัดบทอย่างเฉียบขาด สายตาคมกริบฉายแววเด็ดเดี่ยว “ท่านลุงจาง ข้าต้องการให้ท่านสร้างมันให้เสร็จภายในสองวัน ไม้ไผ่ในป่าหลังเขาข้าให้คนงานไปตัดมาเตรียมไว้แล้ว ขาดเหลือเครื่องมือใดให้บอกเสี่ยวเฟิง... ค่าจ้างข้าให้สามเท่า แต่ต้องทำให้ประณีตและแข็งแรงที่สุด”
“สามเท่า!” ลุงจางตาโต “ต่อให้แม่นางไม่จ้าง ข้าก็จะทำให้! ข้าอยากเห็นกับตาว่าเจ้าวงล้อยักษ์นี่มันจะเอาน้ำขึ้นมาได้จริงหรือไม่!”
...
สองวันต่อมา ณ ริมฝั่งแม่น้ำสายหลักของหมู่บ้าน
เสียงเลื่อยไม้และเสียงตอกลิ่มไม้ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วคุ้งน้ำ โครงสร้างไม้ไผ่ขนาดมหึมาค่อยๆ ถูกประกอบขึ้นเป็นรูปเป็นร่าง ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่เริ่มทยอยมายืนมุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“นั่นนังหนูหลินทำบ้าอะไรอีกแล้ว?” ป้าสะใภ้รองตระกูลหลิวที่เดินผ่านมาแบะปากถามเพื่อนบ้าน
“เห็นว่าจ้างช่างจางมาทำวงล้อไม้ยักษ์ บอกว่าจะเอามาวิดน้ำเข้านา” ชายวัยกลางคนคนหนึ่งตอบพลางส่ายหน้า “ข้าว่านางเสียสติไปแล้วแน่ๆ น้ำในแม่น้ำลดระดับลงต่ำขนาดนี้ ต่อให้ใช้ถังตักยังยาก นี่เอาไม้ไผ่มาสานเป็นวงล้อ จะไปตักน้ำได้เยี่ยงไร เพ้อเจ้อสิ้นดี”
“นั่นสิ เงินทองมีไม่เก็บไว้ซื้อข้าวกิน ยามแล้งเช่นนี้ยังเอามาถลุงเล่น สมแล้วที่เป็นสตรีสิ้นคิด”
เสียงนินทาและเสียงหัวเราะเยาะดังเซ็งแซ่ แต่หลินหว่านเอ๋อร์กลับทำหูทวนลม นางยืนกอดอกบัญชาการอยู่บนตลิ่งสูง สวมชุดผ้าฝ้ายทะมัดทะแมง ใบหน้าเชิดขึ้นท้าทายแสงแดด
“เสี่ยวเฟิง ตรวจสอบแกนหมุนให้ดี อย่าให้ฝืดเคือง ลุงจาง ยึดฐานล่างให้แน่นหนา กระแสน้ำแม้นดูนิ่งแต่มีแรงดัน หากฐานไม่มั่น กังหันจะพังครืนลงมา”
“ขอรับคุณหนู!” เสี่ยวเฟิงรับคำแข็งขัน แม้เหงื่อจะท่วมกายแต่แววตากลับมุ่งมั่น เขาเชื่อใจคุณหนูของเขาอย่างไม่มีข้อกังขา
เมื่อลิ่มไม้ตัวสุดท้ายถูกตอกเข้าที่ กังหันน้ำขนาดใหญ่ความสูงกว่าสองจั้ง (ประมาณ 6-7 เมตร) ก็ตระหง่านอยู่ริมฝั่งน้ำ มันดูแปลกตา คล้ายสัตว์ประหลาดจากยุคโบราณที่สร้างจากไม้ไผ่สานขัดกันอย่างวิจิตรบรรจง รอบวงล้อมีกระบอกไม้ไผ่ผูกติดเฉียงๆ นับสิบกระบอก
“เอาล่ะ... ปลดเชือก!” หว่านเอ๋อร์สั่งเสียงดังกังวาน
ลุงจางกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก มือที่หยาบกร้านค่อยๆ ปลดเชือกที่รั้งแกนล้อไว้ออก
วินาทีนั้น ทุกสรรพเสียงพลันเงียบกริบ แม้แต่ชาวบ้านที่เคยปากดีก็ยังกลั้นหายใจ
*ครืด...*
เสียงไม้เสียดสีกันดังขึ้นเบาๆ เมื่อวงล้อเริ่มขยับตามแรงดันของกระแสน้ำที่ไหลผ่านใต้น้ำ ใบพายไม้ไผ่ที่จมอยู่ในน้ำถูกกระแสธารผลักดันให้เคลื่อนที่ วงล้อขนาดยักษ์เริ่มหมุนอย่างช้าๆ... เชื่องช้าแต่มั่นคง
*ซ่า...*
กระบอกไม้ไผ่ที่จุ่มลงไปตักน้ำจนเต็ม ถูกยกขึ้นสู่ที่สูงตามการหมุนของวงล้อ เมื่อถึงจุดสูงสุด ปากกระบอกก็เอียงเทสายน้ำสีใสสะอาดลงสู่รางรับน้ำที่ทำจากลำไม้ไผ่ผ่าซีกซึ่งเชื่อมต่อยาวขึ้นไปยังแปลงนาบนตลิ่ง
*ซ่า... ซ่า... ซ่า...*
เสียงน้ำเทลงรางดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงดนตรีแห่งชีวิต สายน้ำไหลผ่านรางไม้ไผ่ที่ทอดยาว พุ่งตรงเข้าสู่แปลงผักที่กำลังแห้งเหี่ยวของหว่านเอ๋อร์ ดินที่แตกระแหงเมื่อได้รับน้ำก็ส่งเสียงฉ่าเบาๆ และดูดซับความชุ่มชื้นอย่างตะกละตะกลาม
“นะ... น้ำ! น้ำไหลขึ้นไปแล้ว!”
