ตอนที่ 110

***บทที่ 110: เมนูเด็ด: ไก่ผัดเม็ดมะม่วงฯ (เวอร์ชันถั่วลิสง)***

แสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำ ทอประกายสีทองอาบไล้ทั่วท้องทุ่ง แต่บรรยากาศในเรือนพักคนงานกลับคึกคักมีชีวิตชีวายิ่งกว่ายามเช้าตรู่เสียอีก สาเหตุหาใช่สิ่งอื่นใด แต่เป็นเพราะคำสั่งสายฟ้าแลบของหลิน หว่านเอ๋อร์ที่ประกาศก้องว่าจะ ‘เลี้ยงอาหารมื้อใหญ่’ เพื่อฉลองการเก็บเกี่ยวพริกรุ่นแรก และปลอบขวัญทุกคนจากเหตุการณ์วุ่นวายเมื่อช่วงบ่าย

ไก่เนื้อตัวอ้วนพีสามตัวถูกเชือดและล้างทำความสะอาดอย่างรวดเร็วโดยเหล่าคนงานชาย พวกลิงโลดจนแทบจะเต้นระบำ นานเท่าใดแล้วที่พวกเขาไม่ได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์เต็มปากเต็มคำเช่นนี้? สำหรับชาวบ้านทั่วไป เพียงแค่ได้กินหมูสามชั้นมันเยิ้มสักชิ้นในช่วงปีใหม่ก็นับเป็นวาสนาแล้ว แต่นี่... ไก่ทั้งตัว!

หลิน หว่านเอ๋อร์ยืนบัญชาการอยู่หน้าเตาไฟที่ถูกก่อขึ้นใหม่กลางลานกว้าง นางพับแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นข้อมือขาวผ่องดุจหยกเนื้อดี ท่าทางทะมัดทะแมงขัดกับรูปลักษณ์บอบบางภายนอก

“หั่นเนื้อไก่เป็นลูกเต๋า หมักด้วยแป้งมัน ไข่ขาว และสุรา... ใช่ อย่างนั้นแหละ” นางสั่งการเสี่ยวเฟิงที่กำลังทำหน้าที่เป็นลูกมืออย่างขะมักเขม้น “ส่วนถั่วลิสงนั่น นำไปทอดให้เหลืองกรอบแล้วพักไว้ ระวังอย่าให้ไหม้เด็ดขาด”

ในมิติลับของนางมีตำราอาหารเลิศรสมากมาย เมนูที่นางเลือกทำในวันนี้คือ ‘ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์’ อันเลื่องชื่อ ทว่าในยุคสมัยและสถานที่กันดารเช่นนี้ เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นของหายากและมีราคาแพงระยับ นางจึงพลิกแพลงใช้ ‘ถั่วลิสง’ ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาทดแทน ความกรุบกรอบและความมันของถั่วลิสงย่อมทดแทนกันได้อย่างไม่ขัดเขิน

วัตถุดิบสำคัญที่สุดวางอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่สาน... พริกแห้งเม็ดสีแดงก่ำที่นางเพิ่งเก็บเกี่ยวมา มันถูกหั่นเป็นท่อนพอดีคำ เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจสำคัญ

“นายหญิง ข้าเตรียมกระทะร้อนได้ที่แล้วขอรับ” คนงานผู้หนึ่งตะโกนบอก

“ดี! ใส่น้ำมันลงไป”

เมื่อน้ำมันหมูในกระทะเหล็กใบใหญ่ร้อนฉ่าจนควันขาวลอยกรุ่น หว่านเอ๋อร์ก็เริ่มลงมือ นางโยนพริกแห้งที่เตรียมไว้ลงไปผัดเป็นอันดับแรก

*ฉ่า!*

เสียงน้ำมันปะทะกับพริกแห้งดังสนั่น พร้อมกับกลิ่นฉุนเผ็ดร้อนที่ระเบิดออกมาราวกับมังกรพ่นไฟ ควันโขมงลอยฟุ้งไปทั่วบริเวณ เหล่าคนงานที่ยืนมุงดูอยู่ต่างพากันสำลักไอค่อกแค่ก น้ำหูน้ำตาไหลพรากด้วยความไม่คุ้นชิน

“แคกๆ! นายหญิง! นี่มันยาพิษหรืออาหารขอรับ? กลิ่นมันช่างรุนแรงเหลือเกิน!” ชายร่างท้วมผู้หนึ่งบ่นพลางเอามือปิดจมูก

