ตอนที่ 108

***บทที่ 108: การเจรจากับหัวหน้าหมู่บ้าน***

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนจำนวนมากดังใกล้เข้ามา ราวกับฝูงกระบือป่าที่กำลังตื่นตระหนก ฝุ่นสีแดงฟุ้งกระจายไปทั่วทิศทาง ทำลายบรรยากาศแห่งความปิติยินดีที่เพิ่งก่อตัวขึ้นหน้ากังหันน้ำยักษ์

หลิน หว่านเอ๋อร์ ยืนกอดอกพิงเสาไม้ไผ่ สีหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่า ‘งูเจ้าถิ่น’ ย่อมไม่อาจทนเห็น ‘มังกรข้ามถิ่น’ สำแดงเดชได้นานนัก

“หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดเจ้าปีศาจไม้นั่นเดี๋ยวนี้!”

เสียงตวาดดังลั่นมาแต่ไกล ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมชุดผ้าไหมเนื้อดีที่ไม่เข้ากับสภาพแวดล้อมอันแห้งแล้ง เดินนำหน้ากลุ่มชาวบ้านที่ถือจอบเสียมเข้ามาด้วยท่าทางขึงขัง ใบหน้าของ ‘หัวหน้าหมู่บ้านสกุลหลี่’ แดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว หรืออาจจะเพราะรีบเร่งเดินมาจนเหนื่อยหอบก็สุดจะรู้

“ใครกล้าขัดคำสั่งข้า! ไปพังมันซะ!” หัวหน้าหมู่บ้านชี้ไม้เท้าหัวมังกรไปยังกังหันน้ำที่กำลังหมุนวนตักน้ำอย่างแข็งขัน

ชาวบ้านบางส่วนทำท่าจะก้าวเข้ามา แต่ต้องชะงักเมื่อสบเข้ากับสายตาเย็นเยียบของเสี่ยวเฟิงที่ยืนตระหง่านขวางทางอยู่ มือของเด็กหนุ่มกำด้ามมีดพร้าแน่น รังสีสังหารแผ่ออกมาจนคนเหล่านั้นต้องกลืนน้ำลาย

“ช้าก่อนท่านหัวหน้าหมู่บ้าน” หว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่ากังวานก้องไปทั่วบริเวณ นางก้าวออกมาจากร่มเงา แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าขาวผ่องที่เชิดขึ้นอย่างทระนง “กังหันน้ำนี้ข้าจ้างลุงจางสร้างด้วยเงินตราบริสุทธิ์ ตั้งอยู่บนที่ดินที่มีโฉนดถูกต้อง ท่านใช้อำนาจใดมาสั่งให้ทำลายทรัพย์สินของข้า?”

“อำนาจใดงั้นรึ!” หัวหน้าหมู่บ้านแค่นเสียงหัวเราะ กระแทกไม้เท้าลงบนพื้นดินแห้งผากจนฝุ่นตลบ “ก็อำนาจของความเป็นผู้นำที่ต้องดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านอย่างไรเล่า! เจ้าแม่นางตัวดี เจ้าติดตั้งเครื่องมือประหลาดนี่เพื่อสูบน้ำเข้าที่ดินตัวเองจนหมด แล้วชาวบ้านที่อยู่ปลายน้ำจะเอาน้ำที่ไหนทำกิน! นี่มันการกระทำของคนเห็นแก่ตัว ช่างชั่วร้ายนัก!”

คำกล่าวหาฉกาจฉกรรจ์เรียกเสียงฮือฮาจากชาวบ้านที่ตามมา พวกเขาเริ่มมองหว่านเอ๋อร์ด้วยสายตาไม่เป็นมิตร ความกลัวว่าจะไม่มีน้ำใช้ถูกปลุกปั่นให้กลายเป็นความโกรธแค้น

“ขโมยน้ำ?” หว่านเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน “ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ท่านช่างมีจินตนาการเลิศล้ำยิ่งกว่านักเล่านิทานในโรงน้ำชาเสียอีก”

“เจ้ากล้าเถียงข้าหรือ!”

