ตอนที่ 109
***บทที่ 109: แปลงผักเขียวขจีกลางทุ่งร้าง***
กาลเวลาเปรียบดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างไม่หวนคืน นับตั้งแต่กังหันน้ำเริ่มหมุนวนนำพาความชุ่มฉ่ำสู่ผืนนาอันแห้งผากของหมู่บ้าน บัดนี้เวลาล่วงเลยไปหลายทิวา
แม้น้ำจากลำธารจะช่วยต่อลมหายใจให้ต้นข้าวในนาของชาวบ้านฟื้นตัวขึ้นมาได้บ้าง แต่แสงแดดอันแผดเผาของฤดูร้อนยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ต้นกล้าส่วนใหญ่เพียงแค่รอดตาย หากแต่ยังคงแคระแกร็น ใบเหลืองซีดเซียว ขาดความสมบูรณ์ที่ควรจะเป็น
ทว่า... ภาพที่ปรากฏ ณ ‘ไร่สุขสำราญ’ ของหลินหว่านเอ๋อร์ กลับเป็นดั่งภาพฝันที่ตัดขาดจากความเป็นจริงโดยสิ้นเชิง
ท่ามกลางทุ่งหญ้ารกร้างที่เคยถูกตราหน้าว่าเป็นที่ดินต้องสาป บัดนี้กลับกลายเป็นโอเอซิสสีเขียวขจีที่งดงามสะดุดตาที่สุดในระลอกร้อยลี้ แปลงผักที่ถูกยกคันดินขึ้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ทอดยาวสุดสายตา เต็มไปด้วยพืชผลที่กำลังเติบโตอย่างบ้าคลั่ง
ผักกาดขาวปลีห่อตัวแน่น ใบสีเขียวสดราวมรกตเนื้อดี อวบอ้วนและฉ่ำน้ำจนแทบจะระเบิดออกมาหากใช้ปลายนิ้วสะกิด เพียงแค่มองก็จินตนาการได้ถึงรสชาติหวานกรอบยามที่ได้ลิ้มลอง ถัดไปเป็นแปลงพริกที่หว่านเอ๋อร์ประคบประหงมเป็นพิเศษ ต้นพริกสูงท่วมเอว แตกกิ่งก้านสาขาใบดกหนา เม็ดพริกสีเขียวเข้มและสีแดงสดห้อยระย้าเต็มต้น ตัดกับสีเขียวของใบอย่างงดงาม ราวกับอัญมณีสีชาดที่ประดับอยู่บนเรือนยอดมรกต
ความลับของความอุดมสมบูรณ์นี้ หาใช่เพียงแค่ภูมิปัญญาการทำเกษตรประณีต การทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และเศษพืช หรือการพรวนดินคลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นอันชาญฉลาดของหลินหว่านเอ๋อร์เพียงอย่างเดียวไม่
แต่เป็นเพราะ ‘น้ำทิพย์มิติ’ ที่นางแอบผสมลงไปในบ่อพักน้ำของไร่ในทุกค่ำคืนต่างหาก
ปริมาณน้ำทิพย์เพียงน้อยนิดเมื่อเจือจางกับน้ำปกติ กลับทรงอานุภาพมหาศาลในการเร่งการเจริญเติบโตและสร้างภูมิต้านทานโรคพืช ทำให้ผักในไร่ของนางไม่เพียงแค่โตเร็วผิดปกติ แต่ยังมีรสชาติที่เหนือล้ำกว่าผักทั่วไปในท้องตลาดหลายเท่าตัว
เสียงเล่าลือเรื่อง ‘ที่ดินต้องสาป’ อันแห้งแล้งและปลูกอะไรไม่ขึ้น ได้เลือนหายไปกับสายลมร้อน สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือสายตาแห่งความริษยาและความเคลือบแคลงสงสัยของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา
