ตอนที่ 282

***บทที่ 282: การเดินทางพักผ่อน***

แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมากระทบหยกขาวในมือของหลินหว่านเอ๋อร์จนเกิดประกายแวววาว นางซึมซับไออุ่นจากอ้อมกอดของจ้าวเฉิน ความเหนื่อยล้าจากการตรากตรำเขียนตำราอาหารมาหลายคืนติดต่อกันดูเหมือนจะมลายหายไปสิ้นเมื่ออยู่ภายในอ้อมแขนอันแข็งแกร่งนี้

“หว่านเอ๋อร์” จ้าวเฉินเอ่ยเรียกชื่อนางด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ “ข้ารู้ว่าเจ้ามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างตำนานอาหาร และต้องการถ่ายทอดวิชาความรู้ให้คงอยู่สืบไป แต่ร่างกายของคนเรามิใช่เหล็กไหล หากเจ้าหักโหมจนล้มป่วยไป ความตั้งใจเหล่านั้นย่อมสูญเปล่า”

หว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางไหวระริก “ท่านพี่ ท่านกำลังจะบอกอะไรข้าหรือ?”

จ้าวเฉินยิ้มบางๆ มือหนาลูบศีรษะนางอย่างทะนุถนอม “ข้าคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราควรจะวางมือจากกิจการที่ร้านสักพัก แล้วออกเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกัน... ไปให้ไกลจากเตาไฟและแปลงผัก ไปดูโลกกว้างอย่างที่เจ้าเคยเปรยว่าอยากเห็น”

“ท่องเที่ยว?” หว่านเอ๋อร์ทวนคำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย “แต่ร้านอาหารกำลังไปได้สวย งานที่โรงงานแปรรูปก็ล้นมือ ข้าจะทิ้งไปได้อย่างไรเจ้าคะ?”

“มิใช่การทิ้ง แต่เป็นการวางใจ” จ้าวเฉินอธิบาย “อีกอย่าง ข้าได้ยินมาว่าทางทิศตะวันออกมีเมืองท่าชายทะเลชื่อ ‘เมืองท่าชิงไห่’ ที่นั่นมีวัตถุดิบทางทะเลแปลกใหม่มากมายที่เจ้าอาจไม่เคยเห็น กุ้ง หอย ปู ปลา รสชาติหวานล้ำที่หาไม่ได้ในหุบเขาของเรา หากเจ้าได้ไปเห็นกับตา ได้ลิ้มลองรสชาติเหล่านั้น ข้าเชื่อว่ามันจะเป็นแรงบันดาลใจชั้นเลิศให้แก่ตำราอาหารของเจ้า”

คำว่า ‘วัตถุดิบใหม่’ เปรียบเสมือนกุญแจที่ไขเข้าสู่หัวใจของหลินหว่านเอ๋อร์โดยตรง นางนึกภาพอาหารทะเลสดใหม่ที่ยังดิ้นกระแด่ว รสชาติเค็มปร่าของน้ำทะเล และเมนูใหม่ๆ ที่นางสามารถรังสรรค์ได้ ความลังเลใจในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นเต้น

“เมืองท่าชายทะเล...” หว่านเอ๋อร์พึมพำ “ข้าเคยได้ยินแต่ในเรื่องเล่า ไม่เคยได้สัมผัสของจริง... ท่านพี่พูดถูก บางทีข้าอาจจะขังตัวเองอยู่แต่ในครัวนานเกินไป”

“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” จ้าวเฉินกระชับอ้อมกอด “ถือเสียว่าเป็นการพักผ่อน... ฮันนีมูนที่เรายังไม่เคยมีโอกาสได้ไปอย่างจริงจังเสียที”

แก้มของหว่านเอ๋อร์ขึ้นสีระเรื่อ นางพยักหน้าเบาๆ ซุกหน้าลงกับอกเขา “เจ้าค่ะ ท่านพี่”

...

รุ่งเช้าวันต่อมา บรรยากาศในเรือนตระกูลหลินเต็มไปด้วยความคึกคัก หว่านเอ๋อร์ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อเตรียมการสำหรับการเดินทางไกล นางมิได้ตื่นเต้นเพียงเพราะจะได้ไปเที่ยว แต่เป็นการเตรียมการเพื่อส่งมอบงานสำคัญ

นางเรียกตัว ‘อาตง’ หัวหน้าพ่อครัวมือหนึ่งของภัตตาคารสวนสวรรค์ และ ‘หลินต้าซาน’ บิดาของนางมาพบที่ห้องโถงกลาง