“ข้ามิได้เถียง ข้าเพียงแต่ชี้แจงความจริง” หว่านเอ๋อร์เดินเข้าไปใกล้ริมตลิ่ง ชี้ไปยังกังหันน้ำที่หมุนวน “ท่านลองเบิกตามองให้กว้าง แล้วใช้ปัญญาพิจารณาดูเถิด กังหันนี้เพียงแค่ยืมแรงไหลของน้ำมาหมุนวงล้อ กระบอกไม้ไผ่ตักน้ำขึ้นมาเพียงส่วนน้อยนิดเพื่อส่งเข้าแปลงนา ส่วนน้ำที่เหลือเกือบทั้งหมดก็ยังคงไหลผ่านไปตามเส้นทางเดิมมิใช่หรือ? แม่น้ำสายนี้กว้างใหญ่ น้ำไหลเชี่ยวเช่นนี้ ข้าจะไปมีความสามารถหยุดยั้งกระแสน้ำได้อย่างไร?”

นางหันไปมองกลุ่มชาวบ้าน “พวกท่านลองดูระดับน้ำในแม่น้ำสิ มันลดลงสักกระเบียดนิ้วหรือไม่?”

ชาวบ้านต่างพากันชะโงกหน้ามองแม่น้ำ สายน้ำยังคงไหลแรงและระดับน้ำก็มิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแม้แต่น้อย เสียงซุบซิบเริ่มเปลี่ยนทิศทาง

“นางพูดก็มีเหตุผลนะ...”

“จริงด้วย น้ำก็ยังไหลไปทางท้ายหมู่บ้านเหมือนเดิม”

“เช่นนั้นท่านหัวหน้าหมู่บ้านกล่าวหาผิดหรือ?”

หัวหน้าหมู่บ้านหน้าเสียเมื่อเห็นว่าสถานการณ์เริ่มพลิกผัน เขาไม่เข้าใจกลไกประหลาดนี้ แต่เขารู้ดีว่าหากยอมแพ้เด็กสาวรุ่นลูกตรงหน้านี้ อำนาจของเขาจะสั่นคลอน

“หุบปาก!” เขาตะคอกใส่ชาวบ้าน ก่อนจะหันมาจ้องหว่านเอ๋อร์ตาเขียวปัด “เจ้ามันลิ้นสาริกา! ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ติดตั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต กฎหมายแคว้นต้าฉีระบุไว้ว่าทรัพยากรน้ำเป็นของส่วนรวม ผู้ใดจะถือครองแต่เพียงผู้เดียวมิได้!”

หว่านเอ๋อร์หัวเราะเบาๆ ราวกับได้ยินเรื่องขบขัน “อ้างกฎหมายหรือ? ดี! ข้า หลินหว่านเอ๋อร์ ก็ศึกษาประมวลกฎหมายมาบ้าง มาตราว่าด้วยการชลประทาน ระบุชัดเจนว่า ‘ราษฎรมีสิทธิ์ผันน้ำเข้าที่นาตนตราบเท่าที่ไม่สร้างเขื่อนปิดกั้นทางน้ำถาวรและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรของผู้อื่นอย่างรุนแรง’ สิ่งที่ข้าทำคือการติดตั้งเครื่องทุ่นแรง ไม่ใช่การสร้างเขื่อน ข้าไม่ได้ปิดกั้นทางน้ำ และน้ำก็ยังไหลไปสู่ที่นาของผู้อื่นได้ตามปกติ... ข้อหาของท่านฟังไม่ขึ้น!”

วาจาฉะฉานและท่าทีองอาจของนางทำให้หัวหน้าหมู่บ้านถึงกับผงะ เขาไม่คิดว่าสตรีชาวบ้านธรรมดาจะรู้หนังสือและข้อกฎหมายแม่นยำเช่นนี้ เหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมตามไรผม

แต่สิ่งที่กดดันเขามากที่สุดไม่ใช่หว่านเอ๋อร์... แต่เป็นสายตาของชาวบ้านที่มองกังหันน้ำด้วยความ ‘ปรารถนา’

ในยามแห้งแล้งเช่นนี้ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือปาฏิหาริย์ คือความอยู่รอด หากพวกเขามีสิ่งนี้บ้าง...