“เจ้าดูนั่นสิ! ผักกาดบ้านแม่นางหลิน... ทำไมมันถึงได้งามขนาดนั้น?” ชาวบ้านผู้หนึ่งกระซิบกระซาบกับสหาย ขณะแบกจอบเดินผ่านรั้วไร่
“นั่นสิ ทั้งที่ใช้น้ำจากลำธารสายเดียวกันแท้ๆ หรือว่านางจะมีเคล็ดลับอะไรดีๆ ซ่อนอยู่?” อีกคนตอบพลางกลืนน้ำลายลงคอ เมื่อมองเห็นความอวบอ้วนของผักเหล่านั้น
หลินหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของเพิงพัก พลางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อที่ไรผม มุมปากยกยิ้มอย่างพึงพอใจ นางสวมชุดทำงานสีเข้มทะมัดทะแมง ดวงตาหงส์กวาดมองอาณาจักรเล็กๆ ของตนด้วยความภาคภูมิ
“พี่หญิงใหญ่ ผักกาดพวกนี้โตเร็วจริงๆ ขอรับ! ข้าไม่เคยเห็นผักที่ไหนงามขนาดนี้มาก่อนเลย” เสี่ยวเป่า น้องชายตัวน้อยวิ่งหน้าตั้งเข้ามารายงาน แก้มยุ้ยๆ แดงปลั่งด้วยความตื่นเต้น
“นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นเสี่ยวเป่า” หว่านเอ๋อร์ลูบศีรษะน้องชายเบาๆ “เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว เจ้าจะได้กินของอร่อยจนพุงกางแน่”
แต่ทว่า... ความงดงามของไร่สุขสำราญมิได้ดึงดูดเพียงแค่สายตาชื่นชม มันยังดึงดูดแมลงร้ายที่จ้องจะกัดกินผลประโยชน์ด้วยเช่นกัน
ที่แนวป่าละเมาะด้านทิศตะวันตก ห่างออกไปจากรั้วไร่ไม่ไกลนัก ร่างท้วมของสตรีผู้หนึ่งกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่หลังพุ่มไม้ สายตาของนางเต็มไปด้วยความโลภโมโทสันที่ปิดไม่มิด
นางคือ หวังชุนฮวา ป้าสะใภ้ผู้มีจิตใจคับแคบ
หวังชุนฮวากัดฟันกรอดด้วยความริษยา เมื่อเห็นผักกาดเขียวชอุ่มเหล่านั้น “นังเด็กปีศาจ... มันต้องใช้วิชามารแน่ๆ ที่ดินเฮงซวยนั่นจะปลูกผักงามขนาดนี้ได้อย่างไร! ข้าอุตส่าห์แช่งชักหักกระดูกมันทุกวันให้ล่มจม แต่ดูมันสิ!”
ความแค้นเคืองปะทุขึ้นในอก ยิ่งเห็นความสำเร็จของหลานสาวที่ตนเคยขับไล่ไสส่ง นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าฉาดใหญ่
“หึ! งามนักใช่ไหม... ข้าจะช่วย ‘เก็บเกี่ยว’ ให้เอง”
หวังชุนฮวารอจังหวะที่คนงานในไร่พากันไปพักทานมื้อเที่ยง และหลินหว่านเอ๋อร์พาเสี่ยวเป่ากลับเข้าไปในเรือนพัก นางกระชับตระกร้าสานใบใหญ่ที่แอบเตรียมมาไว้ข้างเอว แล้วค่อยๆ ย่องออกจากที่ซ่อน มุ่งหน้าไปยังจุดที่รั้วไม้ไผ่ดูเหมือนจะต่ำที่สุด
นางหมายตาแปลงผักกาดขาวที่อยู่ริมสุด หากขโมยไปได้สักสิบหัว นำไปขายในตลาดคงได้เงินไม่น้อย หรือจะเก็บไว้ดองผักกินเองก็ประหยัดไปได้โข
“นังเด็กโง่ คิดว่ารั้วแค่นี้จะกันข้าได้รึ?” หวังชุนฮวาแค่นหัวเราะในลำคอ นางเอื้อมมือไปแหวกกอไม้ไผ่ เตรียมจะมุดตัวเข้าไป
*ฉึก!*
“โอ๊ย!”