“นายหญิง ท่านจะออกเดินทางไกลจริงๆ หรือขอรับ?” อาตงเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อย แม้ฝีมือการทำอาหารของเขาจะพัฒนาขึ้นมากจนเป็นที่ยอมรับ แต่การที่ต้องดูแลครัวใหญ่โดยไร้เงาของหว่านเอ๋อร์คอยชี้แนะ ก็ยังทำให้เขารู้สึกหวั่นใจ

หว่านเอ๋อร์วางสมุดบันทึกเล่มหนาลงบนโต๊ะเบื้องหน้าอาตง “อาตง นี่คือบันทึกสูตรอาหารและเคล็ดลับการจัดการครัวที่ข้าเขียนรวบรวมไว้ เจ้าจงใช้มันเป็นแนวทาง ข้าเชื่อมั่นในฝีมือเจ้า เจ้าผ่านบททดสอบมามากมาย บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องยืนหยัดด้วยขาของตัวเองและปกครองลูกน้องในครัวให้ได้ จำไว้ว่า รสชาติอาหารสำคัญก็จริง แต่หัวใจของการบริการคือความใส่ใจ”

อาตงมองสมุดบันทึกเล่มนั้นราวกับเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ เขาคุกเข่าลงโขกศีรษะ “ข้าน้อยจะรักษาดูแลภัตตาคารสวนสวรรค์ยิ่งชีพ จะไม่ทำให้นายหญิงต้องผิดหวังขอรับ!”

หว่านเอ๋อร์ยิ้มรับ ก่อนจะหันไปทางบิดา “ท่านพ่อ ส่วนเรื่องโรงงานแปรรูปและแปลงผัก ข้าคงต้องฝากท่านพ่อช่วยเป็นหูเป็นตาแทนข้า เรื่องบัญชีและการส่งของ ข้าได้กำชับหลงจู๊ไว้แล้ว แต่เรื่องการตัดสินใจหน้างาน ข้าไว้ใจท่านที่สุด”

หลินต้าซานหัวเราะร่า ตบหน้าอกตนเองดังปึก “เจ้าวางใจเถอะลูกรัก พ่อคนนี้ถึงจะแก่แต่ก็ยังมีเรี่ยวแรงดี เรื่องแค่นี้พ่อจัดการได้สบายมาก เจ้ากับลูกเขยไปเที่ยวพักผ่อนให้สบายใจเถิด ตั้งแต่เจ้าฟื้นขึ้นมาคราวนั้น เจ้าก็ทำงานตัวเป็นเกลียวมาตลอด ไปเปิดหูเปิดตาบ้างจะได้มีความสุข”

เมื่อฝากฝังงานเรียบร้อย ความกังวลในใจของหว่านเอ๋อร์ก็เบาบางลง นางและจ้าวเฉินช่วยกันจัดสัมภาระ เสื้อผ้าที่โปร่งสบายเหมาะกับอากาศชายทะเล และที่ขาดไม่ได้คือกล่องเครื่องมือเล็กๆ สำหรับเก็บตัวอย่างวัตถุดิบและสมุดจดบันทึก

ยามสายของวันนั้น รถม้าคันงามที่จ้าวเฉินเตรียมไว้ก็มาจอดเทียบที่หน้าประตูเรือน สารถีเป็นชายวัยกลางคนที่ชำนาญเส้นทาง

“พร้อมหรือไม่ ฮูหยิน?” จ้าวเฉินยื่นมือมาให้นางจับเพื่อก้าวขึ้นรถม้า เขาเปลี่ยนสรรพนามเรียกนางอย่างหยอกเย้า

“พร้อมเจ้าค่ะ สามี” หว่านเอ๋อร์ตอบกลับพลางวางมือลงบนฝ่ามืออุ่นของเขา

รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากหมู่บ้าน เสียงล้อรถบดเบียดไปกับถนนดินลูกรังดังกุกกักเป็นจังหวะ หว่านเอ๋อร์เปิดม่านหน้าต่าง มองดูทิวทัศน์ของหมู่บ้านที่นางคุ้นเคยค่อยๆ เลื่อนถอยหลังไป แปลงผักเขียวขจี ภูเขาสูงตระหง่าน และชาวบ้านที่โบกมือลา นางโบกมือตอบด้วยรอยยิ้ม นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่นางทะลุมิติเข้ามาในร่างนี้ ที่นางจะได้ก้าวออกจากเขตปลอดภัยของตนเอง ออกไปเผชิญโลกกว้างที่นางไม่รู้จัก