หว่านเอ๋อร์อ่านสายตาเหล่านั้นออกอย่างทะลุปรุโปร่ง นางรู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องวางหมากเผด็จศึกแล้ว นางไม่ต้องการศัตรูที่คอยจ้องจะกัดไม่ปล่อย แต่ต้องการชัยชนะที่เด็ดขาดและยั่งยืน

“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน” น้ำเสียงของนางอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจ “ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงลูกบ้าน กลัวว่าพวกเขาจะอดอยาก... ข้าเองก็เป็นลูกหลานสกุลหลิน เกิดและโตที่นี่ ย่อมไม่ปรารถนาจะเห็นเพื่อนบ้านเดือดร้อน”

นางเว้นจังหวะ เดินเข้าไปใกล้กังหันน้ำ ตบโครงสร้างไม้ไผ่เบาๆ “แทนที่จะมาทะเลาะกันเรื่องทำลายสิ่งนี้... ทำไมเราไม่มาคุยกันเรื่องที่จะทำให้ ‘ทุกคน’ มีกังหันน้ำใช้บ้างเล่า?”

สิ้นประโยคนั้น ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณราวกับนัดหมาย แม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังได้ยินชัดเจน ดวงตาของชาวบ้านเบิกกว้างด้วยความหวัง

“เจ้า... เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หัวหน้าหมู่บ้านถามเสียงตะกุกตะกัก ความโกรธเคืองเริ่มถูกแทนที่ด้วยความโลภ

“ข้ายินดีมอบแบบแปลนและสอนวิธีสร้าง ‘กังหันวิดน้ำ’ นี้ให้กับหมู่บ้าน โดยให้ลุงจางเป็นหัวหน้าช่างควบคุมการสร้าง” หว่านเอ๋อร์ประกาศเสียงดังฟังชัด “หมู่บ้านเราจะได้มีน้ำใช้เพียงพอตลอดหน้าแล้งนี้ ไม่ต้องแบกน้ำให้หลังหัก ไม่ต้องมองดูข้าวกล้ายืนต้นตายอีกต่อไป!”

“จริงหรือแม่นางหลิน!”

“แม่พระมาโปรดแท้ๆ!”

“ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน! รับข้อเสนอเถิดขอรับ!”

เสียงเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นทันที กระแสลมเปลี่ยนทิศอย่างสมบูรณ์ หัวหน้าหมู่บ้านยืนนิ่งงัน เขาถูกบีบให้จนมุมด้วย ‘ผลประโยชน์’ ที่หว่านเอ๋อร์หยิบยื่นให้ หากเขาปฏิเสธตอนนี้ ชาวบ้านคงได้ลุกฮือขึ้นมาขับไล่เขาแน่

แต่ถ้าเขารับข้อเสนอ... เขาก็จะได้หน้าว่าเป็นผู้เจรจาให้นางยอมมอบวิชาให้หมู่บ้าน

หว่านเอ๋อร์ยิ้มมุมปาก นางรู้ดีว่าคนอย่างหัวหน้าหมู่บ้าน ย่อมเลือกทางที่ตัวเองได้ประโยชน์ที่สุด

“แต่มีข้อแม้...” หว่านเอ๋อร์เอ่ยแทรกเสียงเฮ “ข้าแลกเปลี่ยนความรู้นี้กับการที่ท่านต้องรับรองความปลอดภัยของไร่ข้า ห้ามผู้ใดเข้ามาก่อกวนหรือทำลายทรัพย์สินในที่ดินของข้าอีก และท่านต้องประกาศให้ชัดเจนว่าการผันน้ำของข้าเป็นไปโดยชอบธรรม... ตกลงหรือไม่?”