ทันทีที่มือสัมผัสกับแนวรั้ว ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ปลายนิ้ว หวังชุนฮวาสะดุ้งโหยงรีบชักมือกลับ เมื่อเพ่งมองดูดีๆ นางก็ต้องเบิกตาโพลง
รั้วไม้ไผ่ที่ดูธรรมดานี้ แท้จริงแล้วมีการปลูกพืชหนามเลื้อยพันเกี่ยวเอาไว้อย่างแน่นหนา หนามแหลมคมยาวเท่านิ้วก้อยซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนภายใต้ใบไม้เขียวขจี มันคือ ‘หนามกุหลาบป่า’ และ ‘หนามพุทรา’ ที่หว่านเอ๋อร์จงใจนำมาปลูกแซมไว้เพื่อป้องกันผู้บุกรุกโดยเฉพาะ
“ร้ายกาจนัก! นังเด็กชั่วร้าย!” หวังชุนฮวาสบถด่า สาปแช่งบรรพบุรุษสกุลหลิน (ซึ่งก็คือบรรพบุรุษสามีตนเอง) ไปพลาง พยายามมองหาช่องทางอื่น
นางไม่ยอมแพ้ เดินเลาะรั้วไปอีกทาง จนพบช่องว่างเล็กๆ ที่ดูเหมือนหนามจะไม่หนาแน่นนัก นางแสยะยิ้ม ย่อตัวลงแล้วค่อยๆ คลานลอดเข้าไป
แต่ทว่า... ขาทั้งสองข้างเพิ่งจะพ้นแนวรั้วเข้ามา เสียงขู่อันน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า
*กรรรรรร...*
หวังชุนฮวาตัวแข็งทื่อ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง
เบื้องหน้าของนางคือสุนัขพันธุ์ทางตัวใหญ่สองตัว ตัวหนึ่งสีดำสนิท อีกตัวสีน้ำตาลไหม้ พวกมันกำลังยืนแยกเขี้ยวขาววับ น้ำลายยืดหยดลงพื้น แววตาจดจ้องมาที่ผู้บุกรุกราวกับเห็นเหยื่ออันโอชะ
นี่คือ ‘เจ้าดำ’ และ ‘เจ้าด่าง’ สุนัขที่หว่านเอ๋อร์รับมาเลี้ยงจากพรานป่าในหมู่บ้านใกล้เคียง และฝึกฝนพวกมันด้วยวิธีพิเศษ (รวมถึงการให้กินเศษอาหารผสมน้ำทิพย์เล็กน้อย) ทำให้พวกมันฉลาด แข็งแรง และดุร้ายกับคนแปลกหน้าเป็นพิเศษ
“อะ... ไอ้หมาบ้า! ถอยไปนะ!” หวังชุนฮวาเสียงสั่น หยิบก้อนหินขึ้นมาทำท่าจะปา
การกระทำนั้นเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟ เจ้าดำเห่ากระโชกเสียงดังสนั่น *โฮ่ง! โฮ่ง!* ก่อนจะพุ่งกระโจนเข้าใส่ทันที
“ว้ายยยยยย! ช่วยด้วยยยย!”