การเดินทางใช้เวลาหลายวัน ทิวทัศน์สองข้างทางเริ่มแปรเปลี่ยนจากภูเขาสลับซับซ้อน กลายเป็นทุ่งราบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ผ่านเมืองเล็กเมืองน้อยที่คึกคักแตกต่างกันไป หว่านเอ๋อร์ตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งที่พบเห็น นางจดบันทึกพืชพรรณแปลกตาและวัฒนธรรมการกินของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นลงในสมุดอย่างขะมักเขม้น

ในรถม้า จ้าวเฉินคอยดูแลนางไม่ห่าง เขาปอกผลไม้ให้นางทาน เล่าเรื่องราวการผจญภัยในอดีตของเขาให้ฟัง และบางครั้งก็เพียงแต่นั่งจับมือนางเงียบๆ ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ความรักความผูกพันของทั้งสองแน่นแฟ้นขึ้นในทุกระยะทางที่ผ่านพ้น

จนกระทั่งย่ำค่ำของวันที่ห้า...

อากาศรอบกายเริ่มเปลี่ยนแปลง ลมที่พัดเข้ามาทางหน้าต่างรถม้ามีความชื้นและเหนียวเหนอะหนะมากกว่าปกติ แต่กลับให้ความรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด กลิ่นหอมจางๆ ที่ไม่คุ้นเคยลอยมาแตะจมูก

“กลิ่นอะไรหรือเจ้าคะท่านพี่? เค็มๆ แต่ก็หอมสดชื่น” หว่านเอ๋อร์สูดจมูกฟุดฟิด

จ้าวเฉินยิ้มกว้าง “นั่นคือกลิ่นไอของทะเล... เราใกล้จะถึงแล้ว”

รถม้าวิ่งเข้าสู่เขตเมืองท่าชิงไห่ในยามค่ำคืน แสงไฟจากโคมตามบ้านเรือนและร้านรวงส่องสว่างไสว แม้จะเป็นเวลามืดค่ำแต่เมืองนี้กลับดูไม่หลับใหล ผู้คนยังคงเดินขวักไขว่ พ่อค้าแม่ขายยังคงส่งเสียงเรียกลูกค้า บรรยากาศช่างแตกต่างจากความเงียบสงบในหมู่บ้านของนางอย่างสิ้นเชิง

รถม้ามาหยุดลงที่หน้าโรงเตี๊ยมไม้สักขนาดใหญ่ที่มีป้ายชื่อเขียนว่า ‘เรือนพักพิงวารี’

“คืนนี้เราจะพักที่นี่ พรุ่งนี้เช้าเจ้าจะได้เห็นทะเลเต็มๆ ตา” จ้าวเฉินกล่าวพลางประคองนางลงจากรถ

หว่านเอ๋อร์รู้สึกอ่อนเพลียจากการเดินทางอันยาวนาน นางแทบจะจำไม่ได้ว่าเดินขึ้นห้องพักไปอย่างไร รู้เพียงว่าห้องพักนั้นกว้างขวางและสะอาดสะอ้าน เตียงนอนนุ่มสบายเชื้อเชิญให้ทิ้งตัวลงนอน

หลังจากชำระล้างร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หว่านเอ๋อร์ก็ทิ้งตัวลงบนเตียงนุ่ม นางรู้สึกถึงความโคลงเคลงเล็กน้อยเหมือนยังอยู่บนรถม้า แต่สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกแปลกใจคือเสียงที่ดังมาจากภายนอกหน้าต่าง

*ซู่... ซ่า...*

*ครืน... ซู่...*

เสียงนั้นดังต่อเนื่องเป็นจังหวะหนักแน่นและทรงพลัง ฟังดูน่าเกรงขามแต่ก็ขับกล่อมจิตใจให้สงบลงอย่างน่าประหลาด

“เสียงอะไรหรือเจ้าคะ?” นางถามจ้าวเฉินที่กำลังดับตะเกียง

“เสียงคลื่นกระทบฝั่ง” จ้าวเฉินตอบเสียงนุ่ม “ทะเลกำลังขับกล่อมเจ้า นอนเถิดคนดี พรุ่งนี้มีเรื่องราวดีๆ รอเจ้าอยู่”

หว่านเอ๋อร์หลับตาลง ฟังเสียงเพลงแห่งท้องทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต ความตื่นเต้นที่อัดแน่นอยู่ในอกค่อยๆ ผ่อนคลายลง กลายเป็นห้วงนิทราที่ลึกซึ้ง นางเฝ้ารอคอยให้รุ่งอรุณมาถึง เพื่อที่จะได้ยลโฉมเจ้าของเสียงคำรามอันไพเราะนี้ด้วยตาของตนเอง

ในความมืดมิด เสียงคลื่นยังคงซัดสาด ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับจะตอกย้ำถึงการมาถึงของโลกใบใหม่ที่รอคอยการค้นพบ...