หัวหน้าหมู่บ้านกัดฟันกรอด เขารู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่แต่ต้องยิ้มรับ เขาพยายามปั้นหน้าเคร่งขรึม กระแอมไอสองสามทีเพื่อเรียกความน่าเกรงขามกลับคืนมา

“อะแฮ่ม! เห็นแก่ที่เจ้ามีความกตัญญูต่อบ้านเกิดเมืองนอน และเห็นแก่ปากท้องของพี่น้องชาวบ้าน... ข้าในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านจะยอมรับข้อเสนอนี้” เขาประกาศเสียงดัง พลางชูไม้เท้าขึ้น “นับแต่นี้ไป ห้ามใครมารบกวนแม่นางหลินอีก! ส่วนเรื่องกังหันน้ำ ข้าจะเป็นธุระจัดการให้ลุงจางช่วยสร้างให้ทุกครัวเรือน!”

เสียงโห่ร้องยินดีดังสนั่นทุ่ง ลุงจางยืดอกด้วยความภาคภูมิใจที่จะได้รับบทบาทสำคัญ หว่านเอ๋อร์ประสานสายตากับหัวหน้าหมู่บ้าน แววตาของนางสงบนิ่งแต่แฝงด้วยความเยือกเย็นที่ทำให้อีกฝ่ายต้องหลบสายตา

ชัยชนะครั้งนี้ไม่ใช่การเอาชนะด้วยกำลัง แต่เป็นการชนะด้วย ‘ปัญญา’ และ ‘การแบ่งปัน’ ที่ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจปฏิเสธได้

เมื่อฝูงชนเริ่มทยอยกลับไปพร้อมกับความหวังใหม่ หว่านเอ๋อร์หันกลับมามองกังหันน้ำที่ยังคงทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ สายน้ำเย็นฉ่ำไหลรินไปตามรางไม้ไผ่ มุ่งหน้าสู่ผืนดินที่เคยแตกระแหง

นางรู้ดีว่าสงครามประสาทกับคนในหมู่บ้านเพิ่งจะจบลงในยกแรก แต่นางไม่หวั่นเกรง เพราะในมิติลับของนางยังมี ‘อาวุธ’ อีกมากมายที่พร้อมจะนำออกมาใช้

“คุณหนูขอรับ” เสี่ยวเฟิงเดินเข้ามาใกล้ เก็บมีดพร้าเข้าฝัก “ท่านใจกว้างเกินไปหรือไม่ที่ให้แบบแปลนพวกเขาฟรีๆ?”

“เสี่ยวเฟิงเอ๋ย” หว่านเอ๋อร์เด็ดดอกหญ้าขึ้นมาหมุนเล่น พลางมองไปยังทุ่งนาเวิ้งว้าง “บางครั้งการให้ ก็คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด... อีกอย่าง เจ้าคอยดูเถิด เมื่อน้ำถึงนา พืชผลของพวกเขาจะรอดตาย แต่จะไม่มีวันงอกงามเท่า ‘ของจริง’ ในไร่เราหรอก”

นางยิ้มกริ่ม นึกถึงเมล็ดพันธุ์ผักกาดและพริกในมิติที่ได้รับการรดด้วยน้ำทิพย์สวรรค์...

คืนนั้น สายน้ำยังคงไหลริน หล่อเลี้ยงผืนดินที่แห้งผากของสกุลหลินให้กลับมาชุ่มชื้น ท่ามกลางความมืดมิด ต้นกล้าเล็กๆ ในแปลงผักที่หว่านเอ๋อร์แอบหว่านไว้ เริ่มแทงยอดอ่อนสีเขียวขจีขึ้นมาเงียบๆ ราวกับจะตอบรับชัยชนะของนายหญิง

แต่นางหารู้ไม่ว่า ความสำเร็จที่โดดเด่นเกินไป มักนำมาซึ่งสายตาที่จับจ้องมากยิ่งขึ้น... และคราวนี้ ไม่ใช่แค่ชาวบ้านตาดำๆ แถวนี้เสียแล้ว

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แปลงผักเขียวขจีกลางทุ่งร้าง]**