หวังชุนฮวาร้องลั่นจนสุดเสียง ทิ้งตระกร้าสาน แล้วตะเกียกตะกายถอยหลังหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัด กางเกงผ้าเนื้อหยาบของนางเกี่ยวเข้ากับหนามพุทราที่รั้วอย่างจัง
*แควก!*
เสียงผ้าฉีกขาดดังบาดหู เผยให้เห็นกางเกงซับในสีตุ่นๆ หวังชุนฮวาไม่สนความอับอายอีกต่อไป นางกระชากขาตัวเองหลุดจากหนามจนเกิดรอยขีดข่วนเป็นทางยาวเลือดซิบ แล้ววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับเข้าไปในป่าละเมาะ โดยมีเจ้าดำและเจ้าด่างวิ่งไล่กวดไปจนสุดเขตไร่
ไกลออกไปที่ระเบียงเรือนพัก หลินหว่านเอ๋อร์ยืนกอดอกพิงเสาเรือน มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาเรียบเฉย
“นายหญิง ท่านช่างรอบคอบนักที่ให้ข้าไปขอสุนัขสองตัวนี้มาจากพรานหลี่” เสี่ยวเฟิงที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทึ่งจัด “หากไม่มีพวกมัน ป่านนี้ผักของเราคงเสร็จนางมารเฒ่านั่นไปแล้ว”
“คนโลภย่อมไม่รู้จักพอ เสี่ยวเฟิง” หว่านเอ๋อร์เอ่ยเสียงเรียบ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา “ข้าเพียงแค่วางกับดักไว้รอสัตว์ร้ายที่จะเข้ามากัดกินพืชผลของข้าเท่านั้น ไม่นึกว่าสัตว์ร้ายตัวแรกที่ติดกับ จะเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรักเช่นนี้”
นางละสายตาจากทิศทางที่ป้าสะใภ้วิ่งหนีหายไป แล้วหันกลับมามองแปลงพริกที่อยู่เบื้องหน้า
แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบเม็ดพริกสีแดงสดที่เริ่มสุกงอมส่งกลิ่นฉุนอ่อนๆ ลอยมาตามลม กลิ่นแห่งความเผ็ดร้อนที่ห่างหายไปนาน
“ช่างเถิด... อย่าไปสนใจเสียงนกเสียงกาเลย” หว่านเอ๋อร์เอื้อมมือไปเด็ดพริกเม็ดใหญ่สีแดงก่ำขึ้นมาเม็ดหนึ่ง พลางพิจารณาด้วยความพึงพอใจ “ดูสิ พริกรุ่นแรกของเราสุกได้ที่แล้ว”
“นายหญิงจะนำมันไปขายหรือขอรับ?”
“ขายย่อมต้องขาย แต่ก่อนจะขาย...” ดวงตาของหว่านเอ๋อร์เป็นประกายวาววับ นางนึกถึงรสชาติจัดจ้านที่นางถวิลหา รสชาติที่จะปลุกพลังวังชาของคนงานในไร่ให้ลุกโชน “เย็นนี้ข้าจะทำอาหารเลี้ยงทุกคน... อาหารรสเลิศที่จะทำให้พวกเขาลืมรสชาติจืดชืดของหัวผักกาดต้มไปตลอดกาล”
กลิ่นอายความเผ็ดร้อนเริ่มอบอวล พร้อมกับแผนการขั้นต่อไปในหัวสมองอันปราดเปรื่องของนาง ทว่าในขณะที่หว่านเอ๋อร์กำลังจดจ่ออยู่กับผลผลิต นางหารู้ไม่ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายเมื่อครู่ ไม่ได้มีเพียงนางและคนงานเท่านั้นที่เห็น...
ไกลออกไปบนเนินเขา ชายชุดดำผู้หนึ่งยืนซ่อนตัวอยู่หลังเงาไม้ใหญ่ สายตาคมกริบจ้องมองลงมายังร่างบอบบางที่ยืนเด่นอยู่กลางไร่ผักเขียวขจี มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยอย่างสนใจ
“น่าสนใจ... สตรีผู้นี้ มีเขี้ยวเล็บซ่อนอยู่มากกว่าที่คิด”
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เมนูเด็ด: ไก่ผัดเม็ดมะม่วงฯ (เวอร์ชันถั่วลิสง)]**