เสียงอุทานของชาวบ้านคนหนึ่งทำลายความเงียบงัน ตามมาด้วยเสียงฮือฮาที่ดังกระหึ่มราวกับผึ้งแตกรัง
“เป็นไปได้เยี่ยงไร! น้ำไหลขึ้นที่สูงได้เองโดยไม่มีคนหาบ!”
“ดูนั่นสิ! วงล้อมันหมุนเอง! มันตักน้ำเทลงรางไม่หยุดเลย!”
“สวรรค์! นี่มันวิชาอาคมอันใดกัน!”
ลุงจางที่ยืนอยู่ข้างแกนล้อทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า ดวงตาจ้องมองผลงานตรงหน้าด้วยความตื้นตันจนน้ำตาคลอเบ้า เขาเป็นช่างไม้มาห้าสิบปี ไม่เคยภาคภูมิใจในงานชิ้นใดเท่าชิ้นนี้มาก่อน
“มหัศจรรย์... มหัศจรรย์แท้ๆ...” ลุงจางพึมพำ “แม่นางหลิน ท่าน... ท่านช่างเป็นอัจฉริยะ!”
หว่านเอ๋อร์เพียงแค่ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงไว้ด้วยความหยิ่งทะนง นางปรายตามองไปยังกลุ่มชาวบ้านที่เคยดูถูกนาง ซึ่งบัดนี้กำลังมองสายน้ำที่ไหลเข้าไร่ของนางด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป... จากดูแคลน กลายเป็นความริษยาอย่างรุนแรง
ในขณะที่นาข้าวของชาวบ้านกำลังจะยืนต้นตายเพราะขาดน้ำ ไร่ของนางกลับมีน้ำไหลเข้านาอย่างไม่ขาดสายราวกับมีเทพประทานพร
“เสี่ยวเฟิง เฝ้ากังหันไว้ให้ดี” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงต่ำ พลางหันหลังเดินกลับเรือน “คืนนี้จัดเวรยามให้เข้มงวด ใครหน้าไหนกล้าเข้ามาใกล้กังหัน ตีให้ขาหักก่อนแล้วค่อยลากมาหาข้า”
“ขอรับ!” เสี่ยวเฟิงรับคำด้วยแววตาดุดัน
ท่ามกลางความตื่นเต้นยินดี หว่านเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวขึ้น สายตาโลภมากและริษยาของชาวบ้านเหล่านั้นเป็นสัญญาณเตือนภัยชั้นดี
ที่สำคัญ... นางเห็นใครบางคนรีบวิ่งแจ้นออกจากกลุ่มไทยมุง มุ่งหน้าไปยังทิศทางของบ้านหัวหน้าหมู่บ้านด้วยท่าทีร้อนรน
“ไปฟ้องนายของเจ้าเถิด...” หว่านเอ๋อร์แค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ข้ารอเวลานี้มานานแล้ว เวลาที่จะสั่งสอนให้พวกเจ้ารู้ว่า ‘ความรู้’ มีค่ามากกว่า ‘อำนาจ’ เพียงใด”
สายน้ำในรางไม้ไผ่ยังคงไหลรินหล่อเลี้ยงผืนดิน แต่มรสุมลูกใหญ่กำลังจะพัดพาความวุ่นวายมาสู่เรือนสกุลหลินในไม่ช้า!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การเจรจากับหัวหน้าหมู่บ้าน]**