หว่านเอ๋อร์เพียงแค่ยิ้มมุมปาก นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ “รอประเดี๋ยวเถิด เจ้าจะรู้ว่า ‘ยาพิษ’ ที่เจ้าว่านี้ รสชาติล้ำเลิศเพียงใด”

เมื่อพริกแห้งเริ่มส่งกลิ่นหอมและเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น นางก็ใส่เนื้อไก่ที่หมักไว้ลงไปผัดรวนอย่างรวดเร็ว เสียงตะหลิวกระทบกระทะเหล็กดังเป็นจังหวะจะโคนราวกับเสียงดนตรี เนื้อไก่สีขาวเริ่มสุกตึงและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองน่ารับประทาน กลิ่นหอมของเนื้อสัตว์ผสานกับกลิ่นเผ็ดร้อนของพริกเริ่มเปลี่ยนจากความฉุนกึก เป็นความหอมยั่วน้ำลายที่กระตุ้นกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง

นางปรุงรสด้วยซีอิ๊ว น้ำตาลทราย และน้ำส้มสายชูหมักเล็กน้อยเพื่อตัดรส ตบท้ายด้วยการเทถั่วลิสงทอดกรอบและต้นหอมซอยลงไปคลุกเคล้า เพียงชั่วพริบตา อาหารจานเด็ดก็เสร็จสมบูรณ์

“ไก่ผัดพริกแห้งใส่ถั่วลิสง... เสร็จแล้ว!”

อาหารสีสันจัดจ้าน เนื้อไก่เคลือบซอสสีน้ำตาลแดงวาววับ ตัดกับสีแดงสดของพริกแห้งและสีเขียวของต้นหอม ถูกตักใส่ชามใบใหญ่ กลิ่นหอมของมันรุนแรงเสียจนทำให้คนงานที่เมื่อครู่ยังบ่นว่าฉุน ต่างพากันกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอือก

“กินได้!”

สิ้นเสียงอนุญาตของนายหญิง สงครามขนาดย่อมก็อุบัติขึ้น เหล่าคนงานต่างกุลีกุจอเข้ามารับส่วนแบ่ง เมื่อเนื้อไก่ชิ้นแรกถูกส่งเข้าปาก ดวงตาของพวกเขาก็เบิกโพลง

รสสัมผัสแรกคือความนุ่มลื่นของเนื้อไก่ที่หมักจนเข้าเนื้อ ตามมาด้วยรสเค็มหวานกลมกล่อม และความเผ็ดร้อนที่ค่อยๆ แผ่ซ่านไปทั่วลิ้น มันไม่ใช่ความเผ็ดที่ทรมาน แต่เป็นความเผ็ดที่กระตุ้นให้เจริญอาหาร ยิ่งเคี้ยวโดนถั่วลิสงกรุบกรอบ ยิ่งเพิ่มรสสัมผัสที่หลากหลาย

“สวรรค์! นี่มันรสชาติอะไรกัน? เผ็ดร้อนแต่อร่อยล้ำ! ข้าไม่เคยกินอะไรที่รสจัดจ้านถึงใจเพียงนี้มาก่อน!”

“ข้าหยุดกินไม่ได้เลย! ข้าว! ข้าขอข้าวเพิ่มอีก!”

ภาพของเหล่าชายฉกรรจ์ที่นั่งโซ้ยข้าวคำโต แย่งกันคีบเนื้อไก่และเม็ดพริกอย่างเอร็ดอร่อย ทำให้หว่านเอ๋อร์ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ นางมองดูพวกเขาด้วยสายตาของผู้ปกครองที่มองดูบริวาร

'ความภักดีไม่ได้สร้างด้วยเงินเพียงอย่างเดียว... แต่ต้องสร้างด้วยกระเพาะอาหารด้วย' นางคิดในใจ

คนงานเหล่านี้เคยกินแต่ผักต้มจืดชืดและธัญพืชหยาบๆ มาทั้งชีวิต การได้กินอาหารรสเลิศที่มีเนื้อสัตว์เต็มเปี่ยมเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขารู้สึกซาบซึ้งและเทิดทูนนางยิ่งกว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อาหารมื้อนี้จะเป็นเครื่องผูกมัดใจพวกเขาให้แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสัญญาจ้างใดๆ

เมื่อมื้ออาหารจบลง ไม่มีเศษอาหารเหลือแม้แต่เม็ดข้าวเดียว ชามทุกใบสะอาดเกลี้ยงเกลาราวกับถูกเลีย เหล่าคนงานต่างลูบท้องที่ป่องออกมาด้วยความสุขสม

ตกค่ำ ข่าวลือเรื่องอาหารมื้อพิเศษของ 'ไร่ตระกูลหลิน' ก็แพร่สะพัดออกไปราวกับไฟลามทุ่ง คนงานที่กลับบ้านไปต่างพากันคุยโวโอ้อวดให้เพื่อนบ้านและญาติพี่น้องฟัง

“เจ้าเชื่อหรือไม่? วันนี้นายหญิงทำไก่ผัดกับไอ้ลูกแดงๆ เผ็ดๆ นั่น... รสชาติมันวิเศษมาก! กินแล้วเหงื่อออกท่วมตัวแต่กลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีแรงทำงานเหมือนวัวถึก!”

“จริงรึ? ข้าได้ยินว่านางมารเฒ่าบ้านนั้นเพิ่งมาก่อเรื่องไม่ใช่หรือ?”

“ฮึ! นางมารนั่นทำอะไรนายหญิงไม่ได้หรอก แถมพวกเรายังได้กินลาภปากอีกต่างหาก ใครไม่ได้ทำงานที่นั่นถือว่าโชคร้ายที่สุดในชีวิตแล้ว!”

เสียงเล่าลือทำให้ชาวบ้านที่ได้ฟังต่างพากันกลืนน้ำลายด้วยความอิจฉา หลายคนเริ่มวางแผนที่จะมาสมัครงานที่ไร่ของหว่านเอ๋อร์ แม้จะเป็นเพียงงานรับจ้างรายวันก็ยังดี ขอเพียงได้ลิ้มรสอาหารรสมือของนางสักครั้ง

...

ดึกสงัด พระจันทร์ครึ่งเสี้ยวลอยเด่นอยู่กลางนภา แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบไร่พริกที่เงียบสงบ

หลิน หว่านเอ๋อร์ จัดการธุระในเรือนเสร็จสิ้น นางเดินออกมาสูดอากาศที่ระเบียงเรือน กลิ่นหอมจางๆ ของพริกยังคงอบอวลอยู่ในอากาศ นางมองไปยังทิศทางที่ป้าสะใภ้วิ่งหนีไปเมื่อตอนบ่าย พลางครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไป

การเปิดตัว ‘พริก’ ในวันนี้ประสบความสำเร็จเกินคาด รสชาติของมันพิสูจน์แล้วว่าสามารถมัดใจคนได้ ต่อไปคือการนำมันออกสู่ตลาด...

ทันใดนั้น หูของนางก็ได้ยินเสียงแปลกปลอม

*กร๊อบ...*

เสียงกิ่งไม้แห้งหักดังแผ่วเบามาจากทางชายป่าท้ายไร่ หากเป็นคนทั่วไปคงคิดว่าเป็นเสียงสัตว์หากินกลางคืน แต่สำหรับหว่านเอ๋อร์ที่มีประสาทสัมผัสฉับไวจากน้ำทิพย์ในมิติ นางรู้ดีว่านั่นไม่ใช่สัตว์

น้ำหนักการลงเท้า... จังหวะการหายใจที่แผ่วเบาแต่ติดขัด...

มีใครบางคนอยู่ที่นั่น!

ดวงตาหงส์หรี่ลงเล็กน้อย หว่านเอ๋อร์ไม่ได้ตื่นตระหนก นางเพียงแค่กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้น มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ สัมผัสกับมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ภายในมิติ พร้อมที่จะเรียกออกมาใช้งานได้ทุกเมื่อ

“แขกยามวิกาลผู้มาเยือนโดยไม่ได้รับเชิญ...” นางพึมพำกับสายลมแผ่วเบา “ดูท่าคืนนี้ข้าคงจะไม่ได้นอนหลับสบายอย่างที่คิดเสียแล้ว”

เงาร่างหนึ่งโซซัดโซเซออกมาจากแนวป่า ก่อนจะทรุดฮวบลงที่ข้างแปลงสมุนไพร กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยมาแตะจมูก หว่านเอ๋อร์จำกลิ่นอายนี้ได้... กลิ่นอายของบุรุษลึกลับผู้นั้น

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แขกยามวิกาล]**